บทที่ 62: หญิงงามในชุดโบราณ
“ในบรรดาหลานๆ ของตระกูลกู้ น้องหกชอบเสี่ยวปินมากที่สุด”
คุณตายิ้มรับคำพูดนั้นอย่างเห็นด้วย “เขาเฝ้ารอให้เสี่ยวปินไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งมาตั้งนานแล้ว”
“เด็กคนนี้เป็นคนมีวาสนา”
คุณยายพยักหน้าอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มทำให้หางตาปรากฏรอยตีนกาจางๆ ตามวัย “เจ้าน้องหกคนนั้นนิสัยถือตัวจะตายไป มองใครก็ไม่เคยถูกใจ แต่ดันมาถูกชะตากับเสี่ยวปิน ตั้งใจจะปั้นหลานคนนี้ด้วยตัวเอง ถ้ามีเขาช่วยปูทางให้ ภายภาคหน้าเส้นทางราชการของเสี่ยวปินคงจะราบรื่นขึ้นเยอะ”
“เสี่ยวปินฉลาดด้วยแหละ ถึงเข้าตาน้องหกได้”
คุณตาเริ่มยกหางตัวเอง “จะว่าไป นี่ก็เป็นเพราะยีนของผมดี คุณตาฉลาดหลักแหลม ถึงได้มีหลานชายฉลาดๆ แบบนี้ออกมาไง”
“นอนเถอะน่า เลิกโม้ได้แล้ว”
คุณยายฟังต่อไม่ไหว จึงพูดขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“โม้อะไรกัน นี่เรื่องจริงนะ”
คุณตาไม่พอใจท่าทีของคู่ชีวิต ตั้งท่าจะเถียงต่ออีกสักยก
แต่คุณยายเอื้อมมือไปกดสวิตช์ดัง แปะ ไฟหัวเตียงดับวูบลงทันที
คุณตามองเห็นแต่ความมืดเบื้องหน้า จำต้องหุบปากฉับอย่างช่วยไม่ได้
คุณยายอมยิ้มมุมปาก ในที่สุดหูตาก็ได้สงบสุขเสียที
***
หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มมาทั้งคืน เช้าวันใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น
หลังจากรายการฉวนสุ่ยเหรินเจียตอนพิเศษออกอากาศไป ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม เรตติ้งช่วงรีรันในคืนวันอาทิตย์เวลาสองทุ่มพุ่งทำลายสถิติสูงสุด
ผู้อำนวยการสถานีตัดสินใจทันทีว่าจะขยายรายการพิเศษนี้ให้กลายเป็นซีรีส์สารคดี โดยจะออกอากาศสัปดาห์ละหนึ่งตอน
ทีมงานรายการต่างพากันดีใจจนเนื้อเต้น เช้าตรู่วันนี้ ตู้เวยจึงพาทีมงานมาที่บ้านเลขที่ 9 ถนนตงหัว และเคาะประตูบ้านของหลินซีอวี่ด้วยความกระตือรือร้น
สถานที่ถ่ายทำในวันนี้ปักหมุดกันที่น้ำพุเปาตู
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจี่หนาน ตู้เวยให้ความสำคัญกับการถ่ายทำครั้งนี้มาก เขาเจาะจงคัดลอกบทความบันทึกการท่องเที่ยวน้ำพุเปาตูจากปลายปากกาของเหลาเส่อ มาใช้เป็นบทบรรยายสำหรับการถ่ายทำในครั้งนี้โดยเฉพาะ
หลินซีอวี่งัดทักษะการท่องจำระดับเด็กสายศิลป์ออกมาใช้อย่างเต็มที่ เธอใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็จำบทได้แม่นยำ และสามารถพูดยรรยายต่อหน้ากล้องได้อย่างฉะฉานลื่นไหล
“น้ำพุเปาตูคือหนึ่งในสามสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของจี่หนาน เมื่อออกจากประตูทิศตะวันตกของเมืองเก่าจี่หนาน ยืนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำฮู่เฉิงเหอ”
“คุณจะมองเห็นสายน้ำมีชีวิตไหลริน ใสกระจ่างสะอาดตา ไหลจากทิศใต้ลงสู่ทิศเหนือ ต้นหลิวริมฝั่งทอดเงาสะท้อนลงบนผิวน้ำ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างต่างย้อมไปด้วยสีเขียวมรกต ช่างเป็นภาพที่เงียบสงบจับใจ”
“สายน้ำแห่งนี้ไหลรินออกมาจากน้ำพุเปาตู หากไร้ซึ่งน้ำพุเปาตู จี่หนานคงสูญเสียความงดงามเย้ายวนไปถึงครึ่งหนึ่ง”
“เมื่อเดินเลียบแม่น้ำฮู่เฉิงเหอลงไปทางทิศใต้ ก็จะถึงสวนสาธารณะน้ำพุเปาตู”
“สระน้ำพุเปาตูมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม น้ำในสระใสราวกระจก จนมองเห็นสาหร่ายใต้น้ำได้อย่างชัดเจน”
“ใจกลางสระมีตาน้ำพุสามตา สายน้ำพุ่งทะลักจากตาน้ำขึ้นมาเหนือผิวน้ำสูงกว่าครึ่งเมตร พลิกม้วนพุ่งพวยพุ่งตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เคยหยุดพัก”
“ริมขอบสระยังมีตาน้ำเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วนที่คอยผุดฟองอากาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ฟองอากาศเล็กๆ เหล่านั้นเรียงตัวกันเป็นสาย ราวกับสร้อยไข่มุกที่สั่นไหวไปตามกระแสน้ำ”
“น้ำพุเปาตูในฤดูหนาวยิ่งน่าหลงใหล เหนือผิวน้ำจะมีไอหมอกสีขาวอมเขียวลอยอ้อยอิ่ง ปกคลุมอยู่เหนือตาน้ำที่กำลังพวยพุ่ง พาให้นักท่องเที่ยวรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนลึกลับ”
***
“คัท!”
