“ขายได้เท่าไร?” หลิวเสี่ยวเอ๋อถามด้วยความตื่นเต้น เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เปรียบได้กับทองคำนิ่มนั้นจะขายได้เงินเท่าไร
หลินซูยิ้มบางๆ แล้วหยิบเงินกองโตหลายปึกออกมาจากกระสอบ วางไว้ตรงหน้าหลิวเสี่ยวเอ๋อ แทนที่จะบอกว่าได้เงินเท่าไร สู้วางให้ดูตรงๆ ไปเลยจะชัดเจนและน่าตกใจกว่า
“ฮึ้ย!”
หลิวเสี่ยวเอ๋อตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ อยากจะนับดูว่ากี่หยวน แต่มือสั่นไปหมด นับอะไรไม่ออกเลย จึงถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา “นี่...เงินเยอะแบบนี้ รวมแล้วเท่าไร?”
เห็นแม่ของตัวเองตื่นเต้นขนาดนั้น หลินซูก็ยิ้มอย่างเบิกบาน “550 หยวน”
“ว้าว! แม่ไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้ในชีวิตเลยนะ อย่าว่าแต่เคยเห็นเลย ตอนนี้เงินพวกนี้เป็นของบ้านเราจริงๆ ด้วย” หลิวเสี่ยวเอ๋อพูดพร้อมกับปิดปากอย่างตื่นเต้น ดวงตาเต็มไปด้วยความดีใจ
“ซังหวงขายได้ 610 หยวน ฉันเอาเงินไปแลกคูปองมานิดหน่อย แล้วก็ใช้ซื้อของไปบ้าง เหลือเงินอยู่เท่านี้ แม่ เก็บไว้ดีๆ นะ” หลินซูพูดพร้อมกับยิ้ม แล้วเลื่อนเงินที่เหลือไปให้หลิวเสี่ยวเอ๋อ
หลิวเสี่ยวเอ๋อกอดเงินปึกใหญ่อย่างแน่นๆ ตื่นเต้นจนพูดไม่เป็นคำ “มีเงินเยอะขนาดนี้ พี่สามของลูกก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหาภรรยาแล้ว ถึงจะดูไม่เอาไหน แต่ถ้าให้ค่าสินสอดเยอะหน่อย ยังไงก็มีผู้หญิงยอมแต่งงานด้วยแน่นอน
เงินนี่ก็มีส่วนของลูกด้วยนะ ถ้าเราเผยข่าวไปว่าลูกมีสินเดิมเยอะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแม่เจี่ยชุนเล่ยจะยังรังเกียจลูก พอได้ยินเข้าเธอต้องดีใจแทบวิ่งมาให้สินสอดเองแน่ๆ
แล้วยังหลานชายคนโตอายุสิบเจ็ดแล้ว ก็ควรเริ่มมองหาคู่ครองได้แล้ว ดูไว้หลายๆ คน เจอคนที่เหมาะสมก็ตกลงได้เลย ลูกๆ ของบ้านรองแต่ละปีต้องจ่ายค่าเรียนไม่น้อยเลย...”
พูดยาวเป็นชุด ทั้งเรื่องบ้านเรื่องคน แต่ก็สะท้อนสภาพจริงของครอบครัวหลิน ที่ลำบากจริงๆ
“แม่ ฉันย้ำกี่ครั้งแล้วว่าฉันกับเจี่ยชุนเล่ยไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วทำไมแม่ยังจับฉันมาโยงกับเขาอีก? อีกอย่าง ผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาผู้ชายก่อน มันไม่มีค่า แล้วเขาก็จะไม่เห็นค่าด้วย”
หลินซูเริ่มปวดหัว ในความคิดแบบเดิมของหลิวเสี่ยวเอ๋อ เจี่ยชุนเล่ยที่มีงานทำคือว่าที่ลูกเขยที่ดีที่สุดในละแวกนี้
ถึงภายนอกแม่จะบอกว่าเข้าใจ แต่ในใจยังคงไม่ยอมตัดใจจากเรื่องหมั้นกับครอบครัวเจี่ย หวังให้เธอกลับไปสานสัมพันธ์เดิม
หลิวเสี่ยวเอ๋อกดความตื่นเต้นลง ดวงตาเริ่มแดงซึม “แม่จะไม่เข้าใจเหตุผลนั้นได้ยังไง เพียงแค่ในระแวกนี้มันไม่มีผู้ชายคนไหนที่ดีกว่าเจี่ยชุนเล่ยแล้ว ถ้าลูกไม่เลือกเขา จะไปเลือกใครอีก?”
