บทที่ 71: บันทึกวัยเยาว์
กู้ปินแสร้งทำสีหน้าบึ้งตึง เจือกระแสความน้อยอกน้อยใจพลางเอ่ยตัดพ้อออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหึงหวงอย่างจงใจ
“ในใจเธอมีแค่คุณยายคนเดียวอย่างนั้นเหรอ ไม่มีที่ว่างสำหรับฉันเลยหรือไง”
หลินซีอวี่คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเป็นประกายซุกซน เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นมาทำท่าประกอบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ขยับเข้าหากันจนเหลือช่องว่างเพียงเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงใส
“มีสิ... มีอยู่แค่นี้ไง”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง มองดูช่องว่างระหว่างนิ้วอันน้อยนิดนั้นด้วยความหมั่นไส้ระคนขบขัน
“น้อยขนาดนี้เลยเหรอ”
กู้ปินแกล้งทำเสียงขึงขัง แสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ก่อนจะโน้มตัวลงไปสบตาเธอแล้วประกาศเจตนารมณ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คอยดูเถอะ ต่อไปฉันจะรักและตามใจเธอให้มากกว่าที่คุณยายทำเสียอีก ฉันจะทำให้ในใจของเธอ หรือแม้แต่ในสายตาของเธอ มีแค่ภาพของฉันคนเดียวเท่านั้น”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ อย่างยั่วเย้า ก่อนจะหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ
“เอาสิคะ ฉันจะตั้งตารอวันที่ความปรารถนาของนายเป็นจริงนะ”
ท่าทางยียวนกวนประสาทของเธอทำให้กู้ปินมันเขี้ยวจนทนไม่ไหว เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ แล้วงอนิ้วขึ้นเตรียมจะเขกหัวสั่งสอนเด็กดื้อสักทีโทษฐานที่ทำตัวน่าหมั่นไส้
“เด็กแสบเอ๊ย”
“รีบลงไปข้างล่างกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะถ่ายรูปไม่ทันเพื่อน”
หลินซีอวี่รู้ทันจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว ร่างบอบบางกระโดดถอยห่างออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเริงร่า
“จะรีบไปทำไม”
กู้ปินจงใจชะลอฝีเท้าลง เขาล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ยืดตัวตรงเดินทอดน่องด้วยท่าทางสบายอกสบายใจที่ดูเท่ระเบิดและกวนประสาทในเวลาเดียวกัน
“ถ้าฉันยังไม่ลงไป พวกเขาก็ยังถ่ายไม่ได้หรอก”
หลินซีอวี่กลอกตามองบนให้กับความหลงตัวเองของเขา เธอเดินอ้อมไปด้านหลังแล้วออกแรงดันแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มให้เดินไปข้างหน้า
“นี่นายคงไม่ได้คิดจะให้เพื่อนทั้งห้องต้องมารอยืนรอนายคนเดียวหรอกใช่มั้ย”
ชายหนุ่มดูจะเพลิดเพลินกับการบริการสุดพิเศษนี้ไม่น้อย นอกจากจะไม่ยอมเร่งฝีเท้าแล้ว เขายังจงใจทิ้งน้ำหนักตัวลงมาต้านแรงผลักของเธอ ทำให้การก้าวเดินแต่ละก้าวยิ่งช้าลงไปกว่าเดิม
“ช่วยไม่ได้ นี่คือสิทธิพิเศษของจอหงวนระดับมณฑล”
ด้วยความแตกต่างของสรีระและพละกำลัง ทำให้หลินซีอวี่ที่ออกแรงดันคนตัวโตเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เริ่มหมดแรง เธอหอบหายใจแฮกๆ และยอมแพ้ที่จะเข็นภาระอันหนักอึ้งนี้ลงบันได
“เก่งจริงก็เดินเองสิ ฉันไม่ดันแล้ว”
หญิงสาวบ่นอุบอิบด้วยความอ่อนใจ
“แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอ”
กู้ปินที่กำลังสนุกกับการแกล้งคนหยุดเดินทันที เขาหันกลับมามองเธอด้วยสายตาพราวระยับที่ยังคงฉายแววหยอกล้อไม่จางหาย
“ชิส์...”
