บทที่ 4 : โอกาส
เซียวเซิ่งเทียนหันมามองคนข้างกาย น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างใส่ใจ "อยากดื่มอะไรครับ? มีน้ำเปล่า น้ำผลไม้ แล้วก็มีกาแฟกับนมนะ"
กู้ชิงซีนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบ
"ฉัน... ขอน้ำเปล่าก็แล้วกันค่ะ"
ปกติแล้วกู้ชิงซีชอบกินอาหารรสอ่อนๆ และมักจะดื่มแค่น้ำเปล่า โดยเฉพาะในช่วงหลายปีมานี้ รูปแบบการใช้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความมัธยัสถ์ อดออม และเรียบง่ายจนแทบไม่เหลือความหรูหราใดๆ ในชีวิตเลย
เมื่อได้ยินแบบนั้น เซียวเซิ่งเทียนจึงรับแก้วน้ำมาจากพนักงานบริการ ก่อนจะรินน้ำอุ่นด้วยตัวเอง แล้วส่งแก้วใบนั้นไปตรงหน้าของเธอ
"ขอบคุณค่ะ" กู้ชิงซียื่นมือออกไปรับแก้วมาประคองไว้ด้วยความรู้สึกเกรงใจจนทำตัวไม่ถูก เธอจรดริมฝีปากลงบนขอบแก้วแล้วจิบน้ำอุ่นช้าๆ
ชายหนุ่มสังเกตเห็นท่าทีเกร็งๆ ของเธอ จึงขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อยเพื่อแนะนำการใช้งานเบาะที่นั่ง "ถ้าเหนื่อยก็หลับตาพิงเบาะพักผ่อนก่อนได้นะครับ ตรงนี้ปรับเอนลงมาได้ด้วย"
"โอเคค่ะ เข้าใจแล้ว" กู้ชิงซีรีบก้มหน้าลงมองตามตำแหน่งที่เขาชี้บอก เธอลองสังเกตกลไกการปรับเบาะจนพอจะเข้าใจวิธีใช้งานอยู่บ้าง
ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็ยังคอยบอกกำหนดการเดินทางให้เธอฟังอย่างใจเย็น "พวกเราน่าจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงถึงเมืองหลวงนะครับ"
"อืม" กู้ชิงซีพยักหน้ารับเบาๆ ในใจรู้สึกว่าเซียวเซิ่งเทียนช่างเป็นผู้ชายที่ดีเหลือเกิน เขาเป็นคนมีน้ำใจและรักษามิตรภาพอย่างแท้จริง
จังหวะนั้นเอง เธอกลับนึกไปถึงตอนที่เดินทางเข้าไปซื้อของในตัวอำเภอเมื่อวันก่อน บ่อยครั้งที่เธอมักจะได้ยินชาวบ้านพูดจาชื่นชมผู้ชายคนนี้ให้ฟังอยู่เสมอ ดูเหมือนว่าเขาจะทุ่มเงินลงทุนก้อนโตให้กับทางอำเภอเพื่อช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น ใครๆ ต่างก็พากันยกย่องว่าถึงเขาจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยลืมรากเหง้าและบ้านเกิดของตัวเอง
ระหว่างที่เธอกำลังเหม่อลอย เสียงทุ้มของคนข้างกายก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม "กำลังคิดอะไรอยู่ครับ? ใจลอยเชียว"
กู้ชิงซีเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา ใบหน้าของเซียวเซิ่งเทียนนั้นดูหล่อคมเข้ม แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามและหนักแน่น ทว่ายามที่มุมปากของเขาจุดรอยยิ้ม แววตาคู่นั้นกลับดูอบอุ่นและลึกล้ำ ชวนให้รู้สึกเป็นกันเองจนทำให้เธอเผลอคิดไปชั่วขณะว่าช่องว่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้ห่างไกลกันเลย
ทว่าลึกๆ แล้วกู้ชิงซีย่อมรู้ตัวดีว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เซียวเซิ่งเทียนกับเธอในตอนนี้เหมือนยืนอยู่คนละโลก เขาคือบุคคลสำคัญที่ใช้ชีวิตอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์และข่าวสาร เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวและพนักงานบริการที่คอยดูแลเอาใจใส่เหล่านี้เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของเขา
ทว่าสำหรับเธอมันกลับเป็นอีกโลกหนึ่ง โลกที่ห่างไกลเกินเอื้อมราวกับฉากในละครโทรทัศน์ที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวมหาเศรษฐีก็ไม่ปาน
เมื่อมองดูเซียวเซิ่งเทียนในวัยผู้ใหญ่ ภาพของเขาในวัยเยาว์ก็ซ้อนทับขึ้นมาในความทรงจำ ตอนนั้นเขาไม่ได้มีท่าทีสุขุมเยือกเย็นแบบนี้เลยสักนิด เด็กหนุ่มเซียวเซิ่งเทียนในอดีตนั้นทั้งหัวรั้น อวดดี และไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา
เธอเคยได้ยินมาด้วยซ้ำว่าเขาถึงขั้นกล้าดีไปท้าทายอำนาจของเลขาธิการหมู่บ้านอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
ยิ่งคิดภาพของเขาในช่วงวัยรุ่นก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปี ผู้มีดวงตาดำขลับเป็นประกายยามหัวเราะ แต่มุมปากกลับมักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันโลกอยู่เสมอ เขาคือเด็กหนุ่มผู้ต่อต้านสังคมและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างเหม่อลอย จึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "คุณ..."
