บทที่ 6 : หวนรำลึก
เธอยกมือขึ้นมาแตะใบหน้าของตัวเองเบาๆ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้อายุเยอะอะไรขนาดนั้น ชีวิตอาจจะใจร้ายกับเธอไปบ้าง แต่กาลเวลากลับยังปรานี ผิวพรรณของเธอยังคงดูขาวสว่างและมีเลือดฝาด รูปร่างของเธอที่ไม่เคยผ่านการคลอดลูกมาก่อนก็ยังคงดูคล้ายกับเด็กสาววัยรุ่นเลย
เธอยกมือขึ้นมาปิดหน้า แล้วปล่อยให้ตัวเองคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะรู้สึกละอายใจขึ้นมา เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ หรือกำลังคาดหวังอะไรกันแน่ เธอได้แต่คิดว่าตัวเองช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
เธอนอนคว่ำลงบนเตียงกว้างแสนสบาย พอเปิดโทรศัพท์มือถือ ก็เห็นว่าในกลุ่มคิวคิวมีข้อความเด้งรัวจนแทบระเบิด
ข้อความจากหูชุ่ยฮวาเด้งขึ้นมา
[ชิงซี เธอมาเมืองหลวงเหรอ? มาเมืองหลวงทำไมไม่บอกกันบ้างเลย?]
ข้อความถัดมาเป็นของกู้ซิ่วอวิ๋น
[เธอไม่ชินกับที่นี่ รถไฟใต้ดินก็คงยังไม่เคยนั่งใช่ไหม? เสียดายที่วันนี้ฉันยุ่ง ไม่อย่างนั้นคงไปรับเธอแล้วล่ะ]
กู้หงอิงส่งข้อความตามมาติดๆ
[เธอพักอยู่ที่ไหน? อย่าขี้เหนียวกับตัวเองนักเลย ไปหาที่พักดีๆ เถอะ ไม่ต้องเสียดายเงิน วันนี้พี่เลี้ยงที่บ้านลางานกลับบ้านพอดี มีที่ว่างเหลือ เธอมาพักที่บ้านฉันสิ]
หูชุ่ยฮวารีบตอบกลับ
[นั่นสิ เสียดายที่สามีไม่ค่อยชอบให้คนนอกเข้าบ้าน ไม่อย่างนั้นฉันไปรับเธอมาแล้วล่ะ]
กู้ซิ่วอวิ๋นพิมพ์ต่อ
[ชิงซีไม่เคยมาเมืองหลวงเลย คิดดูแล้วก็น่าเสียดายนะ ถ้าตอนนั้นเธอสอบติดมหาวิทยาลัยก็คงจะดี]
กู้หงอิงเห็นด้วย
[จริงด้วย ตอนนั้นยังคุยกันว่าจะไปปีนกำแพงเมืองจีนด้วยกันอยู่เลย ทำไมชิงซีถึงสอบไม่ติดนะ?]
กู้ชิงซีนอนพักอยู่บนเตียงหรูหราแสนสบาย เธอมองดูข้อความในกลุ่มคิวคิวเหล่านั้น แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากพูดอะไรขึ้นมาเสียเฉยๆ
เธอไม่อยากบอกพวกเพื่อนๆ ว่าตัวเองพักอยู่ที่บ้านของเซียวเซิ่งเทียน เพราะเดี๋ยวจะพากันแตกตื่นตกใจไปเปล่าๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอกลายเป็นคนหวาดระแวงไปแล้ว พอเห็นเพื่อนร่วมชั้นหญิงทีไร เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวมรอยแย่งที่เรียนของเธอไปรึเปล่า เรื่องนี้ทำให้เธอไม่สามารถคุยกับใครด้วยความใจเย็นได้อีกต่อไป
ดังนั้นเธอจึงพิมพ์ตอบกลับไปส่งๆ แค่สองสามประโยค หลังจากปิดโทรศัพท์มือถือ เธอก็ลุกจากเตียงไปเปิดกระเป๋าเดินทางของตัวเอง
หลังจากค้นหาอยู่นาน ในที่สุดเธอก็เจอรูปถ่ายใบนั้น มันเป็นรูปถ่ายตอนจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย
รูปใบนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดแล้ว แต่ก็ยังพอมองออกว่าเป็นภาพของเด็กสาววัยสิบแปดปีคนหนึ่งที่มีคิ้วเรียวสวย ดวงตากลมโต เวลาเธอยิ้มจะมีรอยบุ๋มลักยิ้มตื้นๆ ที่มุมปาก ดูน่ารักและผิวขาวสว่าง
