ไม่นานนัก ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นก็เริ่มทยอยเข้ามารุมล้อมทีละ 2-3 คน เมื่อเห็นว่ามีคนสนใจมากถึงเพียงนี้ หลี่หว่านเอ๋อร์ย่อมดีใจอยู่แล้ว ทว่าเธอยังคงรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง ไม่ปล่อยให้อาการตื่นเต้นเผยออกมา ก่อนจะหันไปบอกทุกคนด้วยท่าทีสุภาพ
“ขอโทษด้วยนะทุกคน วันนี้ฉันห่อมาแค่ 30 กว่าลูก ตอนนี้แลกหมดแล้ว ต้องขอโทษจริงๆ”
ความจริงเธอแลกซาลาเปาออกไปแล้วมากกว่า 50 ลูก แต่ในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างแย่งกันซื้อเช่นนี้ ใครจะมีเวลามานั่งนับว่าเธอหยิบซาลาเปาออกจากถุงไปทั้งหมดกี่ลูกกันเล่า
ถึงอย่างนั้น หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ไม่อาจนำของออกมามากเกินพอดี เพราะถุงที่เธอถือมามีขนาดอยู่เพียงเท่านี้ หากยังหยิบซาลาเปาออกมาได้ไม่รู้จักหมด ย่อมทำให้คนที่ยืนมองอยู่เริ่มสงสัยว่าเธอยัดของจำนวนมากขนาดนั้นลงไปได้อย่างไร ต่อให้คนเหล่านี้กำลังสนใจซาลาเปามากแค่ไหน เธอก็ไม่ควรประมาทจนทิ้งช่องโหว่เอาไว้
“อะไรนะ หมดแล้วหรือ? แล้วช่วงมื้อเย็นคุณจะมาอีกไหม?”
คนที่ใจร้อนถึงกับรีบถามออกมา เพราะเขาไม่อยากรอต่อไปอีกแม้แต่วันเดียว ส่วนต้นเหตุก็มาจากคนข้างกายที่กำลังกินซาลาเปาไส้เนื้ออย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นเนื้อกับแป้งนึ่งร้อนๆ ลอยเข้าจมูกอยู่ตลอดเวลา ต่อให้ไม่ได้หิวมากก็ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ในยุคที่อาหารยังขาดแคลนเช่นนี้ การจะได้กินซาลาเปาไส้เนื้อชิ้นโตไม่ใช่เรื่องง่าย บางครอบครัวเก็บเนื้อที่ได้รับตามส่วนแบ่งเอาไว้ทำอาหารได้นานหลายมื้อ ไม่มีใครกล้านำมาทำไส้ซาลาเปาอย่างเต็มไม้เต็มมือ คนที่ได้เห็นผู้อื่นกัดเข้าไปแล้วพบเนื้อแน่นอยู่ด้านในจึงยิ่งรู้สึกเสียดายที่ตัวเองมาช้าเกินไป
“ช่วงเย็นหรือ? ที่บ้านยังนึ่งเหลือไว้อีกนิดหน่อย”
หลี่หว่านเอ๋อร์แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ คล้ายกำลังลังเลว่าควรนำของที่เหลือมาแลกอีกหรือไม่ ทั้งที่ภายในใจของเธอคิดคำนวณเรื่องการค้าช่วงเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว
“ตกลง พี่สาวต้องมานะ! มื้อเย็นของผมฝากไว้กับพี่แล้ว”
ชายที่ซื้อไม่ทันมองเธอด้วยแววตาคาดหวัง สีหน้าของเขาจริงจังเสียจนดูเหมือนมื้อเย็นวันนี้จะอิ่มท้องหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับคำตอบของหลี่หว่านเอ๋อร์เพียงคนเดียว
ความจริงแล้ว ในยุคนี้ทางการไม่อนุญาตให้ประชาชนค้าขายกันเป็นการส่วนตัว หากถูกจับได้ขึ้นมา เรื่องราวย่อมใหญ่โตจนยากจะรับมือ ด้วยเหตุนี้ เวลาคนทั่วไปนำของมาแลกเปลี่ยนกันจึงไม่มีใครเรียกตรงๆ ว่าเป็นการซื้อขาย ทุกคนต่างใช้คำว่าแลกของเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แม้ต่างฝ่ายจะรู้ดีว่าเงินกับสินค้ากำลังเปลี่ยนมือกันอยู่ก็ตาม
