บทที่ 23: เศรษฐีหนุ่มปากร้าย
“คุณอยากได้คูปองอะไร”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กู้จิ๋วย้ายร่างสูงโปร่งของตัวเองมายืนพิงกรอบประตูห้องครัว ในมือเรียวยาวของเขาถือปึกคูปองหลากสีสันเอาไว้คล้ายพัดกระดาษราคาแพง
“คูปองน้ำตาลหนึ่งหยวนต่อหนึ่งชั่ง คูปองอุตสาหกรรมหนึ่งหยวนต่อหนึ่งใบ คูปองบุหรี่เกรดพรีเมียมราคาก็หนึ่งหยวนต่อหนึ่งคอตตอนเหมือนกัน ส่วนคูปองอาหารนั้น... เหอะ” เขาเว้นจังหวะพร้อมแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “คุณมีธัญพืชเอามาขายเองตั้งเยอะขนาดนี้ ที่บ้านคงไม่ขาดแคลนคูปองอาหารหรอกมั้ง”
หลินซูบรรจงพับกระสอบเปล่าให้เรียบร้อยอย่างใจเย็นแล้วหนีบไว้ใต้รักแร้ ก่อนจะเดินออกจากห้องครัวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ฉันก็ขาดแคลนคูปองอาหารเหมือนกันค่ะ ออกจากบ้านมาข้างนอกมีแค่ธัญพืชอย่างเดียวมันไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีคูปองอาหารอยากจะเข้าไปกินข้าวในร้านอาหารรัฐวิสาหกิจก็เข้าไม่ได้ ส่วนคูปองอุตสาหกรรม คูปองเนื้อ...”
ยังไม่ทันที่เธอจะร่ายรายการจบ กู้จิ่วก็ยื่นมือมาทำท่าปางห้ามญาติขัดจังหวะคำพูดของเธอเสียก่อน “หยุดเลย หยุดความคิดนั้นไว้ตรงนั้นแหละ คูปองเนื้อตัวผมเองยังรู้สึกว่ามีน้อยเลย จะแบ่งให้คุณได้ยังไง! คูปองน้ำมันกับคูปองเนื้อคุณไม่ต้องหวัง ส่วนคูปองน้ำตาล... ผมพอจะเจียดแบ่งให้คุณได้”
ใบหน้าหล่อเหลานั้นฉายแววไม่ยี่หระ ยังไงเขาก็ไม่ชอบกินของหวานอยู่แล้ว เก็บไว้ก็รกกระเป๋า
หลินซูเกาที่หางคิ้วเบาๆ อย่างเก้อเขิน สายตาจับจ้องไปที่ปึกคูปองในมือของเขาพลางคำนวณในใจแล้วพูดว่า “งั้นขอแลกเป็นคูปองอุตสาหกรรม คูปองอาหาร คูปองน้ำตาล แล้วก็คูปองเหล้าบุหรี่เกรดพรีเมียมหน่อยค่ะ”
กู้จิ่วพยักหน้ารับทราบ
ข้าวสาร 30 ชั่ง คำนวณในราคาชั่งละ 0.35 หยวน ก็เป็นเงิน 10.5 หยวน บวกกับค่าบริการส่งถึงที่อีก 2 หยวน ยอดรวมทั้งหมดคือ 12.5 หยวน
การแลกเปลี่ยนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หลินซูแลกคูปองอาหารมา 5 ชั่ง คูปองอุตสาหกรรม 4 ใบ คูปองเหล้า 2 ใบ และคูปองน้ำตาลอีก 1 ชั่งครึ่ง
กู้จิ่วยัดคูปองที่เหลือใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออย่างลวกๆ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวพิงกรอบประตูข้างหลังอย่างเกียจคร้าน รอยยิ้มมุมปากแบบนักเลงเจ้าสำราญปรากฏขึ้นบนใบหน้า “พวกเราถือว่าทำการค้ากันเสร็จสิ้นแล้วครั้งหนึ่ง จะไม่ถอดหมวกถอดหน้ากากออกมาทำความรู้จักกันหน่อยเหรอครับคุณผู้หญิง ไม่แน่ว่าครั้งหน้าผมอาจจะไปหาซื้อธัญพืชกับคุณอีกก็ได้นะ”
หลินซูมอบค้อนวงใหญ่ให้เขาไปหนึ่งทีภายใต้หน้ากากที่ปิดบังใบหน้า คนหนุ่มหน้าตาดีแต่ปากคอโลดโผน ท่าทางไม่ยี่หระต่อโลกแบบนี้ เธอหนีให้ห่างยังไม่ทันเลย จะไปอยากรู้จักมักจี่กับเขาได้ยังไง ขืนไปพัวพันด้วยมีหวังชีวิตวุ่นวายแน่นอน
