บทที่ 36: ผลลัพธ์การดูตัว
อาจเป็นเพราะการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิเพิ่งจะสิ้นสุดลง บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในวันนี้ที่ร้านค้าสหกรณ์จึงคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลกันออกมาซื้อของจนหัวคนดำพรึ่บไปหมดราวกับฝูงมดแตกรัง
หลินซูต้องอาศัยทักษะการแทรกตัวอันยอดเยี่ยมกว่าจะเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปซื้อเกลือและสบู่ก้อนที่ต้องการได้สำเร็จ แต่ทว่าในจังหวะขาออก ด้วยความที่คนแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่เดิน ทำให้เธอเสียหลักไปชนเข้ากับใครคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
เสียงร้องอุทานเบาๆ ว่าเจ็บดังขึ้น หลินซูจึงรีบกล่าวขอโทษด้วยความตกใจ
“ขอโทษค่ะ ชนเจ็บหรือเป... เอ๊ะ!”
“หลินซู!” ฉีเสี่ยวอวิ๋นเองก็นึกไม่ถึงว่าคนที่เดินมาชนเธอจะเป็นคนคุ้นเคย “วันนี้เธอก็มาที่สหกรณ์ด้วยเหรอเนี่ย ตอนขามาทำไมฉันไม่เห็นเธอเลยล่ะ”
“ฉันติดรถมาพร้อมกับป้าหนิวน่ะ ออกจากบ้านกันมาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว” หลินซูอธิบายพร้อมกับหันไปมองหญิงสาวอีกคนที่ยืนเคียงข้างฉีเสี่ยวอวิ๋น ก่อนจะส่งยิ้มหวานทักทาย “สวัสดีค่ะพี่ยุวปัญญาชนหลี่”
ยุวปัญญาชนหลี่กับฉีเสี่ยวอวิ๋นเดินทางมาประจำการที่หน่วยผลิตเสี่ยวเหอในปีเดียวกัน ต่างกันตรงที่ยุวปัญญาชนหลี่นั้นทนความลำบากตรากตรำของการทำไร่ทำนาไม่ไหว ท้ายที่สุดเธอจึงเลือกทางลัดด้วยการแต่งงานกับหนุ่มชาวบ้านในหน่วยผลิตและมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ชื่อน้องเฉาเฉา วัยกำลังน่ารักสามขวบ
ทว่าในอนาคต เมื่อนโยบายเปลี่ยนแปลงให้ยุวปัญญาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ยุวปัญญาชนหลี่ผู้นี้จะตัดสินใจทิ้งทั้งสามีและลูกน้อยเพื่อกลับไปไขว่คว้าชีวิตในเมืองใหญ่ ฝ่ายสามีที่ถูกทิ้งจึงเก็บความแค้นเคืองไว้เต็มอกและไม่เคยคิดจะปิดบังความเกลียดชังนั้นต่อหน้าลูกชายเลยแม้แต่น้อย
เด็กชายตัวน้อยที่ต้องเติบโตมาพร้อมกับถ้อยคำกรอกหูถึงความเลวร้ายของผู้เป็นแม่ทุกเช้าค่ำ ย่อมบ่มเพาะความเกลียดชังจนฝังรากลึก ส่งผลให้เขากลายเป็นคนที่มีนิสัยรุนแรง ดื้อรั้น และมองโลกในแง่ร้าย
หลินซูจำได้ดีว่าในชีวิตก่อน แม้ตอนที่เฉาเฉาโตเป็นหนุ่ม ยุวปัญญาชนหลี่จะพยายามชดเชยด้วยการใช้เส้นสายฝากเขาเข้าทำงานในโรงงานเล็กๆ ระดับตัวเมือง แต่ลูกชายก็ไม่เคยลบความอาฆาตที่มีต่อแม่ออกไปได้เลย
บาดแผลจากการถูกทอดทิ้งในวัยเด็กกลายเป็นเงาทะมึนที่กัดกินจิตใจ ทำให้เฉาเฉาครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตอย่างคนอมทุกข์และมืดมน สุดท้ายความเครียดก็ก่อตัวเป็นโรคร้าย เขาจากไปด้วนโรคมะเร็งทั้งที่อายุยังไม่ถึงสี่สิบปี
ชีวิตของเฉาเฉานั้นช่างน่าเวทนา เขาเปรียบเสมือนเหยื่อของยุคสมัยที่โชคชะตาขีดเขียนให้พบเจอแต่โศกนาฏกรรมตั้งแต่ลืมตาดูโลก
ยุวปัญญาชนหลี่ยิ้มตอบเธออย่างเป็นมิตร “น้องหลินซู ซื้อของมาเยอะเลยนี่นา”
“แค่สบู่ไม่กี่ก้อนเองค่ะพี่”