ตู้เวยพอใจกับการแสดงของเธอมาก หลังจากสั่งหยุดถ่ายทำ เขาก็เรียกหลินซีอวี่เข้ามาใกล้และกำชับด้วยความใส่ใจ
“ซีอวี่ วันนี้ต้องลำบากเธอหน่อยนะ รีบไปท่องบทล่วงหน้าไว้เลย พวกเราต้องทำเวลา ถ่ายช่วงเช้าเสร็จแล้วคงไม่ได้พัก กินข้าวเสร็จต้องรีบไปถ่ายต่อที่ต้าหมิงหูเลย”
“วางใจเถอะค่ะผู้กำกับตู้”
หลินซีอวี่ตอบรับด้วยความมั่นใจ “หนูไม่มีปัญหาค่ะ อ่านบทอีกไม่กี่รอบก็จำได้แล้ว”
“เสี่ยวโจว มานี่หน่อย”
ตู้เวยพยักหน้าอย่างพึงพอใจในความหัวไวของเด็กสาว ก่อนจะกวักมือเรียกช่างดูแลเสื้อผ้าเข้ามาสั่งงาน “ช่วงบ่ายต้องมีการถ่ายทำ ผมเชิญนักศึกษาเอกการแสดงจากวิทยาลัยศิลปะซานตงมาหกคน ให้มาเป็นนักแสดงสมทบ พวกเขาต้องใส่ชุดโบราณ คุณลำบากหน่อยนะ ช่วยไปแต่งตัวให้พวกเธอที...”
“รับทราบค่ะ”
ช่างดูแลเสื้อผ้าเข้าใจงานทันที เธอรีบจูงมือหลินซีอวี่เดินตรงไปยังรถตู้สีเหลืองที่ทางรายการใช้เป็นห้องแต่งหน้าชั่วคราว
“ต้องแต่งหน้าตอนนี้เลยเหรอคะ”
หลินซีอวี่ไม่เคยแต่งกายชุดโบราณมาก่อน จึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“แต่งตัวชุดโบราณใช้เวลานาน คนนึงอย่างน้อยก็ปาเข้าไปครึ่งชั่วโมงแล้ว”
เสี่ยวโจวบ่นอย่างอ่อนใจ “ผู้กำกับตู้ก็ไม่ยอมบอกล่วงหน้า ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ พี่กลัวว่าจะไม่ทันเวลา เดี๋ยวจะไปกระทบการถ่ายทำเข้า”
“พี่โจวเหนื่อยหน่อยนะคะ”
หลินซีอวี่เป็นคนปากหวาน คำพูดของเธอทำให้ทีมงานในกองถ่ายต่างเอ็นดู
“เหนื่อยอะไรกัน ก็แค่งานนั่นแหละ”
ช่างดูแลเสื้อผ้าหัวเราะแห้งๆ เชิงหยอกล้อตัวเอง “คนเราต้องก้มหัวเพื่อข้าวสารห้าโต่ว ไม่ทำก็ไม่ได้นี่นะ”
“ขอแค่มีเงินให้หาก็พอแล้วค่ะ”
หลินซีอวี่ฉีกยิ้มประจบอย่างน่ารัก “พี่ทำงานที่สถานีโทรทัศน์ ฝีมือแต่งหน้าต้องเทพอยู่แล้ว คงโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่ๆ”
“ช่างแต่งหน้าอย่างพวกพี่ ไม่เหมือนพวกพี่เยี่ยนที่เป็นนักข่าวหรอกนะ พวกพี่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของสถานี”
เสี่ยวโจวส่ายหน้า แววตาฉายแววตัดพ้อเล็กน้อย “พวกเราเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว มีงานก็ทำ ไม่มีงานก็ว่าง ถ้าช่วงไหนกองถ่ายไม่มีคิว พี่ก็ต้องไปรับจ้างแต่งหน้าเจ้าสาวตามร้านพรีเวดดิ้งหารายได้พิเศษ”
“สถานีโทรทัศน์ยังมีแบ่งพนักงานประจำกับลูกจ้างชั่วคราวอีกเหรอคะ”
หลินซีอวี่ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ “หนูนึกว่าสวัสดิการของทุกคนจะเหมือนกันหมดซะอีก”
“ไม่เหมือนกันแน่นอนอยู่แล้ว”
เสี่ยวโจวยิ้มขมขื่น “คนมีบรรจุกับไม่มีบรรจุ สวัสดิการต่างกันราวฟ้ากับเหว เธอเป็นนักเรียน มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ก็ต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ จบมาจะได้หางานที่มีความมั่นคงทำ อย่ามาเป็นเหมือนพี่ที่ต้องกินมื้อนี้ห่วงมื้อหน้า อนาคตดูเลือนรางเหลือเกิน”
