บทที่ 12: แผนการดูตัวที่พังไม่เป็นท่า
“จะแนะนำให้ฉันหรือ”
คำว่า ‘แนะนำ’ ในที่นี้ หากเป็นบริบทของคนทำงานในเมืองหลวงคงหมายถึงการฝากฝังงานหรือแนะนำเพื่อนร่วมงาน แต่สำหรับที่นี่... ในชนบทที่วิถีชีวิตเรียบง่ายแต่เป้าหมายชัดเจน มันมีความหมายเดียวเท่านั้นคือ ‘การจับคู่’ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าการเป็นพ่อสื่อแม่ชักนั่นเอง
“ใช่ เธออยากได้ผู้ชายแบบไหนล่ะ”
ติงจ้ายชุน ลูกพี่ลูกน้องของฉันเอ่ยถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น ทั้งที่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแท้ๆ แต่เขาก็ยังหน้าหนาพอที่จะถามออกมาด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพหัวใจของน้องสาวคนนี้
ในหัวของติงจ้ายชุนกำลังประมวลผลข้อมูลประชากรชายวัยเจริญพันธุ์ในหมู่บ้านตระกูลติงอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรคัดแยกเมล็ดข้าว แต่ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าไม่มีชายหนุ่มหน้าไหนในหมู่บ้านนี้ที่คู่ควรกับลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเขาเลยสักคนเดียว
ลองคิดดูสิ น้องสาวของเขาทั้งสวย นิสัยดี แถมยังเก่งรอบด้านขนาดนี้ ขืนต้องมาตกระกำลำบากแต่งงานกับผู้ชายในหมู่บ้านนี้จริงๆ มันก็เหมือนดอกฟ้าโน้มลงมาหาหมาวัดชัดๆ เป็นการแต่งงานที่ขาดทุนย่อยยับ
ฉันมองท่าทางจริงจังจนคิ้วขมวดของพี่ชายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมาเบาๆ
“ความจริงฉันก็ไม่ได้ตั้งสเปกว่าจะต้องเป็นแบบไหนหรอกนะพี่จ้ายชุน ที่สำคัญที่สุดคือเคมีของคนสองคนต้องเข้ากันได้ ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือเข้ากันไม่ได้ ต่อให้ทางบ้านฝ่ายชายจะร่ำรวยล้นฟ้าแค่ไหน ชีวิตหลังแต่งงานก็คงมีแต่ความวุ่นวาย เหมือนไก่บินหมาเห่าหาความสงบไม่ได้”
คำตอบของฉันทำให้ติงจ้ายชุนชะงักไปเล็กน้อย เขาคงคิดไม่ถึงว่าฉันจะตอบกลับมาด้วยเหตุผลที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้าๆ
“เธอนี่... คิดได้ทะลุปรุโปร่งกว่าที่พี่คิดไว้เยอะเลย”
ฉันยิ้มรับคำชม ก่อนจะทอดสายตามองญาติผู้พี่ที่กำลังกวัดแกว่งคราดสามซี่อย่างขยันขันแข็งด้วยความรู้สึกเห็นใจลึกๆ ติงจ้ายชุนเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง นิสัยใจคอหนักเอาเบาสู้ เสียอย่างเดียวคือโชคร้ายเรื่องพี่สะใภ้
ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องคนโต หรือพี่สะใภ้ใหญ่ของเขานั้นเรียกได้ว่าเป็นตัวหายนะประจำบ้าน หล่อนชอบสร้างเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ทำเอาครอบครัวของน้าหญิงรองปั่นป่วนจนแทบไม่ได้หยุดพักหายใจ ส่วนพี่ชายคนโตน่ะหรือ... เฮ้อ ก็แค่เสือกระดาษ เป็นพวกกลัวเมียขึ้นสมอง ยอมให้เมียจูงจมูกสร้างความเดือดร้อน จนสุดท้ายพี่น้องท้องเดียวกันต้องมามองหน้ากันไม่ติด กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตไปเสียอย่างนั้น