“พวกเราเองก็ซื้อของเสร็จแล้ว งั้นเดินออกไปข้างนอกพร้อมกันเถอะ”
ทั้งสามคนเดินออกจากร้านค้าสหกรณ์มายังจุดที่คนน้อยกว่า ฉีเสี่ยวอวิ๋นดึงแขนหลินซูเข้ามาใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นี่ๆ เธอรู้ข่าวหรือยัง จูเจิ้งเลี่ยงกับเว่ยเมี่ยวหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ด้วยกันแล้วนะ”
“หา! จริงเหรอ สองคนนั้นไปลงเอยกันได้ยังไง” หลินซูแสร้งทำตาโตด้วยความตกใจ
ความจริงเรื่องนี้เธอรู้อยู่แล้ว ในชีวิตที่แล้วเว่ยเมี่ยวก็ถูกจูเจิ้งเลี่ยงหลอกฟันแล้วทิ้งแบบนี้แหละ พอถึงช่วงใบไม้ร่วง ทางบ้านของฝ่ายชายก็จะหาลู่ทางย้ายเขากลับเมือง แล้วเขาก็จะหายเข้ากลีบเมฆไป ไม่เคยติดต่อกลับมาหาเว่ยเมี่ยวอีกเลย
“จริงสิ แต่ฉันได้ยินมาว่าพวกเขาสองคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนะ” ฉีเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความนับถือปนประหลาดใจในความใจกล้าของเพื่อนร่วมรุ่น ที่กล้ากินอยู่กับผู้ชายโดยไม่มีกระดาษแผ่นเดียวรับรอง
หลินซูแสดงสีหน้าแปลกใจตามน้ำไปอย่างนั้น อันที่จริงในยุคสมัยนี้จะมีคู่ผัวตัวเมียในชนบทสักกี่คู่เชียวที่มีทะเบียนสมรส ส่วนใหญ่ก็แค่ไหว้ผีบอกบรรพบุรุษ จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนสักมื้อ ก็ถือว่าเป็นผัวเมียกันถูกต้องตามธรรมเนียมแล้ว
กว่าการจดทะเบียนสมรสจะเป็นเรื่องปกติก็ต้องรอไปจนถึงช่วงปีแปดศูนย์ที่มีการทำบัตรประชาชนนั่นแหละ คู่รักรุ่นปู่ย่าตายายถึงจะได้จูงมือกันไปอำเภอเพื่อจดทะเบียนย้อนหลัง
หลินซูมองผิวพรรณที่เคยขาวผ่องของฉีเสี่ยวอวิ๋นซึ่งบัดนี้กลายเป็นสีแทนเข้มและหยาบกร้านเพราะแดดลม แล้วลองหยั่งเชิงถาม
“แล้วพี่ยุวปัญญาชนฉีล่ะคะ อยู่ที่หน่วยผลิตเสี่ยวเหอมาตั้งนาน ไม่มีหนุ่มๆ คนไหนเข้าตาบ้างเลยเหรอ”
ฉีเสี่ยวอวิ๋นได้ยินคำถามแทงใจดำก็สะดุ้งโหยง รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “โอ๊ย ไม่มีหรอกจ้ะ แล้วฉันก็ไม่ได้คิดจะลงหลักปักฐานแต่งงานที่หมู่บ้านนี้ด้วย”
หลินซูพยักหน้าเข้าใจ “ในเมื่อพี่ยุวปัญญาชนฉียืนหยัดในอุดมการณ์มาได้ตั้งหลายปี ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ยึดมั่นต่อไปเถอะค่ะ ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ”
ฉีเสี่ยวอวิ๋นยิ้มเขินๆ รีบอธิบายเพิ่มเติมกลัวน้องจะเข้าใจผิด “ฉันไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกคนชนบทนะหลินซู เพียงแต่ฉันคิดว่าการจะหาคู่ชีวิตสักคน อย่างน้อยก็ควรจะคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง มีทัศนคติที่ตรงกัน ไม่อย่างนั้นถ้าต้องมานั่งมองตากันปริบๆ คุยกันคนละเรื่องไปตลอดชีวิต วันเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นคงทรมานน่าดู”
หลินซูไม่ได้โต้ตอบอะไร เรื่องความรักเป็นรสนิยมส่วนบุคคล เธอเคารพการตัดสินใจของทุกคน
ทว่ายุวปัญญาชนหลี่กลับแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเว่ยเมี่ยวใช้อะไรคิด การไปคว้าเอาจูเจิ้งเลี่ยงมาเป็นผัวเนี่ยนะ หนึ่งเลยคือช่วยแบ่งเบาภาระงานในนาไม่ได้ สองคือย้ายออกจากบ้านพักยุวปัญญาชนก็ไม่ได้ ข้าวก็ยังต้องกินหม้อรวมของหลวง แค่เปลี่ยนที่นอนจากหอหญิงไปนอนเบียดกับผู้ชาย มันจะมีประโยชน์อะไร”
