บทที่ 21 : ทวงคืนสมุดจด
เธอจะปล่อยให้สมุดจดพวกนั้นหายไปไม่ได้เด็ดขาด
ภายในสมุดจดเหล่านั้นบันทึกเนื้อหาเอาไว้เยอะมาก ในบางครั้งก็ยังมีความคิดเห็นและข้อสรุปความเข้าใจของตัวเธอเองสอดแทรกอยู่ มันคือหยาดเหงื่อแรงกายของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่ตั้งใจทบทวนตำราเรียนอย่างหนัก ถึงความคิดอ่านในตอนนั้นอาจจะดูอ่อนหัดไปบ้าง แต่มันก็เต็มไปด้วยจุดเด่นที่น่าสนใจ เมื่อลองทบทวนดูให้ดีแล้ว เธอยิ่งยอมให้สมุดจดเล่มนั้นสูญหายไปไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ กู้ชิงซีก็ไม่คิดจะเกรงใจใครหน้าไหนอีกต่อไป
ครอบครัวของเธอเป็นเพียงคนซื่อที่คอยผูกมิตรกับเพื่อนบ้านมาโดยตลอด นับย้อนกลับไปแปดชั่วคน ตระกูลกู้ไม่เคยมีใครเป็นหัวโจกสร้างเรื่องวุ่นวาย ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยวิวาทกับใคร ถ้าบังเอิญมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็จะใช้วิธีพูดคุยอธิบายด้วยเหตุผลเสมอ ไม่เคยสาดอารมณ์ด่าทอกันเลยสักครั้ง
กู้ชิงซีในวัยสิบเจ็ดปีก็เป็นคนแบบนั้น เธอไม่เคยทะเลาะกับใคร
แต่กู้ชิงซีที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เธอผ่านโลกมามากจนรู้ซึ้งดีว่าชีวิตคนเรานั้นยากลำบากแค่ไหน เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดให้ได้ในแต่ละวัน คนเราต้องยอมก้มหัวลดทิฐิไปตั้งเท่าไหร่ เมื่อนำมาเทียบกับการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นของตัวเอง การทะเลาะกับคนอื่นแค่นี้มันจะนับเป็นอะไรได้
เด็กสาววัยรุ่นอาจจะยังหน้าบาง ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ตัวเธอในตอนนี้เรียนรู้วิธีที่จะสู้ยิบตาแล้ว
ดังนั้นต่อให้เป็นครูกู้ที่ทุกคนต่างพากันชื่นชมว่ามีนิสัยโอบอ้อมอารี ก็ยังเคยหน้าแดงก่ำมีปากเสียงกับหัวหน้างานเพราะเรื่องความไม่เป็นธรรมในการเลื่อนตำแหน่งมาแล้วเหมือนกัน
กู้ชิงซีนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องเรียน หูฟังเสียงครูสอนเนื้อหาหน้ากระดาน แต่กลับไม่มีตัวหนังสือแม้แต่ตัวเดียวลอยเข้าหัวเลย เธอเอาแต่รอคอยเวลา พอเสียงระฆังหมดคาบเรียนดังขึ้น ร่างบางก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปด้านนอก
เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสองห้องหนึ่ง การกระทำเมื่อครู่จึงทำให้เพื่อนนักเรียนในห้องพากันตกตะลึงตาค้าง พวกเขาต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เวลาผ่านไปเพียงไม่นานก็มีคนบอกว่าสมุดจดของกู้ชิงซีหายไป และเจ้าตัวกำลังเดินตามหาอยู่
แต่ทำไมถึงต้องวิ่งออกไปตามหาข้างนอกด้วยล่ะ?