“แล้วพี่จ้ายชุนล่ะ น้าหญิงรองได้วานให้ใครช่วยแนะนำสาวๆ ให้บ้างไหม” ฉันแกล้งถามกลับบ้าง
ติงจ้ายชุนชะงักมือที่กำลังทำงาน สีหน้าดูมุ่งมั่นขึ้นมาทันที “พี่ไม่รีบหรอก รอให้ถึงช่วงครึ่งปีหลังก่อน พี่ตั้งใจว่าจะไปสมัครทหาร ตอนนี้ขืนมีแฟนไปก็รังแต่จะไปถ่วงความเจริญของลูกสาวชาวบ้านเขาเปล่าๆ ในเมื่อตอนนี้พี่ยังสร้างความมั่นคงให้ใครไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งไปดึงใครมาลำบากด้วยจะดีกว่า”
ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกทั้งในชีวิตก่อนและชีวิตนี้ที่ได้ยินติงจ้ายชุนพูดถึงเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนแบบนี้ ความทรงจำในชาติที่แล้วของฉันคือ พี่ชายคนนี้ใช้ชีวิตทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านตลอด ไม่ได้ไปเป็นทหารอย่างที่หวัง หรือว่าเป็นเพราะเขา... ไม่ผ่านการคัดเลือก?
“ถ้า... ถ้าพี่มีแผนจะไปเป็นทหารจริงๆ พี่ก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ นะ เช่น เริ่มออกกำลังกายฟิตหุ่น ในค่ายทหารเขาต้องการคนที่มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่ง ถึงจะปฏิบัติภารกิจได้ดีและก้าวหน้าได้ไว”
คำแนะนำของฉันเหมือนไปจุดประกายไฟในดวงตาของติงจ้ายชุน จากที่เคยใช้ชีวิตไปวันๆ รู้แค่ว่า ‘อยาก’ แต่ไม่รู้ว่า ‘ต้องทำอย่างไร’ ตอนนี้เหมือนเขาเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
“ขอบใจมากนะหลินซู! พอเธอพูดแบบนี้ พี่รู้เลยว่าต้องทำยังไงต่อ สองสามเดือนต่อจากนี้พี่จะฟิตร่างกายให้ปั๋งเลยคอยดู!”
ฉันมองท่าทางกระตือรือร้นของเขาแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ หวังลึกๆ ว่าเขาจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองได้ “งั้นฉันขออวยพรล่วงหน้าเลยนะ ขอให้พี่จ้ายชุนได้เป็นทหารสมใจ ได้เป็นนักรบที่เก่งกาจนะจ๊ะ”
“ขอบใจมาก! พี่จะทำให้ได้!”
ดูเหมือนคำพูดเพียงไม่กี่คำของฉันจะกลายเป็นยาชูกำลังชั้นดี ติงจ้ายชุนดูมีเรี่ยวแรงมหาศาลขึ้นมาทันตาเห็น เขาเหวี่ยงคราดขุดดินอย่างบ้าคลั่งราวกับคนบ้าพลัง แค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้มันฝรั่งมาครึ่งตะกร้า
มันฝรั่งลูกเล็กๆ ที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากดินสดๆ แบบนี้ ถ้าเอาไปทอดให้เหลืองกรอบแล้วคลุกเคล้ากับผงบาร์บีคิวหรือพริกไทยเกลือ รับรองว่าเป็นของว่างที่อร่อยเหาะอย่าบอกใคร
ขณะที่พวกเรากำลังทำงานเพลินๆ สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นเงาคนสองคนเดินมาจากทางอ่างเก็บน้ำ แต่พอเดินมาได้สักพัก สองคนนั้นก็ชะงักฝีเท้าแล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินอ้อมไปอีกทาง เหมือนจงใจจะหลบหน้าพวกเรา