แถมยังต้องมานั่งลุ้นว่าจะท้องป่องเมื่อไหร่ ถ้าผู้ชายมีความรับผิดชอบก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไปเจอคนเฮงซวยเข้า มีหวังได้น้ำตาเช็ดหัวเข่า
เทียบกับตอนที่เธอเลือกแต่งงานกับผู้ชายในหมู่บ้าน ถึงสามีจะคุยเรื่องปรัชญาไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็ไม่เคยให้เธอต้องหลังขดหลังแข็งทำนา อย่างมากก็แค่เลี้ยงลูกทำงานบ้านงานเรือน
เหมือนที่ฉีเสี่ยวอวิ๋นบอกว่าต้องหาคนที่คุยกันรู้เรื่อง แต่สำหรับเธอ ถึงสามีจะคุยไม่เก่ง แต่เรื่องบนเตียงเขาเก่งมาก เอวดีแรงดีไม่มีตก แค่นี้เธอก็มีความสุขในแบบที่เมียคนหนึ่งควรจะได้รับแล้ว
หลินซูกับฉีเสี่ยวอวิ๋นหันมามองตากันปริบๆ คำพูดของพี่ยุวปัญญาชนหลี่ช่างตรงไปตรงมาและเห็นภาพชัดเจนเหลือเกิน ผู้ชายห่วยๆ จะเอามาทำซากอะไร
ทั้งสามคนยืนคุยกันที่หน้าประตูสหกรณ์ได้ไม่นาน ป้าหนิวกับหลินไห่เยี่ยนก็ตามมาสมทบ
ขบวนแม่บ้านและสาวๆ ทั้งห้าคนเดินออกจากตลาดนัดเพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน ระหว่างทางที่เดินเท้ากลับนั้น หลินซูสบโอกาสแอบกระซิบถามเพื่อนสนิท
“สรุปแล้วผลเป็นยังไงบ้าง ผู้ชายคนนั้นเธอถูกใจไหม”
แววตาของหลินไห่เยี่ยนฉายความผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด เธอส่ายหน้าดิก
“ฉันไม่ถูกใจเลยสักนิด แต่แม่ฉันน่ะสิ ท่านเห็นว่าบ้านฝ่ายชายฐานะดี ถ้าแต่งเข้าไปก็จะมีพี่สาวตั้งหลายคนช่วยทำมาหากิน ชีวิตคงจะสบาย”
หลินซูถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถ้าเป็นเธอ เธอก็คงไม่เลือกผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน
“หลินซู เธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นยังไงบ้าง วิจารณ์ให้ฉันฟังหน่อยสิ เอาแบบตรงๆ เลยนะ”
หลินซูยิ้มเจ้าเล่ห์ “อยากฟังความเห็นของฉันจริงๆ เหรอ”
หลินไห่เยี่ยนเขย่าแขนเพื่อนยิกๆ “บอกมาเถอะน่า ฉันอยากรู้ว่าเธอคิดเหมือนฉันไหม”
“ฉันว่านะ ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอก ผู้ชายคนนั้นถือว่า ‘สินค้าไม่ตรงปก’ อย่างรุนแรง”
หลินไห่เยี่ยนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “หือ? ไม่ตรงปกยังไง”
หลินซูจิ๊ปากอย่างขัดใจ “ก็อีตานั่นบอกว่าตัวเองอายุยี่สิบปี แต่ฉันดูจากหนังหน้าแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องปาเข้าไปยี่สิบห้าหรือยี่สิบหก ต่อให้บอกว่าสามสิบฉันก็ยังเชื่อเลย หน้าตาล้ำอายุไปไกลมาก”
หลินไห่เยี่ยนได้ยินดังนั้นก็หลุดขำพรืด ต้องรีบเอามือตะครุบปากตัวเองไว้ ก่อนจะกระซิบเสียงเบาเพราะกลัวพวกแม่ๆ ข้างหน้าจะได้ยิน
“เขาอาจจะหน้าแก่แต่เกิดก็ได้มั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ แสดงว่าพันธุกรรมบ้านนี้ไม่ดี วันหมดอายุสั้นเกินไป!” หลินซูรู้ว่าเพื่อนไม่ได้มีใจให้ฝ่ายชาย เธอจึงจัดหนักจัดเต็มด้วยฝีปากระดับแม่ค้าปากตลาดโดยไม่ต้องเกรงใจใคร
“ฮ่าฮ่า...”
