“หลินซู พี่ได้ยินมาว่าเธอหาคนคบต้องให้สู้เธอได้ก่อนเหรอ?”
ติงไจ้ชุนเก็บข้าวของอย่างโต๊ะกับม้านั่งสำหรับงานเลี้ยงจนเรียบร้อยแล้ว พอเห็นหลินซูนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ
หลินซูหันไปมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว “พี่ไปฟังใครพูดไร้สาระมา?”
ติงไจ้ชุนมองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงพูดเบาๆ ว่า “ฮวาจื่อในหมู่บ้านพูด เขาว่าเคยจะนัดดูตัวกับเธอแต่ไม่สำเร็จ ได้ยินว่าเธอบอกว่าคนที่คบต้องสู้เธอได้ก่อน?”
หลินซูพอฟังแล้วก็เข้าใจทันที “พี่หมายถึงฮวาจื่อคนนั้นน่ะเหรอ? ก็เขาเป็นคนอ่อนแอนี่นา ลองดูรูปร่างเขาสิ ผอมบาง ตัวก็เตี้ยกว่าฉันอีก แบบนี้แต่งงานกันไปฉันต้องเป็นฝ่ายปกป้องเขาหรือไง?”
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ถ้าไปอยู่ในป่าแล้วเกิดเรื่องขึ้น ผู้ชายแบบนั้นจะอุ้มเธอหนีไหวหรือ?
ติงไจ้ชุนก็นึกตาม เขารู้ว่าฮวาจื่อไม่ช่วยทำงานในบ้านเลย เวลาแบกน้ำกลับบ้านยังต้องพักตั้งสี่ห้าครั้ง เรียกว่าอ่อนแอเกินไปจริงๆ
“น้องสาว ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำหน่อย เธอช่วยอุ้มลูกให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน อยู่ๆ ก็มีคนพูดแทรกขึ้นมา พอหันไปดูก็พบว่าเป็นภรรยาของติงจ้งชุน หรือก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของหลินซู และเป็นพี่สะใภ้ของติงไจ้ชุนด้วย
หลินซูพยักหน้ายิ้ม “ได้สิ”
หลี่หลานวางลูกไว้ในอ้อมแขนเธอ ตอนแรกกะจะสอนว่าอุ้มยังไง แต่พอเห็นหลินซูอุ้มได้อย่างคล่องแคล่ว เธอก็รู้สึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยิ้มก่อนจะเดินจากไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ติงไจ้ชุนได้เห็นหลานชายคนโต ตั้งแต่เกิดมาจนถึงครบเดือนเด็กคนนี้ยังไม่เคยออกจากห้องนอน เขาเลยมองสำรวจด้วยความสงสัย “เด็กคนนี้ตัวกลมป้อมดีนะ หน้าตาไม่รู้เหมือนใคร?”
“ก็ต้องเหมือนพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่ใหญ่แหละ”
หลินซูยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อเบาๆ แล้วหยิกมือเด็กน้อยเล่น จริงๆ แล้วเด็กที่เพิ่งครบเดือน ส่วนใหญ่จะกินกับนอน ถ้าไม่หิวหรือไม่เปื้อนก็ไม่ตื่นง่าย
และเด็กในอ้อมแขนคนนี้ก็ตัวกลมป้อม กินเก่งนอนเก่ง ยิ่งดูแลง่ายไปอีก อุ้มไว้ในอ้อมแขนยังนอนหลับลึกเลย
เด็กมักจะไม่ค่อยทนคำชม เมื่อกี้ยังชมอยู่ในใจว่าเรียบร้อยดีอยู่เลย อยู่ๆ ก็ผายลมออกมา กลิ่นเหม็นลอยไปทั่วอากาศ
“โอ้ หลานชายเรานี่อึแล้วเหรอเนี่ย?” ติงไจ้ชุนรีบเอามือปิดจมูก
หลินซูยกเด็กขึ้นเล็กน้อยด้วยสองมือ สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก เพราะในยุคนั้นเด็กใช้ผ้าอ้อมแบบซักได้ ผ้ามันซึมเปื้อนง่าย หลินซูกลัวว่าอุจจาระจะซึมเปื้อนกางเกงเธอ
“พี่สะใภ้ใหญ่ หลานชายเราอึแล้ว!” ติงไจ้ชุนไม่รู้จะทำยังไง พอเห็นหลี่หลานเดินมาจากไกลๆ ก็รีบตะโกนเรียก
“อึแล้วเหรอ?” หลี่หลานรีบเดินมา อุ้มเด็กไว้ แล้วสั่งให้ติงไจ้ชุนไปตักน้ำอุ่นมาชำระล้าง
เธอนั่งลงอุ้มลูกแล้วบอกให้หลินซูไปหยิบผ้าอ้อมในห้องนอนมาให้หน่อย
งานนี้แบ่งหน้าที่ให้ทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว หลินซูไม่มีทางเลือกจึงต้องทำตาม
ติงไจ้ชุนเดินไปที่ห้องครัว เห็นติงจ้งชุนอยู่ก็พูดว่า “พี่ใหญ่ ลูกพี่อึแล้ว พี่สะใภ้บอกให้พี่ไปตักน้ำอุ่นมาล้างก้นให้หน่อย”
“ได้เลย” ติงจ้งชุนรีบหยิบกะละมังไปตักน้ำทันที
หลินซูเดินไปเห็นผ้าอ้อมที่ตากอยู่บนราวไม้ไผ่หน้าบ้าน มีหลายผืนแห้งแล้ว จึงหยิบมาหนึ่งผืน
พอหลี่หลานเห็นว่าสามีเป็นคนยกน้ำมาให้ก็ถามว่า “ไม่ใช่ให้น้องรองไปตักน้ำเหรอ? ทำไมเป็นพี่มายกเอง?”