“พี่จ้ายชุน สองคนนั้นคนในหมู่บ้านพี่หรือเปล่า ทำไมเขาต้องเดินหลบพวกเราด้วยล่ะ”
ติงจ้ายชุนเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วของฉัน เขาหรี่ตาเพ่งมองฝ่าแสงแดดไปที่ร่างสองร่างนั้น ก่อนจะแค่นหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอ
“พวกหัวขโมยน่ะสิ สงสัยจะแอบไปตกปลาในอ่างเก็บน้ำ แล้วกลัวว่าพวกเราจะเห็นแล้วเอาไปฟ้องหัวหน้าหน่วยการผลิต ก็เลยต้องเดินหลบๆ ซ่อนๆ แบบนั้นแหละ”
ฉันพยักหน้าเข้าใจ พลางพิจารณาสองคนนั้นอีกครั้ง มั่นใจว่าไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก ก็เลยเลิกสนใจ
ติงจ้ายชุนหันมายิ้มกว้างให้ฉัน “ไปกันเถอะหลินซู ตะวันยังไม่ตกดิน เดี๋ยวพี่จะพาไปเดินเล่นที่นาหล่มตรงท้ายอ่างเก็บน้ำ”
“หา?” ฉันร้องเสียงหลง ปรับอารมณ์ตามเขาไม่ทัน “จะไปทำไมอีก จะไปขุดรากบัวเหรอพี่”
ภาพในหัวของฉันคือนาหล่มกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่เต็มไปด้วยก้านบัวแห้งๆ และโคลนตมหนาเตอะ
ติงจ้ายชุนหัวเราะร่า “โธ่เอ๊ย นาหล่มมันไม่ได้มีแค่รากบัวสักหน่อย มันยังมีของดีอย่างอื่นอีกเยอะ ตามพี่มาเถอะ เดี๋ยวจะพาไปเปิดหูเปิดตา!”
ระหว่างทางเดินเล็กๆ ที่มุ่งหน้าสู่นาหล่ม สองข้างทางเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ถ้าไม่ใช่เพราะมีติงจ้ายชุนเดินประกบอยู่ ฉันคงแอบนั่งยองๆ ถอนสมุนไพรพวกนี้ขายเข้า ‘ระบบ’ แลกเงินไปแล้ว เสียดายชะมัด!
“น้องพี่ ดูนี่สิ ตรงนี้มีต้นหมากหลอดด้วย!” ติงจ้ายชุนหักกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่มีผลไม้สีแดงและเขียวห้อยต่องแต่งยื่นมาให้ฉัน
ฉันรับกิ่งไม้นั้นมาพิจารณา ผลหมากหลอดสีแดงสดสลับกับสีเขียวที่ยังไม่สุกดี แค่เห็นต่อมน้ำลายในปากของฉันก็ทำงานหนักทันที รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดของมันมีอานุภาพทำลายล้างพอๆ กับบ๊วยเขียวเลยทีเดียว
ติงจ้ายชุนเด็ดลูกสีแดงโยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะทำหน้าบี้ยวจนคิ้วขมวดเป็นปม
“ซี้ด... เปรี้ยวชิบเป๋ง! สีแดงยังพอทน แต่ไอ้ลูกสีเขียวนี่ยังไม่สุก เปรี้ยวจนเข็ดฟันเลยว่ะ”
สำหรับผู้หญิงอย่างฉัน รสชาติเปรี้ยวอมหวานของลูกสีแดงถือว่าอร่อยใช้ได้ แต่ลูกสีเขียวนี่ขอบายเหมือนกัน
ทันใดนั้น เสียงสวรรค์จากระบบก็ดังขึ้นในหัว
[โฮสต์ครับ ตรวจพบ ‘หมากหลอด’ ผลไม้ป่าสรรพคุณล้ำเลิศ แก้ไอ หอบหืด ท้องร่วง แถมช่วยขับเลือดลดบวม ราคาดีรับซื้อที่ห้าหยวนต่อชั่ง หากขายทั้งต้นรับซื้อต้นละสองหยวนครับ]
ฉันตาโตเท่าไข่ห่าน หันขวับไปมองติงจ้ายชุนที่กำลังหักกิ่งไม้กิ่งที่สองส่งมาให้ด้วยความรู้สึกปวดใจจี๊ดๆ
“พี่จ้ายชุน! พอแล้วๆ ไม่ต้องหักแล้ว มันเปรี้ยวจะตาย กินเยอะเดี๋ยวฟันกร่อนหมด!”
