บทที่ 26: ความจริงใจคืออาวุธไม้ตาย
ซูเสี่ยวมู่เดินตามหากู้จิ่งเฉิงไปรอบบริเวณบ้าน ในที่สุดเธอจึงพบเขาอยู่ตรงแปลงผักบริเวณลานหลังบ้าน
เวลาผ่านไปเพียงแค่ช่วงรับประทานอาหารมื้อหนึ่งเท่านั้น ชายหนุ่มกลับเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นอีกชุดเรียบร้อยแล้ว เขากำลังก้มหน้าก้มตาจัดการดูแลพืชพรรณในแปลงเกษตรด้วยท่าทางคล่องแคล่วชำนาญ
ถึงแม้ว่าบุคลิกภาพของเขาในตอนนี้จะยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชนอยู่บ้าง หากแต่ถ้าเขาออกไปพบปะผู้คนด้วยสภาพเช่นนี้ เกรงว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่ยอมเชื่อแน่ๆ ว่าเขาคือบัณฑิตที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษา
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่คอยแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อคนในครอบครัวไปวันๆ อย่างน้อยที่สุดหลังจากที่เขากลับมาถึงบ้าน เขาก็ยังเต็มใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระงานเกษตรของทุกคนในบ้าน
เมื่อมองเห็นภาพตรงหน้า น้ำเสียงของซูเสี่ยวมู่จึงอ่อนลงเล็กน้อย “ฉันคิดว่าเราสองคนต้องคุยกันให้รู้เรื่องสักหน่อยแล้วล่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณยังคงมีท่าทีแบบนี้กับฉันตลอดไป แม่จะทำตัวลำบากใจเอานะคะ”
มือที่กำลังจับจอบของกู้จิ่งเฉิงชะงักไปเล็กน้อย ชายหนุ่มปรายตามองเธอ “คุยเรื่องอะไร”
“ถ้าจะคุยกันเราก็ต้องไปหาที่ทางเหมาะๆ กันก่อนค่ะ ทางที่ดีที่สุดคือต้องเป็นที่ที่คนพลุกพล่านน้อยหน่อย”
“นี่เธอคิดจะหาเรื่องอะไรอีก” กู้จิ่งเฉิงขมวดคิ้วด้วยความไม่เต็มใจ
“ฮะ ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าจะหาเรื่องอะไรคุณ แต่คุณคงไม่ได้กำลังกลัวอยู่หรอกใช่ไหมคะ กลัวว่าฉันจะหลอกพาคุณขึ้นไปบนภูเขา จากนั้นก็จัดการซ้อมคุณอย่างหนัก เพื่อให้คุณได้รู้สำนึกเสียบ้างว่าการเที่ยวไปคาดเดาความคิดของคนอื่นส่งเดชมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”
กู้จิ่งเฉิงแค่นหัวเราะเบาๆ “เธอไม่มีความกล้าพอหรอก”
ซูเสี่ยวมู่พากู้จิ่งเฉิงเดินมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลัง ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เธอออกไปขุดผักป่าจนสามารถจดจำเส้นทางได้จนขึ้นใจแล้ว เธอรู้ดีว่าบริเวณไหนเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไปมา เธอจึงเดินนำกู้จิ่งเฉิงไปจนถึงบริเวณกึ่งกลางของภูเขาจึงค่อยหยุดฝีเท้าลง
“เอาล่ะค่ะ เราคุยกันตรงนี้แหละ” การปีนเขาทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง หญิงสาวจึงยกมือขึ้นมาเท้าเอวพร้อมกับหอบหายใจอยู่หลายครั้ง
“สรุปแล้วทำไมคุณถึงได้มีอคติกับฉันมากมายขนาดนั้นกันคะ เป็นเพราะว่าฉันบังเอิญไปเจอคุณตอนที่กำลังทำมาค้าขายอยู่บนถนนเท่านั้นเองเหรอคะ แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ตาม การที่ฉันต้องออกไปตรากตรำทำงานข้างนอกก็เป็นไปเพื่อเก็บหอมรอมริบเงินเอาไว้ให้คุณได้ใช้ศึกษาเล่าเรียนนะคะ”
ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วเธอจะแอบหักเปอร์เซ็นต์เก็บเอาไว้ใช้เองส่วนหนึ่งก็ตาม แต่อย่างน้อยไอเดียในการหาเงินทั้งหมดมันก็มาจากความคิดของเธอ การที่เธอจะขอหักค่าเหนื่อยเก็บเอาไว้สักเล็กน้อยมันก็คงจะไม่มากเกินไปใช่ไหมล่ะ