“พี่กู้ ผู้หญิงคนนี้มาจากไหน ทำไมน่าสงสัยแบบนี้ พี่ปล่อยให้เธอเข้ามาได้ยังไงคะ”
หลินซูเพิ่งจะยัดคูปองใส่กระเป๋าเสื้อ ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาที่หน้าประตู
ฝ่ายชายนั้นเคยเจอกับหลินซูมาครั้งหนึ่งแล้ว เขาคือสวี่หมิงที่เจอตอนเธอมาตัวอำเภอกับพี่ติงจ้ายชุนคราวก่อน ส่วนฝ่ายหญิงนั้นรูปร่างเล็กบอบบาง เครื่องหน้าดูประณีตงดงาม สวมชุดกระโปรงลายดอกเล็กสีแดงบนพื้นขาวดูทันสมัยกว่าชาวบ้านทั่วไป
ทันทีที่เข้ามาในห้อง เธอก็ขยับเข้าไปยืนชิดใกล้กู้จิ่ว ดวงตากลมโตจ้องมองหลินซูด้วยสายตาที่เป็นปรปักษ์และระแวดระวัง
หลินซูอยากจะกลอกตามองบนใส่เพดานจริงๆ ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้มองเธอเป็นศัตรูหัวใจหรอกนะ? แค่มาขายข้าวสารไม่ได้มาขายขนมจีบเสียหน่อย
“พวกนายมาทำไม” ประโยคนี้กู้จิ่วหันไปถามสวี่หมิง น้ำเสียงราบเรียบไร้ความตื่นเต้น
สวี่หมิงกวาดสายตาพิจารณาหลินซูอยู่สองสามที ก่อนจะมองข้ามเธอไปอย่างไม่ใส่ใจ “พอดีวันนี้ไม่ต้องทำงาน ก็เลยพาอาถิงมาหานายเล่นๆ”
หลินซูเห็นสวี่หมิงก็กลัวว่าจะถูกจำได้ จึงพยักหน้าให้กู้จิ่วเป็นการบอกลา แล้วฉวยโอกาสช่วงชุลมุนเดินออกจากประตูไปทันที
สวี่หมิงมองแผ่นหลังอรชรที่เดินลับออกไป แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “นั่นใครน่ะ”
“ไม่รู้จัก”
“หลอกผีเถอะ ไม่รู้จักแล้วนายจะพาคนเข้ามาในบ้านเหรอ” สวี่หมิงทำหน้ามุ่ย แสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อน้ำหน้าเพื่อนสนิท
กู้จิ่วปรายตามองเขาด้วยหางตา “นายมันก็แค่ตัวน่ารำคาญ” ที่มาโดยไม่ได้รับเชิญยังจะมาซักไซ้
“กู้จิ่ว นายแน่จริงก็พูดคำเมื่อกี้ใหม่อีกทีซิ เมื่อกี้ฉันได้ยินไม่ชัด?” สวี่หมิงขู่ฟ่อพลางถลกแขนเสื้อขึ้นทำท่าจะเอาเรื่อง
กู้จิ๋วมองแขนที่ขาวซีดเหมือนไก่ต้มของเขาด้วยแววตาดูแคลนอย่างเปิดเผย แล้วหันหลังเดินหนีเข้าห้องโถง นั่งลงเทน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“พี่น้องพวกนายมาที่นี่มีธุระอะไรกันแน่”
สวี่ถิงรีบแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่กู้ วันนี้แม่ฉันซื้อไก่มาตัวหนึ่ง อยากเชิญพี่ไปกินข้าวเย็นที่บ้านค่ะ”
“ตอนเย็นฉันคงไม่ไป ฝากบอกคุณน้าด้วยว่าไม่ต้องลำบากหรอก”
กู้จิ่วปฏิเสธที่จะไปกินข้าวบ้านสกุลสวี่ในตอนเย็นอย่างไร้เยื่อใย ไม่ใช่แค่ไม่อยากรบกวนบ้านสกุลสวี่ แต่ที่นี่อยู่ห่างจากบ้านสกุลสวี่พอสมควร ตอนกลางคืนไปกลับก็ไม่สะดวก เขาขี้เกียจเกินกว่าจะขยับตัวไปไกลๆ
สวี่หมิงกระแอมไอแก้เก้อ “ความจริงแล้วพ่อฉันอยากจะปรึกษาเรื่องงานกับนาย อยากถามว่านายชอบงานแบบไหน”
ถ้าเขาไม่ไป เขาจะเอาคำตอบไปบอกพ่อได้ยังไง ขืนกลับไปมือเปล่าคงโดนบ่นหูชา