“ค่ะ”
หลินซีอวี่รับคำอย่างว่าง่าย “หนูเข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่โจวที่แนะนำนะคะ”
“มาเถอะ เริ่มแต่งหน้ากันได้แล้ว”
ทั้งสองคุยกันเพลินจนเดินมาถึงรถตู้ เสี่ยวโจวไม่รอช้า รีบหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว
หลินซีอวี่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายแต่งแต้มใบหน้าของเธอตามต้องการ
เดิมทีเครื่องหน้าของเธอก็ประณีตงดงามผิวพรรณขาวผ่องอยู่แล้ว จึงไม่ต้องปกปิดอะไรมากนัก เสี่ยวโจวเพียงแค่ลงแปรงเน้นโครงหน้าเล็กน้อย ใบหน้าสวยหวานไร้ที่ติในแบบฉบับสาวงามยุคโบราณก็ปรากฏชัดเจน
“ลองเปลี่ยนชุดดูซิ ว่าเข้ากันมั้ย”
ตู้เวยอาศัยช่วงพักเบรก เดินมาดูความเรียบร้อยที่ห้องแต่งตัว เมื่อเห็นใบหน้าที่ผ่านการแต่งแต้มแล้ว เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ช่างดูแลเสื้อผ้าเลือกชุดฮั่นฝูสีเขียวน้ำทะเลเนื้อผ้าโปร่งบางพลิ้วไหว พร้อมเข็มขัดผ้าคาดเอวที่ช่วยขับเน้นทรวดทรงอรชรของเด็กสาว ดูเบาสบายและงดงาม
“ไม่เลว ไม่เลวเลย”
ตู้เวยตาเป็นประกาย รีบกำกับเพิ่มทันที “เกล้าผมขึ้นไป แต่งให้เหมือนคุณหนูตระกูลขุนนางสมัยก่อน ในมือถือพัดกลมสักอัน แล้วก็ใส่ต่างหูด้วย...”
ภายใต้การกำกับดูแลของเขา หญิงสาวในชุดสีเขียวที่ดูบริสุทธิ์สูงส่ง ราวกับนางในภาพวาดพู่กันจีน ก็ได้มายืนอวดโฉมอยู่ตรงหน้าทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ
“เยี่ยมมาก ต้องแบบนี้สิ...”
แววตาของตู้เวยฉายแววตื่นเต้น เขายืนชื่นชมผลงานการสร้างสรรค์ของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ
“ลุคนี้สุดยอดไปเลยครับ”
ผู้ช่วยผู้กำกับรีบสอดปากเข้ามาประจบสอพลอทันที “สมแล้วที่เป็นผู้กำกับตู้ สายตาเฉียบคมจริงๆ ตอนคัดตัวคนก็เลือกซีอวี่มาได้ถูกคนเป๊ะๆ ประสบการณ์ในวงการบันเทิงหลายปีของผู้กำกับนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ”
“ซีอวี่แต่งตัวแบบนี้...”
หลี่เยี่ยนยิ้มพลางเสริมขึ้น “ถ้าให้ไปรับเชิญในละครย้อนยุคสักเรื่องก็ยังไหวเลยนะเนี่ย”
“ผมว่าเข้าท่านะ”
ผู้ช่วยผู้กำกับกวาดสายตาเจ้าเล่ห์มองสำรวจเรือนร่างของหลินซีอวี่อย่างจาบจ้วง ก่อนจะยิ้มกริ่มด้วยท่าทางมีเลศนัย “ซีอวี่จ๊ะ สนใจอยากลองเล่นหนังบ้างมั้ย พี่รู้จักผู้กำกับเก่งๆ หลายคนเลยนะ เดี๋ยวพี่จะลองติดต่อหาโอกาสให้เราไปแคสติ้งดู”
“เธอไม่อยากเล่นหรอกครับ”
ยังไม่ทันที่หลินซีอวี่จะได้ตอบอะไร เสียงทุ้มเย็นชาของกู้ปินก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลังของทุกคน
[จบบท]