บทที่ 22 : ทวงคืนสมุดจด 2
กู้ชิงซีมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม เธอหันไปมองกู้ซิ่วอวิ๋น
“พี่คะ ฉันขอถามพี่แค่เรื่องเดียวเท่านั้น”
กู้ซิ่วอวิ๋นมองสถานการณ์ตรงหน้าออก รอบข้างมีแต่คนเชื่อเธอและไม่มีใครเชื่อกู้ชิงซีเลยสักคน ท่าทางของเธอจึงดูได้ใจขึ้นมา เธอเชิดหน้าขึ้น
“เธออยากจะถามอะไรก็ถามมาเถอะ ยังไงซะฉันก็ไม่เห็นสมุดจดของเธอหรอกนะ!”
เมื่อกู้ชิงซีเห็นท่าทางอวดดีของอีกฝ่าย เธอก็หลุดหัวเราะออกมา
เธออดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวตอนที่กู้ซิ่วอวิ๋นกลับมาที่บ้าน ตอนนั้นอีกฝ่ายเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ เล่าถึงชีวิตนักศึกษาในเมืองหลวง เล่าถึงแฟนหนุ่มของตัวเอง แล้วปิดท้ายด้วยการถอนหายใจ
“ชิงซีเอ๊ย น่าเสียดายจริงๆ ทำไมเธอถึงสอบไม่ติดกันนะ”
ในขณะเดียวกันเธอก็นึกถึงภาพของกู้ซิ่วอวิ๋นที่ทำงานในเมืองหลวงมาหลายปีและแต่งตัวทันสมัยกลับมาที่ตัวอำเภอ สายตาของอีกฝ่ายที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเวทนา
“ทำไมเธอถึงมาเป็นครูสอนประถมได้ล่ะ น่าจะเรียนซ้ำชั้นแล้วสอบใหม่นะ ด้วยความสามารถของเธอ ยังไงก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้อยู่แล้ว”
ทว่าลึกๆ แล้วเธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งที่เป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมกู้ซิ่วอวิ๋นถึงมักจะพูดจาแทงใจดำคนอื่นได้แม่นยำขนาดนี้ แทงจนคนฟังรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อเห็นภาพกู้ซิ่วอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นในตอนนี้ เธอถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอีกฝ่ายก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีเพียงตัวเธอในอดีตเท่านั้นที่ซื่อจนตามไม่ทันเอง
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เธอจ้องมองอีกฝ่าย
“พี่คะ? ในเมื่อพี่ไม่ได้ไปที่โต๊ะของฉัน แล้วนาฬิกาพกรูปนกยูงที่วางอยู่บนโต๊ะของฉันมันเป็นของใครกันล่ะคะ?”
นาฬิกาพกรูปนกยูงงั้นเหรอ?
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา ผู้คนรอบข้างก็พากันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นาฬิกาพกรูปนกยูงคืออะไรกัน?
ส่วนทางด้านกู้ซิ่วอวิ๋น ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น หัวใจของเธอก็หล่นวูบ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นพล่านไปทั่วมือและเท้า
นาฬิกาพกรูปนกยูงของเธอไปตกอยู่ตรงนั้นได้ยังไงกัน?