กู้จิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ “ตอนนี้ฉันยังไม่มีความคิดที่จะไปทำงาน บอกลุงสวี่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”
สวี่หมิงสังเกตสีหน้าของเขา แล้วแซวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “นายไม่ไปทำงาน กะจะเป็นนักเลงข้างถนนลอยชายอยู่ในตัวอำเภอหรือไง”
กู้จิ่วตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “นักเลงข้างถนนมีอะไรไม่ดี ทำงานเหนื่อยแทบตาย ได้เงินเดือนแค่ 20 หรือ 30 หยวน ตอนนี้ฉันไม่ทำงานเงินค่าขนมแต่ละเดือนที่ทางบ้านส่งมาให้ก็มีเท่านี้อยู่แล้ว ฉันจะหาเรื่องลำบากใส่ตัวทำไม”
“พี่กู้ พี่ไม่ไปทำงาน วันๆ เอาแต่อยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรทำ น่าเบื่อจะตาย” สวี่ถิงพยายามช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
“ฉันไม่เห็นรู้สึกเบื่อเลย ตื่นนอนจนกว่าจะพอใจ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่รู้ว่ามีคนตั้งเท่าไหร่อิจฉาชีวิตที่แสนสบายของฉัน”
สวี่ถิงมองท่าทางไม่เอาถ่านของเขา แล้วหันไปสบตากับสวี่หมิงอย่างกังวลใจ คนประเภทนี้จะกล่อมยังไงไหว?
สวี่หมิงลังเลครู่หนึ่ง “เอางี้ไหม นายไปทำงานที่การไฟฟ้ากับฉัน ทำงานอิสระ บางทีก็ได้ขึ้นเขาลงห้วยไปเที่ยวเล่น...”
“ไม่ทำ! ผู้ใหญ่ที่บ้านฉันก็คงไม่ปลื้มตำแหน่งงานการไฟฟ้าของพวกนายหรอก” กู้จิ่วปฏิเสธหัวชนฝา
เอาเถอะ นี่คงกำลังประชดผู้ใหญ่ที่บ้าน ดูท่าพวกเขาคงกล่อมไม่สำเร็จ สวี่หมิงจึงเปลี่ยนเรื่องอย่างฉลาด “สายแล้ว ไปเถอะ ไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจกัน ได้ข่าวว่าวันนี้มีเมนูหมูสามชั้นน้ำแดงกับปลาเปรี้ยวหวานขายจำกัดจำนวนด้วย”
ทางด้านหลินซูที่ออกมาจากบ้านกู้จิ่ว ก็ตรงดิ่งไปที่สหกรณ์ทันที
ในยุคที่การคมนาคมต้องพึ่งพาการเดินเป็นหลัก การสื่อสารต้องพึ่งพาการตะโกน การไม่มีจักรยานสักคันเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเอาเสียเลย โดยเฉพาะกับเธอที่ต้องเดินทางเข้าออกตัวอำเภอบ่อยๆ
ตอนนี้เธอถือว่าเป็นคนมีเงินพันหยวนอยู่ในมือ เป็นเศรษฐีนีย่อมๆ ยังไงก็ต้องจัดหาจักรยานสักคันเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ไม่อย่างนั้นวันหน้าออกจากหมู่บ้านต้องใช้สองเท้าเดินแบกของคงลำบากแย่
ที่เคาน์เตอร์ขายจักรยานในสหกรณ์ ยี่ห้อ ‘หยงจิ่ว’ กับยี่ห้อ ‘เฟิ่งหวง’ ซึ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมนั้นต้องใช้ตั๋วจักรยานถึงจะซื้อได้ แต่ยี่ห้อ ‘เฟยเกอ’ หรือตรานกพิราบนั้นขายได้โดยไม่ต้องใช้ตั๋ว
คุณภาพอาจจะเทียบกับสองยี่ห้อแรกไม่ได้ แต่ด้วยเงื่อนไขของหลินซูตอนนี้ เธอไม่เลือกมากขอแค่ขี่ได้ก็พอใจแล้ว
หลินซูตัดสินใจควักเงิน 180 หยวนซื้อจักรยานตรานกพิราบมาหนึ่งคัน กลิ่นยางและกลิ่นเหล็กใหม่ๆ ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างประหลาด เธอเข็นจักรยานออกมาจากสหกรณ์ แล้วก็มุ่งหน้าออกจากตัวอำเภอทันที