โธ่เอ๊ย... กิ่งนั้นกิ่งเดียวก็เกือบสองหยวนแล้วนะพี่ชาย! พี่ไม่ได้กำลังเด็ดผลไม้กินเล่น แต่พี่กำลังฉีกแบงก์ทิ้งชัดๆ!
เมื่อมาถึงบริเวณนาหล่ม สภาพตรงหน้าคือบึงกว้างที่มีซากรอกบัวแห้งเหี่ยวจากฤดูหนาวหลงเหลืออยู่ คงต้องรออีกสักพักกว่าจะเห็นยอดอ่อนของใบบัวแทงทะลุผิวน้ำขึ้นมา
พอถึงขอบบึง ติงจ้ายชุนก็จัดการถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้น เตรียมตัวจะลุยโคลนทันที
ฉันรีบร้องห้าม “เดี๋ยวๆ พี่จ้ายชุน ฉันไม่ได้อยากกินรากบัวนะ นี่ตะวันจะตกดินแล้ว น้ำในโคลนมันเย็นเฉียบเลยนะพี่ ลงไปเดี๋ยวก็ป่วยหรอก”
ติงจ้ายชุนหัวเราะลั่น “โธ่ หลินซู! เรามันลูกชาวนา โตมากับท้องไร่ท้องนา จะมากลัวน้ำเย็นอะไรกัน!”
เจอประโยคนี้เข้าไป ฉันถึงกับเถียงไม่ออก จริงของเขา ช่วงฤดูใบไม้ผลิเวลาต้องดำนา น้ำก็เย็นเฉียบแบบนี้แหละ ชาวนาอย่างเราเลือกงานได้ที่ไหน
ติงจ้ายชุนก้าวลงไปในโคลนอย่างคล่องแคล่ว คลำๆ อยู่ในน้ำไม่กี่ทีก็คว้าหอยขมตัวอ้วนๆ โยนขึ้นมาบนฝั่งได้หลายตัว
“น้องหลินซู ขอยืมหมวกฟางหน่อยสิ!”
“...” ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะโยนหมวกฟางบนหัวส่งให้เขา
หมวกฟางของคนบ้านนอกคือนวัตกรรมสารพัดประโยชน์ แดดออกก็บังแดด ฝนตกก็บังฝน ไปเก็บผักก็ใช้ใส่ผัก ไปเก็บพริกก็ใส่พริก มาวันนี้... กลายเป็นตะกร้าใส่หอยขมไปเสียแล้ว หวังว่ากลับไปถึงบ้าน น้าหญิงรองจะไม่คว้าไม้เรียวไล่ตีนายนะพี่ชายโทษฐานทำหมวกเลอะโคลน
ระหว่างที่พี่ชายตัวดีกำลังสนุกกับการงมหอย ฉันก็สังเกตเห็นว่าริมฝั่งมี ‘หญ้าเอ็นยืด’ ขึ้นอยู่เต็มไปหมด สวรรค์ทรงโปรด! ฉันรีบนั่งลงใช้มือถอนอย่างไว ต้นไหนรากแน่นก็ใช้เคียวงัด
อาศัยจังหวะที่มีกอหญ้าคาบังสายตา ฉันกวาดหญ้าเอ็นยืดพวกนี้โยนเข้าใส่ระบบรัวๆ ถึงราคาจะแค่ต้นละหนึ่งเฟิน แต่ปริมาณเยอะขนาดนี้ก็เหมือนเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านนั่นแหละ
แป๊บเดียวฉันก็ถอนไปได้ตั้งห้าสิบต้น ได้เงินมาเหนาะๆ ห้าเจี่ยว หรือห้าสิบสตางค์
ฉันลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย มองไปที่ติงจ้ายชุนที่ยังคงงมหาหอยอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วก็กลับลงมานั่งถอนหญ้าต่อ
“เวรเอ๊ย!”
