บทที่ 25 : คืนน้ำร้อน
พอพูดจบ เธอก็ไม่รอให้ซุนเยว่จิ้นพูดอะไรต่อ ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองด้วยซ้ำ แล้วก็หันหลังเดินจากไปเลย
ซุนเยว่จิ้นยืนจ้องกระติกน้ำร้อนที่มีน้ำอยู่ครึ่งกระติก มองแผ่นหลังของเธออยู่นานจนคิดตามไม่ทัน พอตั้งสติได้และคิดจะวิ่งตามไป ก็ไม่เห็นเงาของเธอแล้ว เขาทำได้แค่กระทืบเท้าด้วยความเสียดาย เหยียบเศษน้ำแข็งบนพื้นจนแตกละเอียด
ทางด้านกู้ชิงซี หลังจากคืนน้ำร้อนครึ่งกระติกนี้ไปแล้ว ฝีเท้าของเธอก็ก้าวเดินได้อย่างเบาสบายขึ้น ถึงอากาศวันนี้จะหนาวเหน็บแค่ไหน ท้องจะหิวแค่ไหน เธอกลับรู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งตัว อีกอย่าง วันนี้ทุกอย่างก็ถือว่าราบรื่นดี โดยเฉพาะตอนที่นึกถึงท่าทางของกู้ซิ่วอวิ๋นที่โดนเล่นงานจนหน้าเสีย เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าการได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งมันคุ้มค่าจริงๆ
หอพักนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียน เป็นตึกชั้นเดียวหลังเตี้ยสองแถวหันหน้าเข้าหากัน ทุกหลังมีหน้าต่างอยู่สูงและพื้นอยู่ต่ำเหมือนกันหมด ตอนที่กู้ชิงซีเดินผ่านหอพักของนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 เธอเห็นหัวหน้าฝ่ายปกครองของโรงเรียนเพิ่งเดินออกมาจากหอพักพอดี
หัวหน้าฝ่ายปกครองหันมาเห็นกู้ชิงซีเข้าพอดี เขาก็จำเธอได้ จึงเดินเข้ามาทักทายและปลอบใจเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"นักเรียนกู้ ตั้งใจเรียนไปเถอะนะ เรื่องแบบนี้ ต่อไปจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแล้วล่ะ"
กู้ชิงซีถึงได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องที่กู้ซิ่วอวิ๋นขโมยสมุดจดของเธอ เธอแสดงความขอบคุณหัวหน้าฝ่ายปกครองไปก่อนจะตอบกลับตามมารยาท
"ความจริงแค่หาของเจอก็พอแล้วค่ะ หนูไม่ได้คิดจะเอาเรื่องอะไรหรอก ยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน แล้วก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของหนูด้วย"
หัวหน้าฝ่ายปกครองถอนหายใจออกมายาว
"พวกเราเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เป็นปัญญาชนกันแล้ว ทำเรื่องแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน การเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เพิ่งจะผ่านพ้นไป กว่าทุกคนจะได้กลับมาตั้งใจเรียนหนังสือ กว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มันง่ายเสียที่ไหน กลับมาทำเรื่องขโมยของแบบนี้ น่าขายหน้าจริงๆ ทางเราเปิดการประชุมหารือเรื่องนี้กันแล้ว ยังไงก็ต้องบันทึกความผิดเอาไว้ นักเรียนกู้สบายใจได้เลยนะ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น กู้ชิงซีก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอไม่ใช่คนดีตลบตะแลงยอมคนไปทั่ว คนอื่นมาทำเรื่องแย่ๆ ใส่เธอ การได้รับบทลงโทษก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