"ไม่มีอะไรค่ะ" กู้ชิงซีสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างลุกลี้ลุกลน เมื่อสัมผัสได้ว่าสายตาของเซียวเซิ่งเทียนยังคงจับจ้องมาที่ตัวเอง ความรู้สึกเขินอายก็ยิ่งตีตื้นขึ้นมาในอก เธอรู้ตัวดีว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองมัวแต่จมอยู่กับอดีตจนเผลอแสดงท่าทีเสียมารยาทออกไปเสียแล้ว
เพื่อปัดเป่าบรรยากาศชวนอึดอัดที่ก่อตัวขึ้น เธอจึงตัดสินใจหยิบยกเรื่องราวในอดีตขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาแก้เก้อ "ฉันแค่จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องเมื่อก่อนขึ้นมาน่ะค่ะ"
ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงจ้องมองเธอด้วยแววตานิ่งลึกเช่นเดิม "เรื่องเมื่อก่อน?"
กู้ชิงซีเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเบาๆ "อืม... ฉันรู้สึกว่าคุณไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะคะ เหมือนเป็นคนละคนเลย"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่ม เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความทอดถอนใจอยู่ลึกๆ
"งั้นหรือครับ? คนเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลานั่นแหละ โลกยังเปลี่ยนไปทุกวัน แล้วคนเราจะไม่เปลี่ยนไปได้ยังไงล่ะครับ?"
คำพูดของเขาทำให้กู้ชิงซีนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา น้ำเสียงของเธอจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ "คุณพูดถูกค่ะ โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พวกเราทุกคนต่างก็เปลี่ยนไป ฉันเองก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน"
เซียวเซิ่งเทียนส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวอย่างไม่ลดละ "ไม่ครับ คุณไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด"
ในสายตาของเขา เธอยังคงเป็นกู้ชิงซีคนเดิมเสมอ เป็นกู้ชิงซีคนเดียวกับที่เคยเดินทอดน่องอยู่บนเส้นทางสายเล็กๆ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าเมื่อวันวาน
หญิงสาวหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินคำยืนยันนั้น ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตัวเองแผ่วเบา "ฉันต้องเปลี่ยนไปอยู่แล้วสิคะ ฉันแก่ลงตั้งเยอะ"
สำหรับผู้หญิงที่อายุใกล้ย่างเข้าวัยสี่สิบปี ชีวิตของเธอมันก็มีเพียงเท่านี้ ทุกอย่างถูกกำหนดกรอบเอาไว้หมดแล้ว อายุอานามก็ปูนนี้ สามีก็ด่วนจากไปตั้งแต่ยังสาว มิหนำซ้ำยังไม่มีลูกไว้คอยเป็นที่พึ่งพิงอีกต่างหาก ถึงแม้จะพอมีเงินเก็บก้อนเล็กๆ ติดตัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เงินก้อนนั้นก็ละลายแม่น้ำไปหมดแล้ว ท้ายที่สุดเธอก็ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง
หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังรำพึงรำพันกับตัวเอง
"ชีวิตของฉันมันล้มเหลวมากเลยค่ะ ดิ้นรนมาจนป่านนี้ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย"
เซียวเซิ่งเทียนทอดสายตามองคนตรงหน้าด้วยความเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตั้งคำถามกลับไป "ถ้าคุณพูดแบบนั้น แล้วผมล่ะครับ? ผมถือว่าเป็นตัวอะไร?"