เผิงชุนเยี่ยนมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอรู้สึกร้อนใจขึ้นมา กู้ชิงซีที่เพิ่งวิ่งออกไปเมื่อครู่ดูแปลกตามาก สีหน้าแบบนั้นเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เธอจึงรีบสาวเท้าเดินตามออกไปดู
พอเธอเดินออกไป นักเรียนคนอื่นๆ ก็พากันออกไปมุงดูตามทางเดินบ้าง
ในเมื่อกู้ชิงซีตัดสินใจวิ่งออกไปแล้ว เธอจึงไม่สนใจสายตาของใครทั้งนั้น
มีอะไรให้ต้องแคร์กันล่ะ สมุดจดของเธอต่างหากที่สำคัญที่สุด การสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ติดคือสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้ อนาคตของเธอคือสิ่งที่สมควรทุ่มเทความสนใจให้มากที่สุดในชีวิต
เธอวิ่งรวดเดียวไปจนถึงหน้าประตูห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีสามห้องหนึ่ง ตอนนั้นกู้ซิ่วอวิ๋นกำลังนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง พอเห็นเธอเดินเข้ามาหา อีกฝ่ายก็แสดงอาการชะงักไปเล็กน้อย
กู้ชิงซีจ้องมองใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องนิ่งๆ
อันที่จริงก่อนจะเดินมาที่นี่ เธอก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยนัก ถึงกู้ซิ่วอวิ๋นจะชอบคิดเล็กคิดน้อยแถมเธอยังไม่ค่อยชอบหน้าอีกฝ่าย แต่เธอก็ไม่อาจด่วนสรุปเอาเองว่าของที่หายไปจะเป็นฝีมือของคนคนนี้
แต่ตอนที่สายตาของเธอประสานเข้ากับกู้ซิ่วอวิ๋น เธอก็มั่นใจได้เลย
ต่อให้คนคนนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นแค่เด็กสาววัยสิบแปดปีที่ยังไม่เคยเผชิญกับคลื่นลมมรสุมชีวิต ในเวลาแบบนี้แววตาที่สั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดย่อมซ่อนเอาไว้ไม่ได้
กู้ซิ่วอวิ๋นปั้นหน้ายิ้มแย้ม
"ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
รอยยิ้มนั้นดูเป็นมิตรมากเกินไป ซึ่งมันยิ่งดูผิดปกติเข้าไปใหญ่
ด้วยนิสัยของกู้ซิ่วอวิ๋น ไม่มีทางที่จะมาทำตัวแสนดีกับคนอื่นโดยไม่มีสาเหตุหรอก
ดังนั้นกู้ชิงซีจึงเลือกที่จะพุ่งชนตรงๆ
"พี่คะ ตอนเที่ยงพี่เข้าไปในห้องเรียนของฉัน แล้วก็หยิบสมุดจดของฉันไปใช่ไหม? ตอนบ่ายฉันต้องใช้เรียน พี่เอาคืนมาให้ฉันก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้ฉันเสียการเรียนนะ"
พอได้ยินดังนั้น กู้ซิ่วอวิ๋นก็ทำหน้าเหลอหลา ก่อนจะทำทีเป็นตกใจ
"นี่พูดเรื่องอะไรกัน สมุดจดของเธอ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง? ฉันไม่ได้แตะต้องสมุดจดของเธอเลยนะ ถ้าสมุดจดหายก็รีบไปหาดูสิ จะมาทวงอะไรกับฉันล่ะ!"
กู้ชิงซีหรี่ตาลงจ้องมองกู้ซิ่วอวิ๋นด้วยสายตาเรียบนิ่ง เธอมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงละครเสแสร้ง พวกเธอเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เวลาที่คนคนนี้พูดโกหก สายตาก็มักจะล่อกแล่กแบบนี้เสมอ ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้
ในฐานะเครือญาติที่เกิดในตระกูลเดียวกัน กู้ชิงซีไม่เคยคิดอยากจะสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่ายเลย แม้ว่าในภายหลังคนคนนี้จะคอยเหยียบย่ำเธอเพื่อโอ้อวดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กดหัวเธอจนจมดิน เธอก็ไม่เคยคิดจะโต้ตอบอะไร
แต่เมื่อได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอยังต้องทนกลืนความโกรธนี้ลงคอไปอีกเหรอ จะต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่กันล่ะ?
สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างเรียบเฉย กู้ชิงซีสังเกตเห็นว่าไม่ใช่แค่คนในชั้นปีสามห้องหนึ่งเท่านั้น แต่เพื่อนนักเรียนห้องข้างๆ ก็พากันชะเง้อคอมองดูความวุ่นวายนี้ด้วย ปีที่แล้วเพิ่งจะมีการเปิดให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง มีคนสอบติดและได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ปีนี้ทุกคนจึงฮึกเหิมตั้งใจเรียนกันอย่างหนัก หวังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและพลิกโชคชะตาของตัวเองให้จงได้
เป้าหมายในชีวิตช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน แต่การใช้ชีวิตกลับจืดชืดไร้สีสัน การเรียนที่ยาวนานทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่าย พอมีคนมาทะเลาะวิวาทสร้างเรื่องวุ่นวาย พวกเขาย่อมรู้สึกตื่นตาตื่นใจและอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา
และนอกจากนักเรียนชั้นปีสามทั้งสองห้องแล้ว เพื่อนนักเรียนบางส่วนจากชั้นปีสองห้องหนึ่งก็เดินตามมาดูด้วย มีทั้งคนที่เป็นห่วง และคนที่แค่อยากจะมาดูเรื่องสนุกโดยไม่สนว่าเรื่องราวจะใหญ่โตแค่ไหน
กู้ชิงซีในชาติก่อนเป็นคนเก็บตัวและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เธอหน้าบางและไม่กล้ามีเรื่องบาดหมางกับใครประสาอะไรกับการมายืนเถียงกันต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้
แต่กู้ชิงซีในตอนนี้กล้าที่จะแฉความจริงออกมาต่อหน้าสายตาทุกคู่
"พี่แน่ใจเหรอว่าพี่ไม่ได้เข้าไปในห้องเรียนของฉันเลย?"