กู้ชิงซียืนก้มหน้ามองรูปถ่ายใบนั้นด้วยความเงียบงัน
ในขณะเดียวกัน เธอกลับนึกย้อนไปถึงตอนอายุสิบแปดปี ครั้งนั้นเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด จึงขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านนานกว่าหนึ่งเดือน และหลังจากที่ยอมก้าวเท้าออกจากบ้าน เธอก็เจอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มายืนขวางทางเธอไว้บนทางเดินเล็กๆ ในป่า
เด็กหนุ่มคนนั้นมีดวงตาสีดำเป็นประกาย คิ้วเข้มชี้เฉียงดูดุดัน เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ปล่อยให้ชายเสื้อปลิวไสวไปตามสายลมยามเช้าราวกับกำลังจะโบยบิน
และนั่นก็คือเซียวเซิ่งเทียนในวัยสิบแปดปี
เธอจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นไม่วางตา ลึกๆ แล้วเธออยากจะถามเขาเหลือเกิน ว่าทำไมวันนั้นเขาถึงไปขวางทางเธอไว้ เขาตั้งใจไปรอเธอใช่ไหม?
…
ส่วนทางด้านห้องโถงกว้างขวางหรูหรา ในเวลานี้กลับดูเรียบง่ายขึ้นมาถนัดตา
เพราะเธอไม่ชอบอะไรที่ดูสะดุดตาจนเกินไป เขาจึงสั่งให้คนงานรื้อโคมไฟประดับที่ดูรกตาออกไปจนหมด แม้แต่โต๊ะกินข้าวสุดหรูในห้องอาหาร เขาก็ยังสั่งให้เปลี่ยนเป็นโต๊ะธรรมดา
อาหารในมื้อนี้ไม่ได้หรูหราอะไรมากมายนัก แต่เน้นรสชาติอ่อนๆ ทานง่าย ซึ่งน่าจะถูกปากเธอ
หลังจากที่เตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาก็หยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมา ในช่องลึกสุดของกระเป๋า มีรูปถ่ายใบหนึ่งถูกเก็บซ่อนไว้อย่างระมัดระวัง
มันคือรูปถ่ายของกู้ชิงซีตอนที่เธอไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยในวัยสิบแปดปี ตอนแรกที่ล้างฟิล์มออกมาจะมีทั้งหมดหกรูป มีรูปหนึ่งบังเอิญหล่นลงมาจากซองกระดาษ เขาจึงเก็บมันเอาไว้ และนับตั้งแต่วันนั้น เขาก็ไม่ได้เอาไปคืนเธออีกเลย
หลังจากนั้น รูปถ่ายใบนี้ก็อยู่ติดตัวเขามาตลอดกว่ายี่สิบปี
ในปีนั้น แน่นอนว่าเขาตั้งใจไปดักรอเธอตรงทางเดินเล็กๆ ในชนบทที่เธอต้องเดินผ่านเป็นประจำ เขายืนรออยู่นานเป็นสิบวันกว่าจะได้เห็นเธอโผล่หน้ามา
เขาถามเธอว่าทำไมถึงต้องไปดูตัว เธอตอบกลับมาว่าเพราะผู้ชายคนนั้นสามารถจ่ายเงินค่าสินสอดให้ได้
เขาฐานะยากจน ไม่มีเงินก้อนนั้นไปมอบให้เธอ เขาไม่สามารถตอบสนองเงื่อนไขของเธอได้ และก็ไม่มีหน้าไปขอร้องให้เธอแต่งงานกับคนยากไร้แบบเขา ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่หันหลังเดินจากมา
เขาเดินทางเข้าเมืองไปทำงานใช้แรงงานเพื่อหาเงิน เขาพยายามทำงานอย่างหนักจนหาเงินค่าสินสอดมาได้สำเร็จ แต่ระหว่างทางที่รีบกลับไป เขากลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึงสามเดือน และกว่าเขาจะลุกขึ้นยืนแล้วรีบกลับไปหาเธอ เธอก็แต่งงานกับคนอื่นไปเสียแล้ว
เมื่อสิบปีก่อน สามีของเธอเสียชีวิตลง พอเขารู้ข่าว เขาก็รีบกลับไปหาเธอทันที