“เกิดอะไรขึ้นพี่!” ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นยืนตะโกนถามด้วยความตกใจ
“แม่งเอ๊ย! หลินซู เมื่อกี้มีปลาตัวเบ้อเริ่มว่ายเฉี่ยวขาพี่ไป! มันไวเป็นบ้าเลย จับไม่ทัน!”
ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าเจอปลิงควายหรืองูซะอีก ตอนนี้ฉันเก็บหญ้าเอ็นยืดได้เยอะพอสมควรแล้ว ขายให้ระบบได้ตั้งสองหยวน คุ้มค่าเหนื่อยแล้วล่ะ
“พี่จ้ายชุน! ตะวันตกดินแล้ว ขึ้นมาเถอะพี่ เราต้องกลับกันแล้วนะ!”
ติงจ้ายชุนประคองหมวกฟางที่ตอนนี้เต็มไปด้วยหอยขมจนล้น เดินลุยน้ำกลับขึ้นมาบนฝั่งอย่างเสียดาย
“คราวหน้าพี่จะเอาสวิงมาช้อนให้ได้เลยคอยดู ต้องเอาปลาตัวใหญ่กลับไปย่างกินให้ได้!” เขาบ่นพึมพำอย่างเจ็บใจ
กว่าเราจะกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดสนิท
และก็ตามคาด... ทันทีที่น้าหญิงรองเห็นสภาพหมวกฟางที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม สายตาพิฆาตก็ถูกส่งตรงไปยังลูกชายตัวดีทันที ถ้าไม่เกรงใจว่ามีแขกเหรื่อเต็มบ้าน ฉันพนันได้เลยว่าติงจ้ายชุนคงโดนคานหาบฟาดก้นลายไปแล้ว
ฉันแอบขำในใจ สำหรับฉัน ติงจ้ายชุนไม่ได้ดูแย่เลยสักนิด ออกจะเป็นคนขยันทำมาหากินด้วยซ้ำ ไปไหนก็รู้จักหาของกินติดไม้ติดมือกลับมา ผู้ชายแบบนี้แหละที่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีได้
ช่วงบ่ายมีญาติมิตรเดินทางมาสมทบอีกหลายคน หลิวเสี่ยวเอ๋อ แม่ของฉันยืนกวักมือเรียกอยู่ที่หน้าห้องปีก
“แม่ มีอะไรเหรอจ๊ะ” ฉันเดินเข้าไปหา
พอเข้าไปใกล้ถึงได้เห็นว่าแม่สระผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย หอมฟุ้งเชียว
“แม่ อาบน้ำสระผมเสร็จแล้วเหรอ”
“อื้ม แม่ต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว ลูกรีบไปจัดการตัวเองซะ เดี๋ยวตอนกินข้าวคนเยอะ ถ้ามือไม่ไว ตักไม่ทัน เดี๋ยวของดีๆ จะโดนคนอื่นแย่งไปกินหมด”
ฉันได้แต่ทำหน้าปูเลี่ยนๆ นี่เรามางานเลี้ยงรวมญาติหรือมาสนามรบกันแน่ ถึงขั้นต้องแย่งชิงอาหารกันขนาดนี้เลยหรือ
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อย แม่ก็ลากฉันไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที
เนื่องจากพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองครบเดือนเด็ก ญาติๆ ที่อยู่ไกลจึงเดินทางมาถึงตั้งแต่วันนี้เพื่อค้างคืน ทำให้มื้อเย็นวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ จัดโต๊ะถึงสามโต๊ะ
แม่พาฉันไปนั่งแทรกตัวอยู่ในโต๊ะหนึ่ง ฉันกวาดตามองรอบโต๊ะ... ไม่คุ้นหน้าใครเลยสักคน