“เรื่องที่เธอออกไปขายของฉันจะยังไม่ขอพูดถึงก็แล้วกัน แต่การที่เธอทำตัวอยู่ข้างนอกกับตอนที่อยู่บ้านแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน แถมเธอยังดูกระตือรือร้นกับเรื่องการหาเงินมากขนาดนี้ สรุปแล้วมันเป็นเพราะอยากให้ฉันได้เรียนหนังสือดีๆ หรือว่าเป็นเพราะเธออยากจะเก็บสะสมเงินเอาไว้ให้ตัวเองกันแน่”
กู้จิ่งเฉิงรู้ดีว่าโจวหลินต้องใช้เงินไปมากเท่าไหร่ในการซื้อแป้งทอดจากซูเสี่ยวมู่ การกลับมาบ้านในครั้งนี้เขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก เขาไม่ใช่ท่อนไม้ที่ไร้ความรู้สึก และเขาก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว
วิถีชีวิตของทุกคนในครอบครัวดีขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนก็มีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ภายในใจของเขารู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากอะไร แต่ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้นี่แหละ สายตาที่เขามองไปยังซูเสี่ยวมู่จึงยิ่งทวีความสับสนวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
“การที่เธอยังคงยอมอยู่บ้านนี้ต่อไป เป็นเพราะเธอมีความรู้สึกรักใคร่ในตัวฉันใช่ไหม”
“แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นแบบนั้นค่ะ”
“ฉันเป็นคนที่แม่ใช้เงินซื้อตัวมา ถ้าจะให้พูดแบบฟังดูดีหน่อย ฉันก็คือสะใภ้เลี้ยงต้อยของคุณ เป็นลูกสะใภ้คนที่สามของครอบครัวกู้ แต่ถ้าจะให้พูดแบบระคายหูสักนิด พ่อของฉันได้ขายฉันให้กับคนอื่นด้วยเงินเพียงแค่ 2 ตำลึงเงินไปตั้งนานแล้วล่ะค่ะ”
ดวงตาของเธอกะพริบปริบๆ “ฉันก็แค่หวังว่าตัวเองจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น คุณไม่ชอบฉัน ฉันไม่ชอบคุณ เรื่องพวกนี้มันไม่สำคัญเลยสักนิด หรือต่อให้คุณจะเกลียดฉันมันก็ไม่ใช่ปัญหาเลย สิ่งที่ฉันต้องการ มีเพียงแค่การได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องถูกคนอื่นจับไปขายต่อก็เท่านั้นเองค่ะ”
อย่างไรเสียเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ความคิดจากใจจริงของเธออยู่แล้ว การพ่นคำโกหกคำโตออกมาจึงเป็นสิ่งที่ซูเสี่ยวมู่สามารถทำได้โดยที่ตาไม่กะพริบเลยแม้แต่น้อย “พ่อกับแม่เป็นห่วงคุณมาก พวกพี่ชายกับพี่สะใภ้เองก็คาดหวังอยากให้คุณตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ก้าวหน้าในเร็ววัน เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่เห็นจะต้องมาถือสาหาความกับฉันเลยนี่คะ แทนที่จะปล่อยให้ทุกคนต้องมาคอยเป็นกังวล สู้พวกเราหันมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติไม่ดีกว่าเหรอคะ”
การใช้ความจริงใจเอาชนะความคลางแคลงใจ ความจริงใจก็คือไม้ตายที่ได้ผลอยู่เสมอ หากไม่ใช่เพราะบริบทของยุคสมัยและสถานะของตัวละครมันไม่อำนวย ซูเสี่ยวมู่ก็แทบจะอยากร่างกฎการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการออกมาให้เขาได้อ่านเสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่ได้รับฟังคำพูดของซูเสี่ยวมู่จบ กู้จิ่งเฉิงก็เงียบเสียงไปชั่วครู่ สิ่งที่เขาเคยคิดว่าเธอกำลังแอบซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้ แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่วิธีการเอาตัวรอดของเธอเท่านั้นเองอย่างนั้นหรือ