พอหัวหน้าฝ่ายปกครองเดินจากไป เธอเดินผ่านตึกหอพักนั้น ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นแว่วมาให้ได้ยิน ดูเหมือนจะมีเสียงคนคอยพูดปลอบใจอยู่ใกล้ๆ ด้วยความอึดอัดใจ ฟังแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเสียงร้องไห้ของกู้ซิ่วอวิ๋น
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร และเดินตรงกลับไปที่หอพักของตัวเอง
ห้องพักของเธอเป็นแบบนอนรวม 6 คน แต่มีอยู่ 2 คนที่บ้านอยู่ในตัวอำเภอ พวกเธอแค่มาจองเตียงเอาไว้เผื่อมาพักเหนื่อยตอนที่สะดวกเท่านั้น ปกติแล้วก็ไม่ค่อยมานอนหรอก ยิ่งช่วงนี้อากาศหนาวจัดด้วยแล้ว พวกคนในเมืองยิ่งไม่อยากมาทนลำบากที่หอพัก
ดังนั้นตอนที่กู้ชิงซีกลับไปถึง ในห้องพักเลยเหลือกันแค่ 3 คน คือ เผิงชุนเยี่ยน หูชุ่ยฮวา และกู้หงอิง ทั้งสามคนพากันพับผ้าห่มบนเตียงขึ้น เผยให้เห็นแผ่นไม้กระดานเก่าๆ แล้วก็เอาหนังสือพิมพ์เก่ามาปูทับลงไป จากนั้นก็เอาเสบียงแห้งกับผักดองออกมาวางล้อมวงกินข้าวกัน
พอทุกคนเห็นกู้ชิงซีหิ้วกระติกน้ำร้อนกลับมาด้วยก็ดีใจกันใหญ่ พากันบอกว่ากำลังขาดน้ำร้อนอยู่พอดี กู้ชิงซีเลยรินน้ำร้อนใส่แก้วเคลือบให้แต่ละคน เผิงชุนเยี่ยนก็หยิบเสบียงอุ่นๆ ยัดใส่มือของกู้ชิงซี แล้วเอาเสบียงชิ้นที่เย็นชืดของเธอไปแทน ทุกคนนั่งกินข้าวด้วยกันแบบง่ายๆ
สาวๆ อยู่ด้วยกันก็อดไม่ได้ที่จะคุยกันเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน เผิงชุนเยี่ยนทำตาโตด้วยความชื่นชม
"ชิงซี เธอเก่งจริงๆ เลยนะ กล้าหลอกถามแบบนั้นได้ยังไง ทำไมถึงฉลาดขนาดนี้เนี่ย เอาไปเขียนเป็นนิยายได้เลยนะ!"
ส่วนทางด้านกู้ชิงซีกำลังใช้ช้อนจิ้มหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างแดงที่แช่อยู่ในน้ำร้อน หมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างแดงทั้งแห้งทั้งเย็นชืด แถมยังแข็งโป๊กเหมือนก้อนหินจนเธอต้องออกแรงจิ้มให้มันแตก
พอได้ยินแบบนั้น เธอก็ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
สมัยยังวัยรุ่น เธอคือคนเก่งที่ใครๆ ก็นับถือ เป็นกู้ชิงซีที่มีความหยิ่งทะนงในตัวเอง แต่พอเกิดเรื่องนั้นขึ้น มันก็ทำลายความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของเธอจนพังทลาย ทำให้เธอต้องรีบแต่งงานไปแบบนั้น
เพื่อนร่วมห้องทุกคน รวมไปถึงกู้ซิ่วอวิ๋นที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันทีหลังเพราะสอบตกตอนมัธยมปลายปีที่ 3 ทุกคนล้วนมีอนาคตที่ก้าวไกลกว่าเธอ ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าทำไมกู้ชิงซีที่เคยเก่งกาจขนาดนั้น ถึงกลายมาเป็นแค่ชาวนา เป็นแค่ครูสอนเด็กประถมในหมู่บ้าน
มาตอนนี้ เธอได้ย้อนเวลากลับมาในช่วงวัยที่สวยงามที่สุด กลับมาเป็นกู้ชิงซีคนที่ทุกคนต่างก็ยกย่องชื่นชมอีกครั้ง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาเพื่อนๆ ในห้องพักทีละคน
ใครกันนะที่เป็นคนทำ?