หลินซีอวี่เบะปาก บ่นพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองตัวหนักขนาดไหน หนักอย่างกับหิน ใครจะไปดันไหว”
หูของกู้ปินดีอย่างเหลือเชื่อ เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอทันควัน หรี่ตามองจับผิดพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เมื่อกี้เธอแอบด่าฉันเหรอ”
“เปล่าสักหน่อย”
หลินซีอวี่รีบปฏิเสธเสียงสูงทันที
“วันนี้เธอไม่ค่อยจะเชื่อฟังเลยนะ”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำ ร่างสูงใหญ่ก็ก้มลงรวบเอวบางแล้วยกร่างของเธอขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดายราวกับแบกกระสอบนุ่น
“ว้าย! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”
โลกทั้งใบของหลินซีอวี่หมุนคว้างในพริบตา ความตกใจทำให้เธอเผลอกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นโถงทางเดิน
“ฮ่าๆๆ”
กู้ปินหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาไม่สนใจอาการดิ้นรนทุบตีของคนบนบ่า ขายาวก้าวลงบันไดไปอย่างมั่นคง พาร่างเล็กที่กำลังโวยวายลงไปยังชั้นล่าง
***
เมื่อทั้งสองคนลงมาถึงชั้นล่าง ก็พบว่าเพื่อนๆ ในห้องต่างจัดแถวเข้าประจำที่เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายรูปหมู่กันเรียบร้อยแล้ว
กู้ปินยอมปล่อยหลินซีอวี่ลงยืนบนพื้นตั้งแต่ตอนที่เดินพ้นหัวมุมบันได ทำให้เธอไม่ต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นสถานการณ์น่าอายมาได้หวุดหวิด
“ซีอวี่ ทางนี้ๆ”
อู๋เหมิงที่ชะเง้อคอรออยู่ พอเห็นเพื่อนรักเดินเข้ามาดวงตาก็เป็นประกายสดใสขึ้นมาทันที เธอรีบชูไม้ชูมือโบกเรียกหยอยๆ ส่งสัญญาณให้หลินซีอวี่รีบเข้ามาหา
เจตนาของเพื่อนสาวชัดเจนมากว่าอยากให้เธอไปยืนข้างๆ
“มาแล้วๆ”
หลินซีอวี่ไม่ลังเลที่จะตามใจเพื่อน เธอรีบซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทันที
“คิกๆ”
อู๋เหมิงยิ้มจนตาหยีเมื่อเห็นเพื่อนรักมายืนเคียงข้าง เธอรีบคว้าแขนของหลินซีอวี่มากอดไว้อย่างแนบแน่นด้วยความดีใจ
อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนจัดระเบียบแถวด้วยตัวเอง ท่านกำหนดให้หลินซีอวี่ยืนอยู่ตรงกลางของแถวหน้าสุด ซึ่งถือเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุดในภาพ
อานิสงส์นี้ส่งผลให้อู๋เหมิงที่เกาะติดเพื่อนแจพลอยได้ยืนอยู่ใจกลางเฟรมภาพไปด้วย ซึ่งนับเป็นโอกาสยากมากที่เธอจะได้มายืนอยู่ตรงจุดเซ็นเตอร์แบบนี้
ส่วนกู้ปินด้วยความที่เป็นคนตัวสูง เขาจึงต้องไปยืนเหยียบเก้าอี้รวมกับกลุ่มนักเรียนชายอยู่ที่แถวหลังสุด
เมื่อนักเรียนทุกคนจัดแถวเข้าที่เรียบร้อย บรรดาคณาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนก็ทยอยเดินเข้ามานั่งประจำเก้าอี้แถวหน้าที่เว้นว่างไว้
ตำแหน่งที่นั่งของอาจารย์ใหญ่และครูฝ่ายปกครอง บังเอิญตรงกับจุดที่หลินซีอวี่และอู๋เหมิงยืนอยู่พอดีเป๊ะ
นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋เหมิงได้มีโอกาสยืนพิจารณาศีรษะล้านเลี่ยนเตียนโล่งของท่านผู้บริหารทั้งสองในระยะประชิดจากมุมสูง แสงแดดที่ตกกระทบลงบนหน้าผากอันเกลี้ยงเกลาจนขึ้นเงาวับกระแทกตาเข้าอย่างจัง ทำให้เธอแทบจะหลุดขำก๊ากออกมา
โชคดีที่หลินซีอวี่ตาไว รีบเอามือตะปบปิดปากเพื่อนสาวไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่เสียงหัวเราะจะเล็ดลอดออกไปเรียกสายตาดุๆ ของเหล่าอาจารย์
“มองกล้องนะทุกคน... เอ้า ชีส!”