“ถ้าไม่มีคนที่ดีกว่า ก็ไม่ต้องเลือก รอจนกว่าจะเจอคนที่ดีกว่าและเหมาะกับฉัน เรื่องแต่งงานมันเร่งไม่ได้ ถ้าต้องฝืนอยู่ด้วยกัน ชีวิตคู่มีแต่ทะเลาะกันทุกวัน ไม่ยุ่งยากเหนื่อยใจยิ่งกว่าหาใหม่อีก” หลินซูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ชัดเจน
ช่วงเวลาหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนบทบาทกลับกัน เธอกลายเป็นแม่ที่มีเหตุผล ส่วนหลิวเสี่ยวเอ๋อกลับกลายเป็นลูกสาวที่หลงรักจนหน้ามืดตามัว
หลิวเสี่ยวเอ๋อคิดว่าที่หลินซูพูดมาก็มีเหตุผล จึงพยักหน้า “งั้นแม่จะไม่พูดถึงเขาอีก”
“อืม แบบนี้แหละดีแล้ว แม่รีบเก็บเงินไว้ดีๆ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า จะอธิบายยาก”
“ใช่ๆ แม่จะรีบไปซ่อนเดี๋ยวนี้เลย”
ผ่านไปพักใหญ่ หลิวเสี่ยวเอ๋อเดินออกมาจากห้องนอนของเธอกับหลินต้าซาน หลินซูชี้ไปที่กระสอบสองใบที่หาบกลับมา
“รอบนี้ซื้อของมาเยอะ ฝากแม่ช่วยแจกจ่ายให้แต่ละคนหน่อย”
เก็บเงินเรียบร้อย หลิวเสี่ยวเอ๋อโล่งใจ แล้วเพิ่งจะนึกได้ว่ายังไม่ได้ดูว่ามีอะไรอยู่ในกระสอบบ้าง
“เดี๋ยวแม่ดูหน่อยว่าลูกซื้ออะไรดีๆ กลับมาบ้าง”
“โอ้โห ซื้อรองเท้ามาตั้งเยอะเลย ลูกจะไปขายส่งหรือไง?”
“อุ๊ย ผ้าตั้งเยอะ เอาคูปองผ้ามาจากไหนกันเนี่ย?”
“โอ้โห! นี่แป้งขาวจริงๆ สีขาวจั๊วะเลย ต่างจากแป้งดำที่เราบดเองมากเลยนะ แล้วก็นี่ ข้าวเม็ดสวยทุกเม็ด ของคุณภาพดีทั้งนั้นเลย!”
“ลูกคนเล็ก แม่ว่าเธอนี่ชอบใช้เงินเกินไปนะ บ้านเรายังมีน้ำตาลที่ซื้อไว้คราวก่อนอยู่เลย แล้วนี่เธอจะซื้อมาอีกตั้งเยอะทำไม?”
เมื่อครู่ยังตื่นเต้นอยู่เลย ตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บอกขึ้นมาแทน มันใช้เงินเปลืองเกินไปแล้ว!
หลินซูมองดูสีหน้าของแม่ที่เปลี่ยนไปมาอย่างหลากหลาย ในใจเธอก็รู้สึกภูมิใจเหมือนกันที่ซื้อของได้เยอะขนาดนี้กลับมา
“ที่บ้านไม่ได้ซื้อรองเท้ามานานแค่ไหนแล้ว แค่ซื้อให้ทุกคนเพิ่มคนละคู่ มันก็ไม่เกินไปหรอกนะ”
“ตอนนี้ในเมืองเขาฮิตใส่รองเท้าทหารกันแล้วนะ รองเท้าพวกนั้นกันน้ำ ทนทาน ใส่ได้หลายปีไม่พังง่ายๆ แม่ซื้อรองเท้าผ้าแบบนี้ สู้ทำเองยังดีกว่าอีก ทนกว่าเยอะ”
หลินซูส่ายหน้า “สหายหลิวเสี่ยวเอ๋อ แม่อย่าหาเรื่องเลยนะ ด้วยฐานะบ้านเรา ถ้าจู่ๆ ทุกคนในบ้านมีรองเท้าทหารกันหมด มันจะไม่สะดุดตาเกินไปเหรอในหมู่บ้าน?”
รองเท้าผ้านั้นต่างออกไป ชาวบ้านในชนบทสามารถทำใช้เองได้
หลิวเสี่ยวเอ๋อไม่ได้เถียงต่อ แต่ชี้ไปที่ผ้าแทน “ผ้าที่เธอซื้อมา แต่ละผืนขนาดพอจะตัดเสื้อผ้าได้ชุดหนึ่งไหม อย่าให้มันเสียของเปล่าๆ นะ”
“พอแน่นอน แถมยังเหลือด้วย ตอนฉันซื้อผ้าฉันเผื่อขนาดไว้แล้ว ผ้าที่เหลือก็ยังพอทำกางเกงชั้นในอะไรพวกนี้ได้อีก”
“เรื่องนี้ช่างมันก่อน แล้วทำไมถึงซื้อข้าวขาวกับแป้งดีๆ แบบนี้กลับมาด้วยล่ะ มันสิ้นเปลืองนะ ถ้าเอาอาหารดีๆ แบบนี้ไปแลกเป็นธัญพืชหยาบ เราจะได้เยอะกว่านี้อีก ลูกนี่ใช้เงินไม่เป็นเลยใช่ไหมเนี่ย?”