“เจอฉันพอดี เลยยกมาให้เลย” ติงจ้งชุนยิ้มแล้วบอกให้หลี่หลานรีบล้างก้นลูก
หลินซูถือผ้าอ้อมมา เด็กก็ถูกล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว “พี่สะใภ้ใหญ่ นี่ผ้าอ้อมค่ะ”
หลี่หลานรับผ้าอ้อม แล้วชี้ไปที่กะละมังกับผ้าอ้อมที่อยู่ข้างใน สั่งว่า “น้องสาว ช่วยซักผ้าอ้อมพวกนี้ให้หน่อยนะ เด็กคนนี้ทั้งฉี่ทั้งอึเยอะมาก ถ้าไม่รีบซักแล้วตากไว้ เดี๋ยวก็ไม่มีผ้าอ้อมใช้แล้ว”
หลินซูเหลือบตามองผ้าอ้อมที่มีของเสียสีเหลืองอยู่ในกะละมัง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มตัวหยิบกะละมังขึ้นมายัดใส่อ้อมแขนของติงจ้งชุน “อย่ามายืนยิ้มอยู่ตรงนี้ การเป็นพ่อไม่ใช่เรื่องง่าย รีบไปซักผ้าอ้อมให้ลูกพี่ซะ”
ไม่ว่าจะเป็นติงจ้งชุนหรือหลี่หลาน ต่างก็ตกใจหันมามองหลินซู
หลี่หลานพูดด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วยว่า “น้อง ฉันให้เธอซักนะ ทำไมถึงให้พี่ชายคนโตของเธอที่เป็นผู้ชายไปซักผ้าอ้อมล่ะ เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้หรอก จะซักเป็นได้ยังไง?”
“ถึงไม่เคยก็ต้องเรียนรู้ เขาเป็นพ่อของลูกก็ควรจะทำอะไรให้ลูกบ้าง ไม่งั้นเป็นพ่อแบบนี้มันก็ไม่ได้เรื่องเลยนะ” หลินซูยิ้มพลางส่งสัญญาณให้ติงจ้งชุนรีบไปซัก
“แค่ซักผ้าอ้อมเอง เรื่องแค่นี้เธอซักเองก็ได้ ทำไมต้องลากผู้ชายมาเกี่ยวด้วย” หลี่หลานบ่นด้วยความไม่พอใจ
หลินซูยิ้มบางๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่พูดแบบนี้เดี๋ยวก็ทำให้เขาเสียคน ผู้ชายที่ดีต้องเข้าครัวได้ ออกงานได้ ซักผ้าอ้อมให้ลูกตัวเองมันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรสักหน่อย พี่ใหญ่ รีบไปเถอะ อย่ามัวชักช้า”
ติงจ้งชุนมองผ้าอ้อมที่ลอยอยู่ในกะละมัง ของเสียสีเหลืองที่ติดอยู่ก็ลอยขึ้นลงในน้ำ เขารู้สึกขนลุกทันที
หลี่หลานสีหน้าไม่ดีนัก เงยหน้ามองติงจ้งชุน แล้วรู้สึกว่ากะละมังที่เขาอุ้มอยู่นั้นน่ารำคาญใจเหลือเกิน “วางลงเถอะ เป็นผู้ชายอุ้มกะละมังล้างก้นแบบนี้ดูไม่ดีเลย!”
