คุณปู่เป็นพี่คนโตในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ปีนี้อายุ 58 ปี ชาวบ้านต่างเรียกท่านว่าผู้เฒ่าหลี่
คุณปู่กับคุณย่ามีลูกชายทั้งหมด 4 คน แต่ไม่มีลูกสาวแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงของตระกูลหลี่ได้รับความรักและเอ็นดูจากคนในบ้านเป็นพิเศษ
ลูกชายคนโตของตระกูลหลี่ชื่อหลี่เยว่ผิง ปีนี้อายุ 31 ปี ภรรยาของเขาคือสะใภ้ใหญ่สกุลกง ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งคู่มีลูกสาวคนโตชื่อหลี่เวยเอ๋อร์ อายุ 10 ขวบ คนในครอบครัวเรียกเธอว่าต้ายา และมีลูกชายชื่อหลี่เจ๋อ อายุ 8 ขวบ มีชื่อเรียกในบ้านว่าต้าวา
ลูกชายคนรองชื่อหลี่เจี้ยนผิง ปีนี้อายุ 28 ปี ภรรยาคือสะใภ้รองสกุลจาง มาจากหมู่บ้านข้างเคียง ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกสาวคนโตชื่อหลี่ฮวาเอ๋อร์ อายุ 6 ขวบ คนในบ้านเรียกว่าเอ้อร์ยา ลูกชายคนโตชื่อหลี่เจีย อายุ 4 ขวบ เรียกว่าเอ้อร์วา ส่วนลูกชายคนที่ 2 ชื่อหลี่เชา เพิ่งมีอายุเพียง 1 ขวบ และมีชื่อเรียกในบ้านว่าซานวา
พ่อของหลี่หว่านเอ๋อร์เป็นลูกชายคนที่ 3 ชื่อหลี่เจี้ยนจวิน ปีนี้เพิ่งอายุครบ 24 ปี ส่วนแม่ของเธอคือจางลี่จวิน หญิงสาวจากในตำบลซึ่งมีอายุ 23 ปี ได้ยินว่าทั้งสองแต่งงานกันมา 2 ปีแล้ว และตอนนี้มีหลี่หว่านเอ๋อร์เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว
อาเล็กชื่อหลี่เจี้ยนเซ่อ อายุ 19 ปี แม้ยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็หมั้นหมายกับหญิงสาวคนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ได้ยินว่าฝ่ายหญิงเป็นคนจากตำบลข้างเคียง และทั้งคู่รู้จักกันตอนที่อาเล็กออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน
ชื่อของลูกชายคนที่ 3 และคนที่ 4 ของตระกูลหลี่เพิ่งถูกเปลี่ยนในภายหลัง ส่วนก่อนหน้านี้พวกเขาเคยชื่ออะไรนั้น หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่รู้
ตอนนี้สมาชิกทั้งหมดของตระกูลหลี่ยังคงอาศัยและทำมาหากินร่วมกันโดยไม่ได้แยกครอบครัว ทว่าได้ยินมาว่า หลังจากอาเล็กแต่งงานในปีหน้า ทุกบ้านก็คงแบ่งทรัพย์สินแล้วแยกย้ายกันไปตั้งครอบครัวของใครของมัน เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างทำเช่นนี้
ลองคิดดูก็สมเหตุสมผล เมื่อต้นไม้เติบใหญ่ กิ่งก้านย่อมแตกแขนงออกไป เช่นเดียวกับคนในครอบครัวที่เมื่อเติบโต มีคู่ครองและลูกของตนแล้ว สักวันก็ต้องแยกบ้าน นี่เป็นเรื่องธรรมดา
โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนต่างมีครอบครัวเล็กของตนเอง หากยังต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนานเข้า การกระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องเล็กน้อยย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก บางครั้งอาจเกิดความอิจฉา หรือเห็นว่าอีกฝ่ายได้รับสิ่งที่ดีกว่าแล้วรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