หูชุ่ยฮวาก็เป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกัน เธอตั้งใจเรียนมาก แต่ผลการเรียนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอเจอโจทย์ยากๆ ก็ชอบมาถามเธออยู่บ่อยๆ ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย ผลสอบของหูชุ่ยฮวาก็ออกมาแบบกลางๆ ทำให้สอบติดแค่มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง หลังจากเรียนจบ หูชุ่ยฮวาก็ทำงานอยู่ในเมืองหลวง แล้วค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความพยายามของตัวเอง
จากที่ฟังครูหวังพูดมา คะแนนสอบของเธอในปีนั้นน่าจะออกมาดีมาก ถ้าอย่างนั้นคนคนนั้นก็คงไม่ใช่หูชุ่ยฮวาที่ขโมยผลสอบของเธอไปหรอกใช่ไหม? เพราะมหาวิทยาลัยที่หูชุ่ยฮวาสอบติดมันก็ธรรมดาเกินไป
แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันต้องเลือกอันดับคณะเอาไว้ก่อนแล้วค่อยสอบ หูชุ่ยฮวาอาจจะเลือกอันดับไว้แล้ว พอขโมยคะแนนของเธอไป ก็เลยทำได้แค่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมดาแห่งนั้น แบบนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน
หูชุ่ยฮวาในตอนนี้ กำลังเบิกตากว้างด้วยความใสซื่อ กัดแครอทดองไปคำเล็กๆ เคี้ยวไปพร้อมกับเสบียงแข็งๆ อย่างยากลำบาก พอได้ยินที่เผิงชุนเยี่ยนพูด เธอก็หันมามองกู้ชิงซีด้วยสายตาชื่นชม
"ถ้าเป็นพวกเรา คงไม่มีทางคิดวิธีแบบนี้ออกแน่นอนเลย!"
ใครจะไปคิดล่ะว่า ในเวลาต่อมา หูชุ่ยฮวาจะเจาะจงกลับมาเยี่ยมกู้ชิงซีที่หมู่บ้าน ตอนนั้นเธอสวมเสื้อไหมพรมขนแกะ พันผ้าพันคอสีแดงสด ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสเปล่งประกายพลางโอ้อวดว่า ชิงซี เธอไม่รู้หรอกว่าเมืองหลวงมันดีขนาดไหน แถมยังบอกอีกว่าเธอกำลังคบหาดูใจอยู่กับถันซู่หลี่
ในตอนนั้น หูชุ่ยฮวาพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจน ไม่มีสำเนียงเหน่อแบบคนต่างจังหวัดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
กู้ชิงซีหลุบตาลงต่ำ นั่งกินข้าวเงียบๆ ต่อไป
ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างหูชุ่ยฮวาก็คือ กู้หงอิง กู้หงอิงคนนี้ก็คือคนที่กู้ชิงซีเคยบอกว่าเป็นคนหมู่บ้านข้างๆ นั่นเอง
ฐานะทางบ้านของกู้หงอิงถือว่าพอใช้ได้ แต่ครอบครัวของเธอมีค่านิยมลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว คนที่บ้านอยากให้เธอเลิกเรียนแล้วรีบกลับมาทำนา หรือไม่ก็ให้แต่งงานออกเรือนไปเพื่อเอาค่าสินสอดมาส่งเสียน้องชาย ด้วยเหตุนี้ เส้นทางการเรียนของเธอถึงได้ยากลำบากกว่าใครเพื่อน
กู้หงอิงมีผิวค่อนข้างคล้ำ นิสัยส่วนตัวก็เป็นคนเก็บตัวและรู้สึกต้อยต่ำอยู่ลึกๆ ปกติเธอจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใคร
กู้ชิงซีลอบประเมินอยู่ในใจ ความจริงแล้วทุกคนก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น ใครๆ ก็เป็นคนทำได้
เพียงแต่ว่าตอนนี้เรื่องราวมันยังไม่เกิดขึ้น เธอเลยยังหาเบาะแสอะไรไม่ได้ก็เท่านั้น อย่างน้อยๆ ก่อนที่จะถึงจุดพลิกผันของโชคชะตา คนพวกนี้ก็ยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่แสนจะใสซื่อและจริงใจของเธออยู่ดี
ทางด้านเผิงชุนเยี่ยนที่ไม่รู้ว่ากู้ชิงซีกำลังคิดอะไรอยู่ เธอยังคงเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ ตอนนี้เธอเริ่มเล่าเนื้อเรื่องในนิยายเรื่องมังกรหยกให้ทุกคนฟังแล้ว ทำให้ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจ
ในยุคสมัยนี้ ทุกคนเพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่บ้านเมืองขาดแคลนหนังสือและสื่อต่างๆ ตัวหนังสือที่ได้อ่านได้เห็นก็มีอยู่น้อยนิด พอได้มาฟังเรื่องราวนิยายกำลังภายในที่เหนือจินตนาการและเต็มไปด้วยสีสันแบบนี้ มันก็เหมือนเป็นการเปิดหูเปิดตาให้พวกเธออย่างแท้จริง
[จบบท]