เวลาผ่านไปสักพักเขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาอีกครั้ง “หลังจากนี้เวลาที่อยู่ต่อหน้าพ่อกับแม่ ฉันจะพยายามพูดจากับเธอให้ดีก็แล้วกัน”
“ในเมื่อระหว่างเธอและฉันต่างก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกัน การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันก็ย่อมง่ายดายมากขึ้น หลังจากนี้เธอก็ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ของครอบครัวกู้ของเธอต่อไปให้ดีก็พอ รอจนถึงวันข้างหน้าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะไปบอกแม่เองว่าเรื่องราวระหว่างเรามันเป็นแค่เรื่องหลอกลวง เพื่อให้แม่ยอมคืนอิสระให้กับเธอ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอขอบคุณมากเลยนะคะ” หลังจากที่ซูเสี่ยวมู่ได้รับคำตอบที่ตัวเองต้องการแล้ว ภายในใจของเธอจึงรู้สึกผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นว่าบนพุ่มไม้ทางด้านซ้ายมือมีผลไม้ป่าขึ้นอยู่ หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปเด็ดมันลงมา จากนั้นเธอก็พูดคล้อยตามบรรยากาศ “อันที่จริงเมื่อกี้ที่คุณถามฉันว่ามีความรู้สึกรักใคร่ในตัวคุณบ้างไหม ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าความรักใคร่มันคืออะไรกันแน่”
“ในฐานะที่เป็นภรรยาของคุณ เรื่องอื่นฉันไม่รู้หรอกนะคะ ฉันรู้แค่เพียงว่าถ้าคุณไม่ชอบฉันและทำไม่ดีกับฉัน ชีวิตของฉันก็คงจะเหมือนกับจอกแหนที่ล่องลอยไปตามน้ำโดยไม่มีที่พึ่งพิง ในบ้านหลังนี้คงจะไม่มีใครยอมให้ความสนใจฉันอีกต่อไป พูดไปคุณก็อาจจะรู้สึกว่าฉันเป็นคนที่น่าขันมาก แต่ไม่มากก็น้อย ลึกๆ แล้วฉันเองก็มีความหวังว่าตัวเองจะได้รับการยอมรับจากคุณอยู่เหมือนกันค่ะ”
ชอบกู้จิ่งเฉิงอย่างนั้นเหรอ ทำไมเธอจะต้องไปชอบเขาด้วย ดอกบัวที่ไร้ใบบัวคอยรองรับ มันจำเป็นจะต้องล่องลอยเค้งคว้างไร้ที่พึ่งพิงเหมือนกับจอกแหนเสมอไปอย่างนั้นหรือ เธอไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด ไม่เคยคิดเลยว่าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วจำเป็นจะต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป
แทนที่จะมัวมานั่งพูดเรื่องความรักความใคร่ สู้เอาเวลาไปตั้งใจหาเงินเสียยังจะดีกว่า ขอเพียงแค่เธอมีเงินตราอยู่ในมือ ในวันข้างหน้ามีอะไรบ้างที่เธอจะหามาครอบครองไม่ได้ การยอมอุทิศทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อมอบให้คนอื่นหรือเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางให้คนอื่นต่างหากล่ะ ถึงจะนับว่าเป็นเรื่องที่น่าขันที่สุดในโลกใบนี้ ต่อให้ในตอนนี้ตัวเธอจะเป็นเพียงแค่แม่ค้าที่ยังไม่มีเงินทุนอะไรมากมาย แต่ซูเสี่ยวมู่ก็ไม่มีทางยอมเอาตัวเองไปทำธุรกิจที่รู้ดีว่ามีแต่จะขาดทุนอย่างเด็ดขาด
“สิ่งที่เธอพูดมามันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน”