ตอนนี้เพิ่งจะประมาณบ่ายสองโมง ระยะทางกลับบ้านต้องขี่จักรยานสามสี่ชั่วโมง กว่าจะถึงหมู่บ้านเสี่ยวเหอก็น่าจะหกโมงเย็น ยังเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนฟ้าจะมืด
เมื่อพ้นเขตชุมชน หลินซูเข็นรถเข้าไปในป่าข้างทาง สังเกตว่ารอบๆ ไม่มีคน จึงเก็บจักรยานเข้าช่องเก็บของในระบบ นี่เป็นฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามาหลังจากร้านค้าในระบบอัปเกรดวันนี้ ทำให้เธอสะดวกสบายขึ้นมาก
จากนั้น เธอก็ใช้เวลาเลือกซื้อรองเท้าผ้าจากในร้านค้าให้คนในครอบครัวคนละคู่ ราคาคู่ละ 2 หยวน คนทั้งบ้าน 12 คน จ่ายไป 24 หยวน และซื้อผ้าสำหรับตัดชุดฤดูร้อนคนละ 1 ผืน จ่ายไป 6.2 หยวน
สิ่งที่ขาดไม่ได้คืออาหาร ธัญพืชในตลาดมืดในเมืองราคาถีบตัวสูงขึ้นเพราะอยู่ในช่วงข้าวยากหมากแพง คิดว่าเสบียงที่บ้านก็น่าจะเหลือไม่มากแล้ว การตุนเสบียงไว้ก่อนย่อมอุ่นใจกว่า
ข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างละ 20 ชั่ง ข้าวสารในร้านค้าระบบราคา 0.138 ส่วนแป้งสาลีราคา 0.24 รวม 20 ชั่งจ่ายไป 3.78 หยวน
ซื้อของในร้านค้าระบบไปทั้งหมดไม่ถึง 34 หยวน แต่ได้ของมาเต็มหาบ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เธอใช้ไม้คานหาบของที่ซื้อมาเดินกลับบ้านอย่างคล่องแคล่ว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน หลิวเสี่ยวเอ๋อก็รีบพุ่งตัวตรงเข้ามาหาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ทำไมซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้ ไอ้เจ้าเห็ดซางหวางนั่นขายออกไปแล้วเหรอ”
“แม่คะ พวกเราเข้าไปคุยข้างในก่อนเถอะ” หลินซูกระซิบเตือน
ประตูบ้านยังไม่ได้ปิด ถ้าคุยกันข้างนอกแล้วคนผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้าจะทำยังไง?
สมาชิกในหมู่บ้านเดียวกัน มักจะไม่พอใจถ้าเห็นคนอื่นได้ดีกว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใคร ถึงตอนนั้นถ้ามีคนมาหาเรื่อง หรือเอาเรื่องนี้ไปฟ้องทางการจะทำยังไง?
เพราะตอนนี้ของป่าบนภูเขา ทุกคนนิยามว่าเป็นสมบัติของส่วนรวม การที่เธอเอาไปขายส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระวังตัวแจ
“ใช่ๆๆ รีบเข้ามา เดินทางมาไกลขนาดนี้ กินน้ำกินท่าก่อนค่อยคุย” หลิวเสี่ยวเอ๋อพยักหน้ารัวๆ พลางกุลีกุจอช่วยลูกสาว
สองแม่ลูกเข้ามาในห้อง หลิวเสี่ยวเอ๋อรีบลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา ถึงเดินกลับมาหาหลินซู แล้วถามอย่างอดใจรอไม่ไหวว่า “รีบเล่าให้แม่ฟังหน่อยสิว่าเป็นยังไงบ้าง ขายได้ราคาดีไหม”
หลินซูรู้ว่าหลิวเสี่ยวเอ๋อร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติด เลยไม่อยากแกล้งแม่ให้รอนาน เธอคลี่ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ขายได้แล้วค่ะแม่”
[จบบท]