พอโดนจี้ถามแบบนั้น กู้ซิ่วอวิ๋นก็เริ่มลุกลี้ลุกลน
"ก็ไม่น่านะ วันนี้ฉันได้เข้าไปหรือเปล่า ก็ไม่ได้เข้าไปนะ?"
กู้ชิงซีจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง
"งั้นเหรอ? พี่ไม่ได้เข้าไปสินะ? แน่ใจนะ แล้วสมุดจดของฉันมันหายไปได้ยังไงล่ะ?"
พอโดนต้อนแบบนี้ กู้ซิ่วอวิ๋นก็เริ่มโมโห
"ฉันก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้เข้าไป ไม่ได้หยิบสมุดจดของเธอมาด้วย คำพูดพวกนี้มันหมายความว่ายังไง นี่กำลังสงสัยว่าฉันเป็นขโมยเหรอ?"
เมื่อเห็นกู้ซิ่วอวิ๋นตอบโต้แบบนั้น กลุ่มนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มทนดูไม่ได้
"วันนี้พวกเราอยู่กับซิ่วอวิ๋นมาตลอดทั้งวัน เธอจะเข้าไปในห้องของพวกเธอหรือเปล่า พวกเราย่อมรู้ดีที่สุด จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะเข้าไปที่นั่น? พวกเธอเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ทำไมถึงมาใส่ร้ายคนดีๆ แบบนี้ล่ะ?"
นักเรียนหญิงคนอื่นๆ ต่างก็พากันผสมโรง
"นั่นสิ! นี่ขนาดเป็นพี่น้องกันแท้ๆ นะ จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ? อีกอย่างสมุดจดของเธอมันมีอะไรดีนักหนา ถึงได้ทำตัวหวงเป็นสมบัติล้ำค่าขนาดนั้น พวกเราอยู่ตั้งปีสามแล้ว จะไปอยากได้สมุดจดของเด็กปีสองไปทำไม? เห็นของตัวเองเป็นของล้ำค่า ก็เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะอยากได้จนตัวสั่นล่ะสิ?"
พอโดนกลุ่มนักเรียนหญิงรุมต่อว่าแบบนั้น คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็เริ่มคล้อยตาม สายตาที่มองมากระทบร่างของกู้ชิงซีจึงแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม บางคนก็เริ่มกระซิบกระซาบนินทา เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างคิดว่ากู้ชิงซีตั้งใจมาหาเรื่องใส่ตัว ถึงขนาดมีบางคนบ่นพึมพำเสียงดัง
"เลิกวุ่นวายได้แล้ว รีบไปตามครูสอนชั้นปีสองมาจัดการนักเรียนของตัวเองเร็วเข้า!"
เผิงชุนเยี่ยนพร้อมด้วยเพื่อนร่วมห้องพักและเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ในห้องเรียน พอเห็นสถานการณ์ชักจะบานปลายก็รีบเดินฝ่าวงล้อมเข้ามา
"พูดอะไรกันน่ะ? พวกเธอรู้ได้ยังไงว่ากู้ซิ่วอวิ๋นไม่ได้แตะต้องสมุดจดของชิงซีจริงๆ?"
ปากก็พูดปกป้องไปแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วพวกเธอก็แอบรู้สึกหวั่นใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์จริงๆ และไม่มีหลักฐานอะไรเลย คนที่ออกตัวปกป้องเมื่อครู่จึงได้แต่มองหน้ากู้ชิงซีอย่างจนปัญญา แววตาของพวกเธอสื่อความหมายชัดเจนว่า ให้พอแค่นี้เถอะ รีบเดินหนีไปดีกว่า จะได้ไม่ต้องทนยืนอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้
[จบบท]