แม่ของฉันเริ่มผูกมิตรกับคนในโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว คุยไปคุยมาฉันถึงได้รู้ว่า คนกลุ่มนี้คือญาติทางฝั่งพี่สะใภ้ใหญ่
“คุณน้าสาม แม่หนูหน้าตาสะสวยปานนางฟ้านี่ลูกสาวคุณน้าเหรอคะ” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งตรงข้ามเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
แม่พยักหน้ารับอย่างภูมิใจ “ตาถึงจริงๆ ค่ะคุณดอง นี่ลูกสาวคนเล็กของฉันเอง”
แม่เฒ่าหลี่ หรือแม่ของพี่สะใภ้ใหญ่ ดวงตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที “มีแฟนหรือยังล่ะแม่หนู”
“ยังหรอกจ้ะ ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ” แม่ตอบแทน
“ตายจริง! สวยขนาดนี้ยังโสดได้ไง สนใจให้ฉันแนะนำให้ไหมล่ะ”
แม่ยิ้มแห้งๆ ไม่ได้ตอบรับทันที คนเป็นแม่ย่อมรู้นิสัยลูกสาวดีที่สุด ลูกสาวคนนี้มาตรฐานสูงเสียดฟ้า ขนาดลูกชายตระกูลเซี่ยยังไม่แล แล้วประสาอะไรกับคนอื่น
แต่ดูเหมือนแม่เฒ่าหลี่จะไม่สนใจท่าทีอึกอักของแม่เลยสักนิด หล่อนยังคงสาธยายขายของต่อ
“ทางบ้านฉันมีพ่อหนุ่มนิสัยดีอยู่คนหนึ่ง เป็นหลานชายฉันเอง ลูกคนที่สี่ ปีนี้ยี่สิบสองแล้ว ยังโสดสนิท! ให้ฉันแนะนำให้รู้จักไหม ลองคบๆ กันดู”
“...แหะๆ” แม่พยายามมองซ้ายมองขวาหาทางเลี่ยง “เอ... ทำไมกับข้าวยังไม่มาสักทีนะ หิวแล้วสิ”
“คุณน้าสาม เรื่องกินเรื่องเล็ก เรื่องผัวเมียเรื่องใหญ่นะ! ฉันพูดจริงๆ หลานฉันคนนี้ขยัน ซื่อสัตย์ ทำงานเก่งเป็นบ้า ลูกสาวเธอแต่งไปรับรองสบายไปทั้งชาติ วันข้างหน้าได้เสวยสุขแน่ๆ”
ฉันได้ยินคำว่า ‘วันข้างหน้าจะได้เสวยสุข’ แล้วมุมปากก็กระตุกยิกๆ ทนไม่ไหวต้องดึงมือแม่กลับมา
“คุณป้าคะ หลานชายคุณป้าโปรไฟล์เลิศหรูขนาดนั้น ฉันเกรงว่าผู้หญิงบ้านๆ อย่างฉันคงไม่คู่ควรหรอกค่ะ อีกอย่าง... ไอ้ความสุขที่ต้องไปรอเสวยเอาดาบหน้าน่ะ ฉันไม่ค่อยอินเท่าไหร่ สู้แต่งปุ๊บสบายปั๊บไม่ได้หรอกค่ะ มันต่างกันเยอะ”
ไอ้คำว่า ‘ลำบากวันนี้ สบายวันหน้า’ เนี่ย มันก็แค่กุศโลบายหลอกล่อให้ผู้หญิงไปเป็นทาสรับใช้ในบ้านสามีก่อนนั่นแหละ พอแก่ตัวลงถึงจะสบาย... เหอะ ใครจะไปรอไหว
“น้าสาม... ลูกสาวเธอนี่ยังไง” แม่เฒ่าหลี่หน้าตึงขึ้นมาทันที “ชีวิตคู่มันก็ต้องหวานอมขมกลืนกันบ้าง จะให้แต่งปุ๊บหวานเจี๊ยบเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอก วาสนาแบบนั้นถ้าบุญไม่ถึง ระวังจะรับไม่ไหวนะ”
น้ำเสียงของนางฟังดูเหมือนกำลังแช่งชักหักกระดูกฉันอยู่กลายๆ ว่า ‘อย่างหล่อนน่ะ จะมีบุญวาสนาขนาดนั้นเรอะ’
โชคดีที่ระฆังช่วยชีวิตดังขึ้น ติงจ้ายชุนยกถาดอาหารเข้ามาพอดี ฉันรีบลุกขึ้นคว้าชามกับข้าวมาวางปังที่โต๊ะ ตัดบทสนทนาไร้สาระนี้ทันที
“แม่ กินข้าวเถอะ!”