ที่ใดมีผู้คน ที่นั่นย่อมมีเรื่องวุ่นวายตามมา ยิ่งครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกรวมกันมากกว่า 10 ชีวิต ความเห็นไม่ตรงกันและปัญหาจุกจิกในแต่ละวันยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย
เวลานี้คือเดือน 7 ปี 1957 ส่วนที่ดินทั้งหมดถูกเปลี่ยนให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของสหกรณ์มาตั้งแต่ปี 1956 แล้ว
หลังจากจัดตั้งสหกรณ์ขั้นสูงสำเร็จในปี 1956 ที่ดินทั้งหมดก็กลายเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของสหกรณ์ การเพาะปลูก การบริหารงาน และการจัดสรรแรงงานถูกควบคุมร่วมกัน พร้อมนำระบบแต้มแรงงานมาใช้เป็นเกณฑ์คำนวณผลตอบแทน โดยทั่วไปแรงงานชายจะได้รับวันละ 8 ถึง 10 แต้ม ส่วนแรงงานหญิงได้รับวันละ 6 ถึง 8 แต้ม
กองการผลิตบางแห่งใช้วิธีแบ่งระดับแต้มแรงงานอย่างละเอียด แรงงานชายถูกแบ่งเป็นระดับ 10 แต้ม 9.5 แต้ม 9 แต้ม 8.5 แต้ม และ 8 แต้ม ส่วนแรงงานหญิงแบ่งเป็น 8 แต้ม 7.5 แต้ม 7 แต้ม 6.5 แต้ม และ 5.5 แต้ม เมื่อถึงปลายปี สหกรณ์จึงนำแต้มที่แต่ละคนสะสมไว้ตลอดทั้งปีมาคำนวณเพื่อแบ่งเงินสดให้แก่สมาชิก
สหกรณ์การเกษตรจะแบ่งสมาชิกออกเป็นหน่วยผลิตภาคสนามและหน่วยอาชีพเสริมตามความต้องการด้านการผลิต รวมถึงพิจารณาจากทักษะการทำงานของสมาชิกแต่ละคน จากนั้นจึงกำหนดสมาชิกประจำหน่วย พร้อมจัดสรรที่ดิน สัตว์สำหรับใช้ไถนา เครื่องมือการเกษตรขนาดใหญ่ หรือเครื่องมือสำหรับงานอาชีพเสริมให้แต่ละหน่วย โดยมีหัวหน้าหน่วยเป็นผู้รับผิดชอบดูแล
หน่วยผลิตภาคสนามบางแห่งยังแบ่งสมาชิกออกเป็นกลุ่มปฏิบัติงานประจำ หรือจัดตั้งกลุ่มชั่วคราวตามลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนสหกรณ์การเกษตรจะควบคุมหน่วยผลิตด้วยหลักประกัน 3 ด้านและรางวัล 1 ด้าน ได้แก่ กำหนดปริมาณแรงงาน กำหนดผลผลิต กำหนดค่าใช้จ่าย มอบรางวัลเมื่อได้ผลผลิตเกินเป้าหมาย และหักแต้มแรงงานเมื่อผลผลิตต่ำกว่าที่กำหนด
โดยทั่วไปจะมีการจัดสรรงานเกษตรทุก 5 ถึง 7 วัน เมื่อสมาชิกทำงานเสร็จแล้ว ผู้รับผิดชอบจะเข้ามาตรวจรับ หากผลงานผ่านเกณฑ์ก็จะคำนวณแต้มตามปริมาณงานที่กำหนดไว้ แต่ถ้าผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ คนทำงานต้องกลับไปแก้ไขใหม่ หรือถูกลงโทษด้วยการหักแต้มแรงงาน
เมื่อถึงเดือน 9 ปี 1958 ก็จะมีการจัดตั้งคอมมูนประชาชนขึ้น ระบบดังกล่าวยึดหลักขนาดใหญ่และกรรมสิทธิ์ส่วนรวมในระดับสูง ทั้งยังรวมงานด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การทหาร การศึกษา และการค้าไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ดำเนินงานด้านการเพาะปลูก ป่าไม้ ปศุสัตว์ อาชีพเสริม และประมงควบคู่กันไป จึงถือเป็นองค์กรปกครองระดับรากฐานของชนบทที่รวมการบริหารบ้านเมืองเข้ากับการบริหารสหกรณ์