อาจารย์ผู้รับหน้าที่เป็นช่างภาพตะโกนส่งสัญญาณด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน
เหล่านักเรียนต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกคนพร้อมใจกันฉีกยิ้มกว้างอวดฟันขาวสู้แสงแฟลช
ช่วงเวลาแห่งการอำลาชีวิตมัธยมปลาย วัยเยาว์ในวัยสิบแปดปี ได้ถูกบันทึกและหยุดเวลาเอาไว้ในภาพถ่ายใบนี้ตลอดกาล
***
เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าว ในค่ำคืนที่ผ่านมาสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย สร้างความชุ่มฉ่ำไปทั่วบริเวณ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฝนเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงละอองบางเบา หลินซีอวี่และพี่สาวลูกพี่ลูกน้องยังนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น จู่ๆ เสียงร้องไห้ฟูมฟายของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ป้าใหญ่เดินร้องไห้น้ำตานองหน้าเข้ามาในบ้านตั้งแต่เช้ามืด
“อะไรนะ! หย่าอย่างนั้นเหรอ”
ทันทีที่ได้ยินจุดประสงค์การมาของลูกสาวคนโต คุณยายก็ตวาดถามเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ เสียงอันทรงพลังของหญิงชราปลุกให้ทุกคนในบ้านตื่นตัวทันที
“ฉันจะหย่ากับเขาจริงๆ นะแม่...”
ป้าใหญ่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลพรากไม่หยุด สะอึกสะอื้นจนตัวโยนด้วยความเจ็บปวด
“ฉันอยู่กับเขาไม่ได้แล้วจริงๆ”
“ไม่เอานะแม่!”
หลิวเล่ยที่นอนอยู่บนเตียงสปริงตัวลุกขึ้นมานั่งด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าฉายแววตื่นกลัว
“ทำไมต้องหย่าด้วยล่ะ หนูเพิ่งจะออกมาทำงานได้ไม่นาน ทำไมพ่อกับแม่ถึงทะเลาะกันรุนแรงขนาดนี้”
“เรื่องมันลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดอะไรเลย”
คุณยายพยายามระงับอารมณ์โกรธ แล้วซักถามต้นสายปลายเหตุ พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากลูกสาว ความดันก็แทบจะพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
“ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้นี่แม่”
ป้าใหญ่บ่นด้วยความคับแค้นใจ ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ใครจะไปคิดว่าเขาจะกล้าไปค้างบ้านนังผู้หญิงคนนั้นตั้งสองคืนโดยไม่กลับบ้านช่องแบบนี้”
“ลูกนี่มันโตแต่ตัวจริงๆ อายุอานามก็ปาเข้าไปขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่มีความยับยั้งชั่งใจ เอาแต่ใช้อารมณ์วู่วามอยู่ได้”
สีหน้าของคุณยายเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หญิงชราชี้หน้าด่าลูกสาวฉอดๆ
“ก็แค่เพื่อนร่วมงานผู้หญิง ไปมาหาสู่กันบ้างมันจะแปลกตรงไหน ลูกจับได้คาหนังคาเขาเหรอว่าเขาขึ้นเตียงกัน ก็เปล่า แล้วไปเอาเรื่องเหลวไหลพวกนี้มาจากไหน ไปฟังคำนินทาของชาวบ้านมาแล้วก็เก็บมาเป็นไฟเผาบ้านตัวเองเนี่ยนะ”
“ฉันไม่ได้ฟังใครมามั่วๆ นะแม่!”
ป้าใหญ่กัดฟันกรอด เถียงแม่คอเป็นเอ็น
“ยายเฒ่าจางเห็นกับตาเลยว่าเขาเดินออกมาจากบ้านนังนั่น เลิกงานแล้วไม่ยอมกลับบ้าน แต่ดันไปขลุกอยู่บ้านแม่ม่ายสาว มันจะมีเรื่องดีอะไรได้ นอกจากเรื่องพรรค์นั้น”
“ต่อให้เป็นอย่างที่ลูกคิดจริงๆ ลูกก็ไม่มีสิทธิ์ไปล็อคกุญแจขังไม่ให้เขาเข้าบ้าน”
คุณยายคว้าพัดใบตาลที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาเคาะแขนลูกสาวเพื่อเรียกสติ
“ทำแบบนี้มันเท่ากับลูกเป็นคนผลักไสไล่ส่งผัวตัวเองให้ไปหาคนอื่นชัดๆ ดึกดื่นป่านนั้นเข้าบ้านไม่ได้ เขาไม่มีที่ไป ก็ต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นนอนน่ะสิ”
“ก็เขาเป็นคนเริ่มก่อน เขาไปมั่วกับนังนั่นก่อน!”