“การเกิดเป็นผู้หญิงในโลกใบนี้ มันมีเรื่องที่ยากลำบากกว่าผู้ชายหลายอย่างจริงๆ นั่นแหละ ทุกคนต่างก็มีความยากลำบากในแบบของตัวเอง ก็เหมือนกับตัวเธอที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของฉันเพียงลำพัง มันก็ย่อมไม่มีทางสะดวกสบายใจเท่ากับการได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตัวเองอยู่แล้ว”
กู้จิ่งเฉิงจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเธอ บนใบหน้าที่ขาวเนียนและกลมกลึงนั้นมีดวงตาคู่โตที่เปล่งประกายสดใสประดับอยู่ ในเวลานี้ริมฝีปากของเธอเปิดอ้าออกเล็กน้อย ความน่ารักสดใสที่เปล่งประกายออกมาแอบแฝงไปด้วยความใสซื่ออยู่เล็กน้อย
“ฉันช่วยเธอเด็ดผลไม้ก็แล้วกันนะ” กู้จิ่งเฉิงปลดตะกร้าที่ตัวเองสะพายเอาไว้อยู่ลงมาวางบนพื้น จากนั้นเขาก็ยื่นมือไปรับผลไม้ที่ซูเสี่ยวมู่เพิ่งจะเด็ดลงมาจากมือของเธอ
“ถ้าอย่างนั้นก็ ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวเดินตามหลังเขาไปเด็ดผลไม้อย่างเหม่อลอย สายตาของเธอจับจ้องไปยังแผ่นหลังอันเหยียดตรงของกู้จิ่งเฉิง ก่อนที่เธอจะตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
ที่แท้คนในยุคโบราณ ผู้ชายในยุคโบราณ ก็รับรู้เหมือนกันว่าหากนำมาเปรียบเทียบกับพวกผู้ชายแล้ว การเอาชีวิตรอดของผู้หญิงมันถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขนาดไหน ในตอนนี้จู่ๆ เธอก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ว่าทำไมคุณชายจากตระกูลร่ำรวยอย่างโจวหลินถึงได้ยอมลดตัวลงมาเป็นเพื่อนกับกู้จิ่งเฉิง และทำไมเด็กหนุ่มที่มีฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้นอย่างเขา ถึงสามารถก้าวเดินจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เพื่อเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในตัวเมืองได้ทีละก้าว
แน่นอนว่าพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขาคงเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้ แต่ถ้าหากเขาไม่ใช่คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงาม ช่างมันเถอะ ดึงสติกลับมาได้แล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนเลว แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยเล่า ขอเพียงแค่เธอใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว
หลังจากที่ทั้งสองคนช่วยกันเก็บผลไม้จนเต็มตะกร้าที่กู้จิ่งเฉิงเป็นคนสะพายแล้ว พวกเขาทั้งคู่ก็เดินลงจากภูเขาไปด้วยกัน
หลี่ซื่อมารอยืนดักรอพวกเขาทั้งสองคนอยู่ที่ตีนเขาตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเธอก็มองไม่เห็นเงาของซูเสี่ยวมู่แล้ว เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะไปตามหากู้จิ่งเฉิงเพื่อพูดคุยปรับความเข้าใจกับเขาเสียหน่อย อย่างไรเสียลูกสะใภ้ที่ทั้งรู้ความและหาตัวจับยากแบบนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหาเจอกันได้ง่ายๆ ในเมื่อครอบครัวยอมจ่ายเงินซื้อตัวเธอมาแล้วก็ไม่ควรจะไปปฏิบัติกับเธออย่างไม่เป็นธรรม
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าสุดท้ายแล้วเธอกลับหาตัวพวกเขาทั้งสองคนไม่เจอ จนกระทั่งเธอไปเอ่ยปากถามกู้รั่วหนาน เธอจึงได้รู้ความจริงว่าหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาทั้งสองคนก็พากันเดินตามหลังกันขึ้นเขาไปเรียบร้อยแล้ว
[จบบท]