แรงงานของสมาชิกในคอมมูนจะถูกควบคุมด้วยรูปแบบเดียวกับกองทัพ กำลังคนทั้งหมดถูกจัดแบ่งเป็นหมู่ หมวด กองร้อย กองพัน และกรม นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมคนจำนวนมากไปทำงานร่วมกันข้ามกองการผลิต ข้ามคอมมูน หรือกระทั่งข้ามเขต เรียกได้ว่าเป็นการระดมกองกำลังขนาดใหญ่เข้าสู่สนามแรงงาน
เมื่อถึงตอนนั้น ทุกคนก็จะก้าวเข้าสู่ยุคที่กินอาหารจากหม้อส่วนรวมอย่างเต็มรูปแบบ
แต่หลี่หว่านเอ๋อร์รู้ว่า อีกเพียง 2 ปี วิกฤตครั้งใหญ่ซึ่งกินเวลานานถึง 3 ปีก็จะมาถึง ขณะที่ตัวเธอในตอนนี้ยังเป็นเพียงทารกที่ต้องดื่มนมและไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้
เรื่องหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกโชคดีคือ มิติส่วนตัวติดตามเธอมายังชีวิตนี้ด้วย และนี่คือเรื่องที่ทำให้เธอดีใจเป็นอันดับ 2
หากถามว่าเรื่องที่ทำให้เธอดีใจที่สุดคืออะไร คำตอบย่อมต้องเป็นอายุในชีวิตนี้และครอบครัวใหม่ของเธออยู่แล้ว การได้เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งตั้งแต่วัยทารก เท่ากับว่าเธอมีโอกาสใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกถึง 37 ปี ยิ่งไปกว่านั้น รอบกายของเธอในตอนนี้ยังเต็มไปด้วยสมาชิกในครอบครัวมากมายที่รักและเอ็นดูเธอจากใจจริง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลี่หว่านเอ๋อร์รู้ว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จะดำเนินไปในทิศทางใด เมื่อรวมความรู้เหล่านั้นเข้ากับมิติส่วนตัวซึ่งเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตามเธอมา การช่วยให้คนในครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากตลอด 3 ปีนั้นย่อมไม่ใช่ปัญหา
หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรครั้งใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงร่างทารกในตอนนี้ ต่อให้เธอยังมีร่างกายของผู้ใหญ่เหมือนในชีวิตก่อน เธอก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีความสามารถมากพอเปลี่ยนทิศทางของเหตุการณ์เหล่านั้นได้
เธอไม่ได้มีความมุ่งหมายใหญ่โต และไม่คิดไขว่คว้าอำนาจหรือชื่อเสียง สิ่งเดียวที่หลี่หว่านเอ๋อร์ต้องการคืออยู่เคียงข้างคนในครอบครัวของชีวิตนี้ คอยดูแลพวกเขา และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปด้วยกัน
ช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มากพอให้เธอสัมผัสได้ถึงความรักที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวมอบให้ ความอบอุ่นเช่นนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับในชีวิตก่อน เพราะอย่างนั้น หลี่หว่านเอ๋อร์จึงอยากรักษาโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ซึ่งได้มาอย่างยากลำบากครั้งนี้ไว้ให้ดีที่สุด
ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตความสามารถของเธอ หลี่หว่านเอ๋อร์จะปกป้องครอบครัวของตนในชีวิตนี้ และพาทุกคนก้าวผ่านวันข้างหน้าไปด้วยกัน
[จบบท]