ป้าใหญ่แหกปากร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร ตัดพ้อผู้เป็นแม่ด้วยความน้อยใจ
“ทำไมแม่ต้องด่าแต่ฉันด้วย ฉันเป็นลูกแม่นะ แม่ต้องเข้าข้างฉันสิ”
“นี่ยังไม่เข้าใจที่แม่พูดอีกเหรอ”
คุณยายถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดุลูกสาวเสียงเขียว
“ตราบใดที่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันว่าเขามีอะไรกันจริงๆ ห้ามลูกตีโพยตีพายไปเองเด็ดขาด เรื่องไม่ให้ผัวเข้าบ้านเนี่ยลูกผิดเต็มประตู ถ้าเกิดหย่ากันขึ้นมาจริงๆ ลูกคิดบ้างมั้ยว่าหลิวเจี้ยนกับหลิวเล่ยจะเป็นยังไง เคยห่วงความรู้สึกของลูกๆ บ้างมั้ย”
“แต่ฉันกลืนความแค้นนี้ไม่ลงจริงๆ นะแม่”
ป้าใหญ่ยังคงดื้อดึง แววตาเต็มไปด้วยความริษยาและชิงชัง
“เขาแอบไปคบหากับนังนั่นมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าป้าจางไม่มาบอก ฉันก็คงโง่เป็นควายให้คนเขาหัวเราะเยาะไปตลอดชาติ”
“ไป... ตอนนี้ลูกรีบไปเลย”
คุณยายโบกมือไล่ลูกสาว
“ไปตามตัวผัวลูกมานี่ แม่จะซักถามความจริงจากปากเขาเอง”
“ฉันไม่ไป”
ป้าใหญ่ยืนนิ่งทำตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
“เขาเป็นคนทำผิด ทำไมฉันจะต้องเป็นฝ่ายก้มหัวไปตามง้อเขาด้วย”
คุณยายเหลือดจนมือไม้สั่น อยากจะเอาพัดฟาดหัวลูกสาวสักทีให้หายโง่
“นี่ลูกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไง ยังจะมีหน้ามาอวดดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกอีกเหรอ”
“แม่ครับ ถ้าพี่ใหญ่ไม่อยากไปก็ช่างเถอะ”
น้าเดินออกมาจากห้องนอนด้านในในชุดนอนยับย่น เขาตื่นเพราะเสียงเอะอะโวยวายตั้งแต่เช้า สีหน้าดูเป็นกังวลไม่แพ้กัน
“เดี๋ยวผมจะออกไปตามหาพี่เขยเอง จะถามให้รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“เออ... งั้นลูกรีบไปเถอะ”
คุณยายยกมือกุมขมับด้วยความปวดหัว รู้สึกอ่อนใจกับความดื้อรั้นของลูกสาวคนโตจนไม่อยากจะพูดอะไรอีก
“แม่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวผมจะรีบกลับมา”
น้ากลัวว่าแม่จะเครียดจนล้มป่วยไปอีกคน จึงรีบรับคำแข็งขัน ก่อนจะวิ่งฝ่าสายฝนออกไปจากบ้านทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน
***
ลุงเขยเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีเป็นเลิศ ทำงานอยู่ที่คณะนาฏศิลป์รถไฟ ด้วยนิสัยที่เข้ากับคนง่ายทำให้เขาเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานทุกคน
เขามีเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่ม่ายสามีตายมาหลายปี ต้องเลี้ยงลูกสาวตามลำพัง ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก
เนื่องจากพักอยู่หอพักของหน่วยงานเดียวกัน และต้องเดินทางไปแสดงตามต่างจังหวัดด้วยกันบ่อยๆ ความสนิทสนมจึงก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติแบบเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข
ยามที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาเดือดร้อน ลุงเขยก็มักจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยความมีน้ำใจ ตามประสาคนรู้จักกัน จนทำให้คนภายนอกที่มองเข้ามาเริ่มซุบซิบนินทาและตีความความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปในทางชู้สาว
ต้นเหตุของเรื่องราวบานปลายครั้งนี้เกิดจากเมื่อวานซืน ลูกสาวของเพื่อนร่วมงานคนนั้นเกิดป่วยกะทันหัน ลุงเขยจึงช่วยพาเด็กไปส่งโรงพยาบาล ทำให้กลับบ้านผิดเวลาไปบ้าง เพื่อนบ้านปากสว่างอย่างป้าจางที่บังเอิญไปเห็นเข้า จึงรีบคาบข่าวมาฟ้องป้าใหญ่ ใส่สีตีไข่จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
[จบบท]