“ได้ ตอนคุณเลิกงานก็มาหาฉันตรงนี้”
หลี่หว่านเอ๋อร์คิดว่าวันแรกไม่น่าจะเกิดปัญหา อีกทั้งคนที่เห็นเธอวันนี้ยังมีเวลาไม่มากพอจะไปแจ้งใคร เธอจึงตอบรับอย่างไม่อิดออด ขอเพียงจัดการให้รวดเร็วแล้วรีบย้ายไปที่อื่น ความเสี่ยงก็ยังอยู่ในระดับที่เธอควบคุมได้
“ได้ ผมเลิกงานแล้วจะรีบมา”
ชายคนนั้นตอบอย่างกระตือรือร้น ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปยังที่ทำงาน เขาต้องรีบกลับไปกินอาหารกลางวันของตัวเองให้เสร็จเสียก่อน ถึงจะอยากได้ซาลาเปามากเพียงใด เขาก็ยังทิ้งเวลาพักงานทั้งหมดไว้ตรงนี้ไม่ได้
หลี่หว่านเอ๋อร์หันไปยิ้มให้คนอื่นที่ยังยืนล้อมอยู่ จากนั้นจึงสะพายถุงและเดินออกจากบริเวณนั้นโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
บรรดาคนที่เหลือคล้ายเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการสื่อ พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับไปโดยไม่มีใครรั้งเธอไว้ ทว่าแต่ละคนต่างจดจำคำพูดเมื่อครู่เอาไว้ในใจ หลังเลิกงานจะต้องรีบมาถึงที่นี่ให้เร็วที่สุด หากยังชักช้าเหมือนตอนพักกลางวัน เกรงว่าพวกเขาคงทำได้เพียงยืนมองคนอื่นซื้อซาลาเปาไปจนหมดอีกครั้ง
เมื่อเดินออกมาพ้นสายตาของคนกลุ่มนั้น หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วเปลี่ยนสถานที่ขายทันที จุดนี้ใช้ต่อในช่วงกลางวันไม่ได้แล้ว แต่เมืองกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่ได้มีสถานที่ให้เธอขายของอยู่เพียงแห่งเดียว
เธอหลีกเลี่ยงบริเวณโรงเรียนทางฝั่งตะวันออก แล้วเดินทางไปยังพื้นที่ฝั่งใต้ ตะวันตก และเหนืออย่างละแห่ง แต่ละจุดล้วนเลือกบริเวณที่มีคนงานหรือคนเดินผ่านจำนวนมาก หลังจากสังเกตสภาพแวดล้อมจนมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ใกล้ๆ เธอจึงนำของออกมาแลกอย่างระมัดระวัง
ตลอดช่วงพักกลางวัน หลี่หว่านเอ๋อร์เปลี่ยนสถานที่ขายถึง 3 แห่ง ซาลาเปาที่นำออกไปได้รับความสนใจทุกครั้ง ของจำนวนมากถูกแลกออกไปอย่างรวดเร็ว เงินในมือจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเธอพอใจ เมื่อเห็นว่าใกล้หมดเวลาพักกลางวันแล้ว เธอก็เก็บถุงเตรียมเดินทางกลับบ้าน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ยังต้องพักอยู่ในหอ เธอจึงเปลี่ยนจุดหมายแล้วกลับไปยังโรงเรียนแทน
ตอนกลับถึงโรงเรียน เวลาก็ล่วงเข้าไปถึงบ่าย 2 กว่าแล้ว เพื่อนร่วมห้องอีก 2 คนไม่อยู่ในหอ หลี่หว่านเอ๋อร์คิดว่าทั้งคู่น่าจะออกไปเดินเที่ยวด้านนอก เนื่องจากวันหยุดเช่นนี้ไม่มีใครอยากอุดอู้อยู่แต่ในห้องแคบๆ