ให้ตายเถอะ!
หลินซูยกมือขึ้นแตะหน้าผาก “สหายหลิวเสี่ยวเอ๋อ แม่อย่าไม่รู้จักพอเลยนะ ลูกสาวแม่นี่ไม่ค่อยได้ยอมควักเงินซื้อของให้คนในบ้านหรอก คนอื่นอยากให้ลูกสาวซื้อของกลับบ้านยังรอไม่เจอเลย แม่ยังจะบ่นอีกเหรอ?”
หลิวเสี่ยวเอ๋อที่กำลังบ่นอยู่ถึงกับเงียบไป
หลินซูปั่นจักรยานหลายชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อล้า โดยเฉพาะที่ขาทั้งสองข้าง เมื่อรู้ว่าห้องครัวมีน้ำร้อนอยู่ จึงไปเอาน้ำร้อนมาอาบล้าง
พอหลิวเสี่ยวเอ๋อมองไม่เห็นหลินซูแล้ว ก็รีบเก็บน้ำตาลทรายแดงที่วางอยู่บนโต๊ะทันที ของแบบนี้เป็นของดี ผู้หญิงใช้ในช่วงอยู่ไฟหรือมีประจำเดือน เอามาชงดื่มได้ ช่วยบำรุงเลือดและทำให้ร่างกายอบอุ่น
“แม่ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ ทำไมถึงดูดีใจขนาดนี้?”
ทันทีที่หลินกังเข้าบ้านก็สังเกตเห็นว่าแม่ยิ้มไม่หุบ พอลองเดา “หรือว่าหลินซูกลับมาแล้ว?”
หลิวเสี่ยวเอ๋อใส่ฟืนสองท่อนลงไปในเตาไฟ พอเห็นว่าน้ำในหม้อเริ่มร้อนเป็นไอแล้ว ก็หันมาสั่งหลินกังว่า “หยิบใบอ้ายที่แขวนอยู่บนผนังมาหน่อย เอามานิดเดียวก็พอ แล้วหักใส่ลงในหม้อ”
“ไม่มีอะไรจะทำเหรอ ถึงมาต้มน้ำใบอ้าย กลิ่นมันแรงทั้งห้องครัวเลย” หลินกังแม้จะบ่น แต่ก็ยังทำตาม หยิบใบอ้ายมาหักแล้วโยนลงหม้อ
หลิวเสี่ยวเอ๋อใส่ขิงลงไปสองแว่น “ลูกไม่เข้าใจหรอก น้องสาวลูกวันนี้เดินทางมาทั้งวัน ขาต้องเมื่อยแน่ๆ แม่ต้มใบอ้ายนี่ไว้ให้เธอแช่เท้าตอนเย็น จะได้ช่วยให้ดีขึ้น พรุ่งนี้จะได้ไม่ล้า”
พอหลินกังได้ยินก็ยิ่งดีใจ “แม่ดูแลน้องขนาดนี้ หรือว่าเจ้าเด็กดื้อคนนั้นกลับมาพร้อมเงินจริงๆ?”
“ลูกคิดว่าน้องเป็นเหมือนลูกหรือไง ไม่มีความรับผิดชอบ รีบช่วยแม่ก่อไฟเลย แม่จะไปซาวข้าว”
“ก่อไฟมันร้อนเกินไป ผมทนไม่ไหว”
“งั้นก็ไปเลี้ยงหมูแทน!”
หลินกังยังไม่อยากทำอีก ก็เลยอ้าง “เลี้ยงหมูผมไม่รู้จักสับหญ้าให้กินนะ”
รอยยิ้มบนหน้าหลิวเสี่ยวเอ๋อหายวับ กลายเป็นสายตาดุทันที “งั้นก็ไปตักน้ำ บ่อน้ำที่บ้านไม่มีน้ำแล้ว ลูกไม่เห็นเหรอ?”
หน้าของหลินกังหม่นลง “แม่ ผมทำงานมาทั้งวันแล้วนะ จะให้ผมพักหน่อยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องหาอะไรให้ผมทำตลอดเลย?”
“แต่ละวันได้คะแนนแรงงานนิดเดียว ยังไม่เท่าพี่สะใภ้สองคนเลย ลูกยังจะกล้าพูดว่าทำงานมาทั้งวันอีกเหรอ? ขี้เกียจทั้งวันนั่นแหละ”
หลิวเสี่ยวเอ๋อยกนิ้วแตะหน้าผากเขาเบาๆ “ดูสิ ลูกโตขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่รู้จักมองดูรอบตัวบ้าง ต้องให้แม่คอยสั่งตลอด? เห็นถังน้ำว่างก็ไปตักน้ำสิ!”
หลินกังโดนบ่นจนหูอื้อไปหมด จนต้องยกมือขึ้นทั้งสองข้างแล้วร้องออกมา “พอเลย แม่อย่าบ่นอีกเลย เหมือนสวดมนต์อยู่ได้ บ่นจนปวดหัว ผมไปตักน้ำก็ได้!”