เขาลองหยั่งเชิงถามเธอ แต่เธอกลับมีท่าทีไร้เยื่อใย เธอเอาแต่พร่ำบอกว่าชาตินี้ไม่อยากแต่งงานอีกแล้ว เธอเอาแต่บอกว่าหัวใจของเธอได้ตายจากไปพร้อมกับสามีแล้ว
ถึงแม้ในตอนนั้นเธอจะมองหน้าเขา แต่แววตาของเธอกลับไม่ได้มีเงาของเขาอยู่ในนั้นเลย ทว่าลึกๆ แล้วเขาแอบคิดด้วยซ้ำว่าเธออาจจะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร เธอเอาแต่บอกว่าจะครองตัวเป็นโสดเพื่อผู้ชายคนนั้นไปตลอดชีวิต
จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปสิบปี เธอก็ยังคงครองตัวเป็นโสด และภายในบ้านก็ยังมีรูปถ่ายของสามีผู้ล่วงลับแขวนเอาไว้
เขายอมรับว่าตัวเองโชคไม่ดีเท่าไรนัก แต่เขาก็คิดว่าตัวเองคงมีทิฐิมากเกินไป
ถึงแม้ว่าเธอจะยังคงผลักไสเขาเหมือนเดิม แล้วมันจะทำไมล่ะ? ถึงแม้ในตอนนี้เธอจะอยู่ในจุดที่อ้างว้างที่สุด และเขาอาจจะถูกมองว่ากำลังฉวยโอกาส แล้วมันจะทำไมล่ะ?
อายุของพวกเขาสองคนก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย ตอนนี้ทุกอย่างยังทันเวลา ทำไมเขาถึงไม่ลองพยายามไขว่คว้ามันมาดูล่ะ?
พอคิดแบบนี้ เซียวเซิ่งเทียนก็หลับตาลงเล็กน้อย เขาเงียบไปนานมาก ในที่สุดเขาก็เก็บรูปถ่ายใบนั้นใส่กระเป๋าสตางค์อย่างระมัดระวัง แล้วลุกขึ้นยืน
เขาตั้งใจจะไปเชิญเธอลงมาทานอาหารค่ำด้วยกันด้วยตัวเอง
…
กู้ชิงซีสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วที่ดังลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง
ภายในใจของเธอรู้สึกสับสนและมึนงงอยู่ไม่น้อย เสียงนกร้องแบบนี้มันช่างคุ้นหูเหลือเกิน คุ้นเหมือนตอนที่เธอยังเป็นสาวและยังไม่ได้แต่งงาน
ในตอนนั้น เธอพักอยู่ในห้องเล็กฝั่งตะวันตกของบ้านหลักฝั่งเหนือ ห้องเล็กห้องนั้นอยู่ติดกับรั้วบ้าน ถัดจากรั้วออกไปก็คือต้นพุทรา พอถึงช่วงเช้าก็มักจะมีฝูงนกกระจอกมาร้องส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ที่นั่นเสมอ บางครั้งถ้าวันก่อนหน้าเธออ่านหนังสือหนักจนแสบตา พอถึงตอนเช้าก็อยากจะนอนตื่นสายสักหน่อย แต่กลับไม่สามารถข่มตาหลับลงได้เลย
แต่กู้ชิงซีจำได้อย่างแม่นยำว่า ตอนนี้เธออาศัยอยู่ในบ้านพักตากอากาศของเซียวเซิ่งเทียนไม่ใช่หรือ
ด้านนอกกำแพงบ้านของเขา มีนกกระจอกป่าแบบนี้อยู่ด้วยหรือนี่?
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า กู้ชิงซีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏอยู่กลับเป็นหลังคาที่ปูด้วยเสื่อกกและโครงหลังคาที่ทำจากไม้
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งแล้วจ้องมองขึ้นไปบนเพดาน
เพดานเสื่อกกนั้นดูมีอายุการใช้งานมานานพอสมควรจนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ ภายใต้คานไม้มีคานหลักพาดขวางอยู่ บนคานหลักมีกระดาษสีแดงที่สีซีดจางไปนานแล้วแปะเอาไว้ หากมองดูดีๆ ก็จะเห็นตัวอักษรจีนตัวเต็มเขียนเอาไว้ว่า ‘ฉลองขึ้นบ้านใหม่’
[จบบท]