แม้ภายในห้องจะไม่มีคนอยู่ แต่เพื่อความปลอดภัย เธอยังไม่เข้าไปในมิติส่วนตัวทันที หลี่หว่านเอ๋อร์เดินไปยังห้องน้ำ ตรวจดูรอบด้านจนมั่นใจว่าไม่มีใครตามมา ก่อนจะหลบเข้าไปในมิติจากบริเวณนั้น หากเพื่อนร่วมห้องกลับมากะทันหัน อย่างน้อยพวกเธอก็จะไม่พบว่าหลี่หว่านเอ๋อร์หายตัวไปจากห้องทั้งที่ประตูไม่ได้เปิด
หลังเข้าไปในมิติส่วนตัว สิ่งแรกที่เธอต้องทำย่อมเป็นการนับเงิน ไม่มีเรื่องใดทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีความสุขได้มากเท่าการนั่งนับรายได้ที่หามาด้วยมือของตัวเอง โดยเฉพาะเงินทุกหยวนตรงหน้าซึ่งเกิดจากของที่เธอมีอยู่ในมิติ ยิ่งนับมากเท่าไร ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินวนรอบเมืองตลอดช่วงกลางวันก็ยิ่งเบาบางลงเท่านั้น
หลี่หว่านเอ๋อร์นำธนบัตรกับเหรียญทั้งหมดออกมาวาง ก่อนจะเริ่มแยกตามมูลค่า
1 หยวน 2 หยวน แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
ยิ่งนับ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งกว้าง จนในที่สุดยอดเงินของวันนี้ก็หยุดอยู่ที่ 63 หยวน 6 เหมา เมื่อนำไปรวมกับเงินที่หาได้เมื่อคืนก่อน ตอนนี้เธอมีเงินอยู่มากกว่า 150 หยวนแล้ว
หลี่หว่านเอ๋อร์ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้มานานกว่า 10 ปี ความเข้าใจเรื่องมูลค่าของเงินจึงปรับเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว เธอไม่ได้มองเงินจำนวนนี้ด้วยมาตรฐานจากชีวิตก่อน เพราะสำหรับคนธรรมดาในเวลานี้ เงินมากกว่า 150 หยวนถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่บางครอบครัวต้องเก็บสะสมนานหลายเดือนกว่าจะมีได้
เมื่อมองธนบัตรกับเหรียญที่กองอยู่ตรงหน้า เธอก็อดมีความสุขไม่ได้ การเริ่มต้นหาเงินครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่คิด ทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าของกินในมิติสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้จริง ขอเพียงเธอระวังตัวและไม่โลภมากเกินไป ชีวิตในวันข้างหน้าก็ไม่จำเป็นต้องฝืดเคืองอีก
หลี่หว่านเอ๋อร์ปล่อยให้ตัวเองชื่นชมเงินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้าที่แล้วเริ่มเตรียมสินค้าสำหรับวันถัดไป
ภายในมิติยังมีซาลาเปาเหลืออยู่อีกไม่น้อย เพียงแต่ซาลาเปาไส้เนื้อถูกขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันนี้ แม้แต่หมั่นโถวแป้งขาวที่เดิมคิดว่าอาจขายได้ไม่มาก ก็ยังถูกแลกออกไปกว่า 10 ลูก เห็นได้ชัดว่าชาวเมืองต้องการอาหารดีๆ มากกว่าที่เธอประเมินไว้