“ถ้าพี่สะใภ้สงสารพี่ชาย ก็ซักเองเลย ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าอะไรที่จะช่วยอุ้มลูกให้อีกสักพัก” หลินซูพูดพร้อมยิ้มตาหยี
ท่าทางนิ่งเฉยของเธอ ทำให้หลี่หลานโกรธจนหน้าอกกระเพื่อม “ไม่ต้อง เธอนี่ขี้เกียจเกินไปจริงๆ เรื่องแค่นี้ก็ไม่ยอมทำ ต่อไปใครจะกล้าแต่งกับผู้หญิงขี้เกียจแบบเธอ”
รอยยิ้มบนหน้าของหลินซูหายไปทันที เธอกวาดตามองพี่ชายคนโตที่ยืนแข็งทื่อเหมือนไม้เสียบอยู่ข้างๆ แล้วฮึดฮัดขึ้นจมูก “เรื่องของฉันไม่ต้องให้พี่สะใภ้มายุ่งหรอก”
“เธอไม่ใช่น้องสาวฉัน ฉันก็ไม่อยากยุ่งเหมือนกัน” หลี่หลานตอบกลับด้วยสีหน้าไม่ดีนัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปตะโกนบอกแม่สามีที่กำลังยุ่งอยู่หน้าเตาชั่วคราวว่า “แม่ ฉันจะกล่อมลูกนอน ช่วยเอาผ้าอ้อมไปซักหน่อย”
“ได้ๆ เดี๋ยวแม่ซักให้ เธอไปให้นมก่อนเถอะ”
“พี่ยุ่งอยู่ เดี๋ยวฉันไปซักเอง” หลิวเสี่ยวเอ๋อรีบเข้ามาขัด พูดว่าก็แค่เรื่องเล็กน้อย เธอทำเองได้
หลินซูได้ยินสองพี่น้องแย่งกันล้างผ้าอ้อม ก็ได้แต่กลอกตาอย่างหมดคำจะพูด
ไม่อยากเห็นก็ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว หลินซูจึงขอยืมจอบเล็กจากติงไจ้ชุน พออยู่บ้านแล้วเบื่อจะตาย เธอเลยคิดว่าลองออกไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านดีกว่า
จริงๆ แล้วพืชสมุนไพรในชนบทมันก็คล้ายๆ กัน รอบๆ หมู่บ้านมีอยู่ไม่น้อย แม้แต่ละต้นจะมีค่าหลักหนึ่งหรือสองเหมา หลินซูก็ไม่รังเกียจ ถอนทั้งหมดแล้วขายให้ระบบซะเลย ถือเป็นช่วยกำจัดวัชพืชในหมู่บ้านติงเจียก็แล้วกัน
จนกระทั่งใกล้เที่ยง หมู่บ้านก็เริ่มจุดประทัด หลินซูจึงถือจอบเล็กเดินกลับมา
งานเลี้ยงกลางวันยิ่งใหญ่กว่าคืนเมื่อวานกับตอนเช้าอีก แต่ละจานที่ยกมาวางบนโต๊ะ ก็หมดเกลี้ยงทันทีเหมือนเดิม
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ แขกที่บ้านอยู่ไม่ไกลก็ค่อยๆ ลากลับ
หลินซูก็อยากกลับเหมือนกัน แต่พอเที่ยงแล้วก็ไม่มีรถโดยสารกลับไปยังตำบลของพวกเธออีก ต่อให้คิดจะกลับก็กลับไม่ได้
ยุคนี้เวลามาเยี่ยมญาติก็ต้องจริงจัง เพราะการเดินทางไม่สะดวก จะไปมาหากันทีต้องนอนค้างอย่างน้อยหนึ่งถึงสองคืน
แม้จะกลับไม่ได้ แต่หมู่บ้านติงเจียก็อยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอ แค่สิบลี้เท่านั้น
“อะไรนะ? เธออยากไปตัวอำเภอเหรอ?”
หลิวเสี่ยวเอ๋อพอได้ยินว่าหลินซูอยากไปตัวอำเภอ ก็ปฏิเสธทันที “ไม่ได้ ตอนนี้ก็เย็นแล้ว เธอจะมีเวลาเดินเล่นเท่าไหร่ แล้วอีกอย่าง คนไม่คุ้นที่ ถ้าเกิดหลงขึ้นมาจะทำยังไง?”