เมื่อมองเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือดของกู้ซิ่วอวิ๋น กู้ชิงซีก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้นไปอีก
นาฬิกาพกรูปนกยูงเรือนนั้นเป็นของขวัญที่ป้าของกู้ซิ่วอวิ๋นซึ่งอยู่ที่เมืองหลวงซื้อให้ ว่ากันว่าซื้อมาจากร้านค้าที่อนุญาตให้เฉพาะชาวต่างชาติเข้าไปซื้อของได้เท่านั้น ป้าของเธอมอบให้เพื่อเตือนใจให้กู้ซิ่วอวิ๋นรู้จักเห็นคุณค่าของเวลา ตั้งใจเรียน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงให้ได้
การที่เธอจงใจพูดถึงนาฬิกาพกรูปนกยูงขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบนี้ ย่อมทำให้กู้ซิ่วอวิ๋นที่หวงแหนนาฬิกาเรือนนี้มากเกิดความตื่นตระหนกจนขาดสติ อีกฝ่ายคงไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนและปักใจเชื่ออย่างแน่นอน
และมันก็เป็นไปตามคาด กู้ซิ่วอวิ๋นยืนชะงัก ทำอะไรไม่ถูก และแสดงอาการร้อนตัวออกมาท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องมองมา
กู้ชิงซีส่งยิ้มให้
“พี่คะ นาฬิกาพกรูปนกยูงที่โต๊ะฉันไม่ใช่ของพี่เหรอคะ? ฉันเห็นว่ามีเชือกถักไหมพรมสีแดงผูกติดไว้ด้วยนะ”
คำพูดประโยคนี้เปรียบเสมือนค้อนลูกใหญ่ที่ทุบลงกลางใจของกู้ซิ่วอวิ๋นอย่างจัง
เชือกถักไหมพรมสีแดงเส้นนั้น เธอเพิ่งจะถักและผูกมันเข้ากับตัวนาฬิกาเมื่อไม่กี่วันก่อน กู้ชิงซีไม่เคยเห็นมันมาก่อนและไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เลย การที่อีกฝ่ายสามารถพูดรายละเอียดออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำขนาดนี้ แสดงว่านาฬิกาของเธอต้องตกอยู่ที่โต๊ะของกู้ชิงซีจริงๆ
ท่าทีชะงักงันของกู้ซิ่วอวิ๋นทำให้กลุ่มคนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์พากันซุบซิบนินทา
ตอนแรกทุกคนคิดว่ากู้ชิงซีแค่มาหาเรื่องโดยไม่มีเหตุผล กล่าวหาว่ากู้ซิ่วอวิ๋นขโมยสมุดจดไปทั้งที่ไม่มีหลักฐาน เป็นการใส่ร้ายคนดีชัดๆ ใครจะไปคิดว่าจะกล้าสาดโคลนใส่คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ ทว่าพอได้เห็นสีหน้าของกู้ซิ่วอวิ๋นตอนนี้แล้วล่ะ?
เพื่อนนักเรียนหญิงของกู้ซิ่วอวิ๋นหลายคนเริ่มเกิดความสงสัย พวกเธอหันมองหน้ากันไปมา เมื่อเห็นว่ากู้ซิ่วอวิ๋นเอาแต่ยืนเงียบไม่ยอมพูดอะไร หรือว่าเธอจะขโมยสมุดจดของคนอื่นไปจริงๆ?
ส่วนทางด้านเผิงชุนเยี่ยนและกลุ่มเพื่อนของกู้ชิงซีต่างก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ
“ชิงซี ที่แท้เธอก็มีหลักฐานอยู่แล้วนี่เอง! แบบนี้ก็เยี่ยมไปเลย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกเราต้องไปบอกครู ต้องให้ทางโรงเรียนมาช่วยตัดสินเรื่องนี้แล้วล่ะ!”
กู้ชิงซีพยักหน้ารับเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ในเมื่อพี่บอกว่าไม่ได้ไปที่โต๊ะของฉัน ถ้างั้นนาฬิกาพกรูปนกยูงเรือนนั้นก็คงไม่ใช่ของพี่แน่ๆ ฉันจะเอามันไปส่งให้ครูที่โรงเรียนจัดการก็แล้วกัน ถ้าไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ ฉันก็จะให้ยึดเป็นของส่วนรวมไปเลย ส่วนเรื่องสมุดจดของฉันน่ะ...”
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค กู้ซิ่วอวิ๋นก็ร้อนรนจนทนไม่ไหวและรีบขัดขึ้นมา
“อย่านะ!”
แค่คำว่า 'อย่า' เพียงคำเดียว ก็ทำให้เธอตกเป็นรองอย่างสมบูรณ์แบบ มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการยอมรับผิดเลย
นักเรียนทุกคนที่อยู่รอบบริเวณนั้นต่างก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที กลุ่มนักเรียนหญิงห้องหนึ่งชั้นมัธยมปลายปีที่สามที่เคยออกรับแทนกู้ซิ่วอวิ๋นต่างรู้สึกอับอายจนทำอะไรไม่ถูก พวกเธอมองกู้ซิ่วอวิ๋นด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ นี่เธอทำเรื่องแบบนี้จริงๆ งั้นเหรอ?
หลังจากความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อผ่านพ้นไป ความอับอายก็เข้ามาแทนที่ ทุกคนต่างก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียนเพื่อรักษาระยะห่างจากกู้ซิ่วอวิ๋น
ในทางกลับกัน กลุ่มเพื่อนของกู้ชิงซี โดยเฉพาะเผิงชุนเยี่ยน กลับแสดงท่าทีภาคภูมิใจราวกับจับตัวคนร้ายได้ เธอยังจงใจพูดกระตุ้นขึ้นมาอีก
“ไปเถอะชิงซี พวกเราเอานาฬิกาพกเรือนนั้นไปส่งให้โรงเรียนกันดีกว่า นาฬิกาเรือนนั้นเป็นของที่หัวขโมยทิ้งเอาไว้ พวกเราต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง!”