ฉันคิดในใจว่า คนที่เลี้ยงลูกสาวออกมาได้นิสัยเสียอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ หลานชายในเครือญาติก็คงไม่ได้มีคุณภาพดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก
ในยุคที่อาหารการกินขัดสนแบบนี้ งานเลี้ยงคือสนามรบที่แท้จริง ทันทีที่จานอาหารถูกวางลง ตะเกียบสิบคู่ก็พุ่งเข้าใส่ราวกับลูกธนู เพียงไม่กี่วินาที จานก็สะอาดวาววับราวกับเพิ่งล้าง
ฉันต้องทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ปากท้อง ทั้งคีบให้ตัวเอง ทั้งคีบให้แม่ เล่นเอาเหงื่อตกกีบ กว่าจะอิ่มท้องได้ แขนฉันแทบจะหลุด
หลังมื้ออาหาร ฉันสะบัดแขนที่ล้าไปหมด บ่นงุ้งงิ้งกับแม่
“แม่จ๋า... เพื่อปากท้องของแม่ แขนหนูสะบัดตะเกียบจนชาไปหมดแล้วเนี่ย”
แม่ซึ่งตอนนี้อิ่มหมีพีมัน อารมณ์ดีเป็นพิเศษ หัวเราะร่า “วันนี้ทำผลงานดีมากลูกรัก ไม่เสียแรงที่เลี้ยงมา พรุ่งนี้เอาให้ได้แบบนี้นะ สู้ๆ!”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันยังไม่ทันจะลืมตาตื่นดี ก็ถูกแม่ลากตัวออกจากที่นอนแต่เช้าตรู่
พอออกมานอกบ้าน ถึงได้เห็นว่าลานดินหน้าบ้านถูกแปรสภาพเป็นลานจัดเลี้ยงเต็มรูปแบบ มีโต๊ะจีนวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
แม่ลากฉันไปนั่งแหมะอยู่ที่โต๊ะริมสุดตัวหนึ่ง
“แม่... ทำอะไรเนี่ย” ฉันงัวเงียถาม
พอมองไปรอบๆ ถึงได้สังเกตเห็นว่า โต๊ะข้างๆ ที่ติดกัน มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
แม่กระแซะเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเครียด “เป็นไงบ้าง”
“อะไรเป็นไงแม่” ฉันงงเป็นไก่ตาแตก
แม่จิ้มแขนฉันจึ้กๆ อย่างขัดใจ “ก็ไอ้หนุ่มโต๊ะข้างๆ นั่นไง! แม่ถามว่าเป็นไงบ้าง หน้าตาใช้ได้เลยนะ สูงยาวเข่าดี เหมาะกับลูกจะตาย”
อ๋อ... ถึงบางอ้อทันที ที่แท้การมาเยี่ยมญาติครั้งนี้ แผนหลักของแม่คือการ ‘จับคู่’ ให้ลูกสาวนี่เอง อยากให้ฉันขายออกขนาดนั้นเลยหรือไงเนี่ย
พ่อหนุ่มโต๊ะข้างๆ พอเห็นพวกเรานั่งลง เขาก็เกิดอาการประหม่าอย่างรุนแรง นั่งบิดมือไปมา เหงื่อแตกซิก ทำตัวไม่ถูกเหมือนหนูติดจั่น จะทักก็ไม่กล้าทัก
ฉันปรายตามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า ‘ไม่ใช่’ จึงส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่ผ่านจ้ะแม่ หนูว่าหนูกับเขาเข้ากันไม่ได้หรอก”
“โธ่เอ๊ย! หน้ายังไม่ทันมอง คุยก็ยังไม่ได้คุย รู้ได้ไงว่าไม่ผ่าน” แม่เริ่มโวยวาย