กู้ชิงซีสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างอันไร้ที่สิ้นสุดซึ่งซุกซ่อนอยู่ในน้ำเสียงแหบพร่าของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับสถานะและฐานะทางสังคมของเขาในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ภายใต้แสงไฟสลัวภายในห้องโดยสารของเครื่องบิน หากมองจากมุมที่เธอนั่งอยู่ จะเห็นเพียงโครงหน้าด้านข้างที่คมสันและปลายคางที่ดูแข็งแกร่งดุดันของชายหนุ่มเท่านั้น
เขาในตอนนี้ทั้งดูดี สุขุมเยือกเย็น และประสบความสำเร็จในชีวิต แม้จะไม่ได้เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยใสที่ดูอ่อนต่อโลกอีกต่อไปแล้ว ทว่าเสน่ห์ของนักธุรกิจหนุ่มผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนกลับมีอานุภาพมากพอที่จะดึงดูดสายตาและทำให้ใครต่อใครต้องลุ่มหลงได้อย่างง่ายดาย ผู้ชายที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างแบบเขา มีอะไรบ้างที่อยากได้แล้วจะคว้ามาไม่ได้?
พอนึกมาถึงตรงนี้ เธอก็ระบายลมหายใจออกมาอีกครั้ง "คุณกับฉันย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้วค่ะ คุณประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แค่นี้ก็ถือว่าใช้ชีวิตได้คุ้มค่าแล้วล่ะค่ะ"
หลังจากประโยคนี้จบลง เซียวเซิ่งเทียนก็ทิ้งช่วงเงียบไปเนิ่นนาน บรรยากาศภายในห้องโดยสารตกอยู่ในความเงียบสงัดจนชวนให้อึดอัด มันเงียบเสียจนเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่เคยถูกมองข้ามไปในตอนแรกกลับดังก้องชัดเจนขึ้นมาในหู
จู่ๆ ชายหนุ่มก็ทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในอากาศ "คุณรู้ไหมครับว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีทุกวันนี้ได้ มันเป็นเพราะอะไร?"
กู้ชิงซีย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังของเขาอยู่แล้ว เธอจึงได้แต่คาดเดาไปตามความเข้าใจของตัวเอง "...เพื่อความฝันของคุณหรือเปล่าคะ?"
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมายของเธออย่างสิ้นเชิง "ตอนนั้นผมยากจนมาก จนแทบไม่มีจะกิน แค่จะหาเมียสักคนยังทำไม่ได้เลย จะไปดูตัวกับใครก็ยังไม่กล้า ชีวิตนี้ของผมมันโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกครับ"
หญิงสาวพยายามจะหาคำพูดมาปลอบโยนจิตใจที่ดูบอบช้ำของเขา
"นั่น... นั่นมันก็เป็นเรื่องในอดีตไปแล้วนี่คะ ตอนนี้คุณจะเลือกใครก็ได้ไม่ใช่หรือไง?"
แต่พอพูดจบ เธอกลับรู้สึกว่าประโยคของตัวเองดูไม่ค่อยเหมาะสมและไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ทว่านอกจากทำนองนี้แล้ว เธอก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรจะสรรหาคำพูดแบบไหนมาปลอบใจเขาดี ก็อย่างว่าแหละ โลกของเขามันเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยจริงๆ
เซียวเซิ่งเทียนยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ จู่ๆ ก็ตั้งคำถามขึ้นมา "ผมอายุเยอะขนาดนี้แล้ว คุณว่าผมยังพอจะมีโอกาสอยู่ไหมครับ?"
กู้ชิงซีรีบผงกศีรษะรับอย่างแข็งขัน "แน่นอนสิคะ! ถึงจะไม่หนุ่มแล้ว แต่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณเนี่ยถือว่ากำลังดีสำหรับผู้ชายเลยนะคะ คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แถมยังดูไม่แก่เลยสักนิด คุณไปหาสาวๆ อายุยี่สิบกว่าๆ ได้สบายเลยล่ะค่ะ!"
แค่เขาต้องการ เพียงแค่กวักมือเรียกเบาๆ ผู้หญิงสาวสวยวัยสะพรั่งแบบไหนกันที่จะไม่ยอมวิ่งเข้าหาเขา?
เมื่อได้ยินคำตอบที่แสนจะซื่อตรงของเธอ เซียวเซิ่งเทียนก็เพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตัวเองเบาๆ หลังจากนั้นเขาก็ไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมาอีกเลย ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงและเอนหลังพิงเบาะเพื่อพักผ่อนอย่างเงียบๆ
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขาทำให้กู้ชิงซีรู้สึกเจื่อนลงไปถนัดตา เธอสังหรณ์ใจว่าตัวเองคงจะเผลอพูดอะไรผิดหูออกไปแน่ๆ แต่ไม่ว่าจะขบคิดทบทวนดูสักกี่รอบ เธอก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน ท้ายที่สุด หญิงสาวจึงได้แต่วางมือทั้งสองข้างลงบนหน้าตักของตัวเองอย่างเรียบร้อย แล้วนั่งฟังเสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ดังกระหึ่มต่อไปอย่างสงบเจียมตัว
[จบบท]