ท่าทีของกู้ชิงซีดูหนักแน่นและมั่นใจมากเสียจนเพื่อนนักเรียนหลายคนเชื่อสนิทใจ พวกเขาคิดว่ากู้ชิงซีเก็บนาฬิกาพกได้จริงๆ
เมื่อเห็นแบบนั้นกู้ซิ่วอวิ๋นก็ยิ่งควบคุมสติตัวเองไม่อยู่ เธอรีบเดินเข้าไปหา
“ชิงซี เมื่อกี้ฉันลืมไปสนิทเลย ตอนเที่ยงฉันเหมือนจะแวะไปหาเธอจริงๆ นั่นแหละ แต่ตอนนั้นเธอไม่อยู่ ฉันก็เลยกลับมา แต่ฉันไม่ได้แตะต้องสมุดจดของเธอเลยจริงๆ นะ”
แม้แต่ตัวเธอเองยังรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มันดูไร้น้ำหนัก แล้วแบบนี้ใครจะไปเชื่อล่ะ!
หลังจากพูดจบ กู้ซิ่วอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงสายตาดูแคลนและเสียงซุบซิบนินทาจากคนรอบข้าง สายตาที่เต็มไปด้วยความเหินห่าง รังเกียจ และไม่เข้าใจ ต่างพุ่งเป้ามาที่เธอเป็นตาเดียว
ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นาฬิกาพกเรือนนั้นมันมีค่ามากเกินไป ตอนแรกที่บ้านก็ไม่ยอมให้เธอเอามันมาที่โรงเรียนด้วยซ้ำ เป็นเธอเองที่ร้องห่มร้องไห้โวยวายจะเอามันมาให้ได้ ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะบังเอิญไปตกอยู่ที่โต๊ะของกู้ชิงซีพอดี!
กู้ชิงซียืนยิ้มมองกู้ซิ่วอวิ๋น
ความจริงแล้วเธอสงสัยว่ากู้ซิ่วอวิ๋นคือคนที่สวมรอยใช้ชื่อของเธอไปเรียนแทน ในปีแรกกู้ซิ่วอวิ๋นสอบไม่ติด จึงต้องเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปี และในปีที่เธอสอบตก กู้ซิ่วอวิ๋นกลับสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ทว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน และเธอก็ไม่สามารถคาดเดาส่งเดชได้ สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือการก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ปกป้องสิ่งที่ควรจะเป็นของเธอ และไม่ยอมปล่อยให้มีอะไรเล็ดลอดผ่านมือไปได้แม้แต่นิดเดียว
เธอจ้องมองกู้ซิ่วอวิ๋น
“พี่คะ เอาสมุดจดของฉันคืนมาเถอะ ในนั้นฉันจดอะไรไว้ตั้งเยอะแยะ แถมยังต้องใช้เรียนอีกนะคะ”
กู้ซิ่วอวิ๋นยังคงปากแข็ง
“เธอหมายความว่ายังไง ฉันไม่ได้เอาสมุดจดของเธอไปสักหน่อย พอเธอหาสมุดตัวเองไม่เจอ ก็เลยกะจะไม่คืนนาฬิกาให้ฉันงั้นเหรอ?”
ทันทีที่เธอพูดจบ เผิงชุนเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เมื่อครู่เธอเพิ่งจะแอบอ่านมังกรหยกในคาบเรียนมาหมาดๆ ตอนนี้ในหัวของเธอจึงเต็มไปด้วยวิถีแห่งจอมยุทธ์ ใบหน้าของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม
“เธอขโมยสมุดจดของชิงซีไปแล้วยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ ฉันจะบอกอะไรให้นะ รีบเอาสมุดจดออกมาคืนเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้วนะ!”
“ฉันไม่ได้เอาสมุดจดของเธอไปจริงๆ นะ...”
แต่ทว่าในขณะที่กำลังพูดประโยคนั้นออกมา เธอถึงได้สังเกตเห็นว่ากลุ่มคนที่เคยยืนอยู่ข้างๆ เธอได้ถอยห่างออกไปหมดแล้ว ทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย และแอบขีดเส้นแบ่งระยะห่างจากเธออย่างเงียบๆ
[จบบท]