“คนจะเป็นผัวเมียกัน มันต้องมีเซ้นส์สิแม่ ถ้ามองแล้วไม่ปิ๊ง มันจะไปกันรอดได้ไง จะให้ทนมองหน้ากันไปจนแก่ตายเหรอ” ฉันเถียงตาใส
ฉันรู้ทันหรอกว่างานนี้ต้องมีน้าหญิงรองรู้เห็นเป็นใจด้วยแน่ๆ ไม่อย่างนั้นลำพังแม่คนเดียวจะไปหาหนุ่มต่างถิ่นมาดูตัวได้ยังไง
“แม่... เลิกจับมือกับน้าหญิงรองวางแผนจับคู่ให้หนูได้แล้ว หนูไม่รีบ กินเต้าหู้ร้อนมันต้องเป่าเย็นๆ ก่อน ใจร้อนเดี๋ยวปากพอง หาผัวก็เหมือนกัน รีบคว้าเดี๋ยวได้ของไม่ดี”
คราวนี้แม่โกรธจนลมออกหู “นังลูกคนนี้! ไหนๆ ก็มาแล้ว ดูๆ ไปเถอะน่า ไม่เสียหายสักหน่อย เอ้า! ถ้าคนนี้ไม่ชอบ งั้นเปลี่ยนอีกคน!”
พูดจบ ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้ตั้งตัว แม่ก็ลากแขนฉันเดินลิ่วๆ ไปยังอีกฟากของลานดิน
และก็เป็นไปตามคาด... โต๊ะข้างๆ มีผู้ชายอีกคนนั่งรออยู่ แต่คนนี้... สภาพดู ‘บอบบาง’ กว่าคนเมื่อกี้เสียอีก ตัวผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบลูกชิ้น แถมยังเตี้ยกว่าคนแรกเยอะ
ชายหนุ่มคนนั้นพอเห็นฉันมอง ก็รีบฉีกยิ้มประจบประแจงส่งมาให้
ฉันพยักหน้ารับตามมารยาท ก่อนจะหันมาพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงจริงจังและดังฟังชัด
“คนนี้ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลยแม่! ถ้าแม่ไม่กลัวว่าหนูจะเผลอซ้อมเขาวันละสามมื้อหลังอาหาร แม่ก็ยกเขาให้หนูได้เลยนะ!”
ประโยคนี้ดังพอที่จะทำให้ ‘พ่อหนุ่มไก่อ่อน’ โต๊ะข้างๆ ได้ยินชัดเต็มสองหู เขาถึงกับสะดุ้งเฮือก หน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงก สายตาที่มองมาที่ฉันเปลี่ยนจากชื่นชมเป็นหวาดผวา
ผู้หญิงบ้าอะไร! หน้าตาก็สวย แต่โหดอย่างกับเสือ! ขืนแต่งไปมีหวังโดนฆ่าหมกส้วมแน่ๆ! มิน่าล่ะถึงหาผัวในหมู่บ้านตัวเองไม่ได้ ต้องถ่อมาหาถึงที่นี่!
แม่กำลังจะอ้าปากกล่อมต่อ แต่พ่อหนุ่มไก่อ่อนคนนั้นทนรัศมีอำมหิตของฉันไม่ไหว รีบลุกขึ้นยืนแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีหายไปในฝูงคนทันที
ฉันยักไหล่อย่างผู้ชนะ หันไปยิ้มกวนๆ ให้แม่
“เห็นไหมแม่... ก็แค่ไก่อ่อน แค่หนูโชว์กำปั้นนิดเดียวก็วิ่งหางจุกตูดไปแล้ว ขืนได้มาเป็นผัวหนูจริงๆ มีหวังช้ำในตายคามือ”
แผนการดูตัวสุดอลังการของสองพี่น้องตระกูลหลิวพังครืนไม่เป็นท่า แม่โกรธจนหน้าแดงก่ำ ฟาดฝ่ามืออรหันต์ลงกลางหลังฉันดังป้าบๆ ระบายอารมณ์
[จบบท]