หลินไห่เยี่ยนหัวเราะจนตัวงอ น้ำหูน้ำตาเล็ด
“พวกเธอกำลังหัวเราะอะไรกัน ดูมีความสุขเชียว เล่าให้พวกเราฟังบ้างสิ” ฉีเสี่ยวอวิ๋นที่เดินนำหน้าได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจึงหันกลับมาถามด้วยความสงสัย
เมื่อกลับมาถึงหน่วยผลิตเสี่ยวเหอ
หลินซูแยกย้ายกับป้าหนิวและคนอื่นๆ เพื่อกลับบ้าน พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีเพียงหลิวเสี่ยวเอ๋อผู้เป็นแม่นั่งอยู่บ้านเพียงลำพัง
“เป็นยังไงบ้างลูก ขายได้เงินมาเท่าไหร่” หลิวเสี่ยวเอ๋อพอเห็นเงาของลูกสาวก็รีบปรี่เข้ามารับตะกร้าสะพายหลังทันทีด้วยความกระตือรือร้น
“สี่สิบเอ็ดหยวนค่ะ”
“ทำไมแกถึงได้ล้างผลาญแบบนี้!”
ประโยคแรกคือคำตอบของหลินซู ส่วนประโยคหลังคือเสียงหวีดร้องของหลิวเสี่ยวเอ๋อ
แม่หลิวจ้องมองไข่ไก่หลายสิบฟองที่นอนเรียงรายอยู่ในตะกร้าแล้วแทบจะเป็นลมจับ ความเสียดายเงินพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
ที่บ้านก็มีไก่ออกไข่ให้เก็บกินทุกวันอยู่แล้ว วันละสองสามฟองก็มี นังลูกตัวดีคนนี้ทำไมถึงกล้าควักเงินซื้อไข่ไก่จากข้างนอกกลับมาอีก มันน่าตีให้ก้นลายนั
เดิมทีหลินซูตั้งใจจะควักเงินสี่สิบเอ็ดหยวนออกมาให้แม่ครบทุกหยวน แต่พอโดนข้อหา ‘ล้างผลาญ’ เข้าไป เธอเลยตัดสินใจทันควันว่าค่าไข่ไก่ ค่าเกลือ และค่าสบู่ จะต้องหักออกจากยอดเงินนี้ให้หมด
“แค่ซื้อไข่ไก่ไม่กี่ฟองแม่ก็หาว่าหนูผลาญสมบัติแล้วเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นสมบัติบ้านเราคงจะน้อยนิดจนไม่พอให้หนูผลาญเล่นแล้วล่ะมั้ง”
“แกใช้เงินมือเติบแล้วยังมีหน้ามาเถียงฉอดๆ อีก” หลิวเสี่ยวเอ๋อกำลังคิดหนักว่าครั้งหน้าถ้าจะเอาของไปขายที่ตลาดคงต้องตามไปคุมด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นแม่คุณทูนหัวคงใช้เงินจนหมดตัว
“หนูไม่ได้เถียงนะคะแม่ นี่คือการชี้แจงด้วยเหตุผล” หลินซูล้วงเงินทอนที่เหลือออกมาวางแหมะบนโต๊ะ “แม่ลองมองไปรอบๆ หมู่บ้านสิคะ มีใครจะวาสนาดีเท่าคุณนายหลิวเสี่ยวเอ๋อบ้าง คนอื่นเขายังต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินตากแดดจนตัวดำปี๋ แต่แม่กลับได้นั่งนับเงินสบายใจเฉิบอยู่ที่บ้าน แค่นี้แม่ก็ชนะผู้หญิงทั้งหมู่บ้านไปแบบขาดลอยแล้ว ใครๆ ก็อิจฉาแม่กันทั้งนั้น”
หลิวเสี่ยวเอ๋อนึกภาพตามแล้วมองดูยอดเงินที่ได้มาวันนี้ อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่ก็เริ่มจางหายไป “แล้วไข่ไก่เยอะแยะขนาดนี้จะกินหมดเมื่อไหร่ ดีไม่ดีจะเน่าคาตะกร้าเสียก่อน”
“กินคนละฟองวันละฟอง แป๊บเดียวก็หมดแล้วค่ะ ไข่ห้าสิบฟองอยู่ได้ไม่ถึงเดือนหรอก จะเอาเวลาไหนไปเน่า”
“กินคนละฟองวันละฟองเหรอ ฝันกลางวันไปเถอะย่ะ!” หลิวเสี่ยวเอ๋อค้อนขวับพลางหยิบไข่ไก่เรียงใส่ลงในตะกร้าที่รองด้วยแกลบอย่างทะนุถนอม “ช่วงนี้หยุดงานสองวันพอดี พรุ่งนี้แม่กะว่าจะไปเยี่ยมพี่สาวแกที่บ้านโน้นสักหน่อย”
[จบบท]