ถึงซาลาเปาไส้เนื้อจะหมดก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอยังมีซาลาเปาไส้ผักกาดดอง ซาลาเปาไส้ผักดองเค็ม และซาลาเปาไส้น้ำตาล ของทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาเท่าไส้เนื้อ ต่อให้มีใครซื้อไปกินก็ไม่ถึงกับสงสัยว่าเธอไปหาเนื้อจำนวนมากมาจากที่ใด จึงเหมาะจะนำออกไปขายมากกว่า
หลังคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะขายซาลาเปาทั้ง 3 ไส้ ควบคู่ไปกับหมั่นโถวแป้งขาว สินค้าเหล่านี้มีรสชาติดี อิ่มท้อง และไม่ดึงดูดความสนใจมากเกินความจำเป็น นับว่าเหมาะกับแผนของเธอในตอนนี้ที่สุด
เหตุการณ์ในวันอาทิตย์เป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้ ทั้งช่วงกลางวันและช่วงเย็นมีคนมารอซื้อของจำนวนไม่น้อย หลี่หว่านเอ๋อร์จึงทำกำไรได้อีกก้อนหนึ่ง แม้จะเทียบกับรายได้จากซาลาเปาไส้เนื้อไม่ได้ แต่เงินที่ได้รับก็ยังมากพอจะทำให้เธอพอใจ
คนงานทั่วไปซึ่งไม่ได้ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ไม่มีวันหยุดตามปกติเหมือนนักเรียน นอกจากวันหยุดในช่วงตรุษจีนกับวันสำคัญต่างๆ แล้ว พวกเขายังต้องไปทำงานทุกวัน หากมีธุระจึงจำเป็นต้องขอลาหยุดเป็นครั้งคราว
เพราะเหตุนี้ แม้จะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ยังหาลูกค้ากลุ่มคนงานได้ไม่ยาก พวกเขายังคงออกมาทำงานและพักกินข้าวตามเวลาเดิม ทำให้สถานที่บริเวณโรงงานหรือหน่วยงานต่างๆ มีคนสัญจรอยู่เสมอ
อย่างไรก็ดี เธอไม่ได้คิดจะขายให้ลูกค้ากลุ่มเดิมต่อเนื่องนานเกินไป การปรากฏตัวในสถานที่เดิมบ่อยครั้งย่อมทำให้ผู้คนจดจำใบหน้าได้ หากมีใครเห็นเธอทำเงินง่ายแล้วเกิดอิจฉา จากนั้นนำเรื่องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เงินที่หาได้ทั้งหมดอาจไม่คุ้มกับปัญหาที่ตามมา
หลี่หว่านเอ๋อร์จึงตัดสินใจพักแหล่งลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ก่อน เธอจะไม่กลับไปขายที่เดิมในช่วงเวลาอันใกล้ ในเมื่อคนอื่นยังตั้งตัวไม่ทัน เธอก็ควรถอยออกมาเสียก่อน เปลี่ยนสถานที่และเปลี่ยนวิธีขายใหม่อยู่เสมอ แบบนี้ถึงจะลดโอกาสถูกจับตามองได้มากที่สุด
เมื่อถึงวันเสาร์และวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 2 หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ไปยืนรอลูกค้าตามบริเวณโรงงานอีก แต่เลือกใช้วิธีเดินเสนอขายสินค้าตามบ้านแทน
ส่วนเหตุผลที่นำมาใช้อธิบายที่มาของสินค้านั้น เธอสามารถคิดขึ้นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะบอกว่าเป็นผลผลิตจากญาติในชนบท หรือครอบครัวนำมาให้มากเกินไปจนกินไม่หมด ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจจะซักถามให้ละเอียด ขอเพียงของที่ได้รับมีคุณภาพดี ปริมาณเหมาะสม และราคาคุ้มค่า พวกเขาย่อมยินดีแลกเปลี่ยน
หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เคาะประตูทุกบ้านอย่างไร้จุดหมาย เธอเลือกเฉพาะบ้านที่มองจากด้านนอกแล้วมีสภาพดีกว่าหลังอื่น กำแพงกับประตูได้รับการดูแลเรียบร้อย บริเวณบ้านสะอาด และบางแห่งยังมีจักรยานจอดอยู่ สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าฐานะของเจ้าของบ้านน่าจะค่อนข้างดี คนประเภทนี้มีกำลังซื้อสูงกว่า และโอกาสที่การแลกเปลี่ยนจะสำเร็จก็มากตามไปด้วย
การเดินขายถึงหน้าบ้านทำให้เธอไม่เหมาะจะนำอาหารปรุงสุกออกมาขาย เพราะครอบครัวที่มีบ้านพักเป็นของตัวเองย่อมมีเตาทำอาหารอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ยังนิยมทำอาหารกินเอง หากคนแปลกหน้าหอบซาลาเปาร้อนๆ มาเคาะประตูเสนอขาย พวกเขาอาจรู้สึกระแวงมากกว่าสนใจ
เมื่อขายอาหารสำเร็จรูปไม่ได้ เธอก็เปลี่ยนมาขายวัตถุดิบแทน ข้าวสาร แป้ง และผักสดล้วนเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวต้องใช้ในแต่ละวัน ทั้งยังเก็บไว้ได้นานกว่าซาลาเปากับหมั่นโถว จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะกินไม่ทัน
ชาวเมืองต้องพึ่งธัญพืชที่รัฐจัดสรรให้ และเวลาจะซื้อผักก็ต้องไปต่อแถวตามร้านค้าที่กำหนด บางครั้งต่อแถวอยู่นาน พอถึงคิวของตัวเองกลับเหลือแต่ผักคุณภาพไม่ดี หรือไม่ก็ขายหมดก่อนเสียอีก ยิ่งเป็นข้าวสารกับแป้งคุณภาพดี ต่อให้มีเงินและบัตรปันส่วนพร้อมก็ใช่ว่าจะซื้อได้ตามจำนวนที่ต้องการ
ดังนั้น เมื่อหลี่หว่านเอ๋อร์นำข้าวสารเมล็ดสวย แป้งเนื้อละเอียด และผักสดไปเสนอถึงหน้าบ้าน ผลตอบรับจึงดีอย่างที่เธอคิดไว้แทบทุกแห่ง
บางบ้านเพียงเปิดถุงดูข้าวสารก็รีบถามราคาทันที บางบ้านเห็นผักสดสะอาด ไม่มีใบเหี่ยวปะปน ก็ขอซื้อทั้งหมดโดยไม่แบ่งไว้ให้เธอนำไปขายบ้านอื่น ส่วนครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูงยิ่งไม่ต่อรองมากนัก ของที่หลี่หว่านเอ๋อร์นำออกมาเท่าไรก็มักรับไว้ทั้งหมด
คนมีเงินไม่ได้เสียดายเงินเพียงไม่กี่หยวน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสินค้าดีและไม่ต้องเสียเวลาไปยืนต่อแถว ครั้นมีคนนำของมาส่งถึงหน้าประตู ทั้งยังมีคุณภาพดีกว่าของในร้านค้าทั่วไป พวกเขาจึงยอมจ่ายอย่างเต็มใจ
การออกขายของครั้งนี้ทำให้หลี่หว่านเอ๋อร์ได้เงินกลับมาอีกไม่น้อย นอกจากเงินแล้ว หลายครอบครัวยังนำบัตรปันส่วนชนิดต่างๆ มาใช้แลกเปลี่ยนกับเธอด้วย เมื่อจบการเดินขายตามบ้าน เธอจึงได้ทั้งเงินและบัตรปันส่วนกลับมาเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นรายได้ที่คุ้มค่ากว่าการยืนรอลูกค้าอยู่ในสถานที่เดิม ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกคนกลุ่มเดียวกันจดจำได้อีกทางหนึ่ง
[จบบท]