บทที่ 48: ค้นพบขุมทรัพย์ในป่าลึก
กู้จิ่วคายก้านซวนทางกานทิ้งไป รสเปรี้ยวฝาดเฝื่อนยังคงแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากจนเขาต้องเบ้หน้า ชายหนุ่มรับกระติกน้ำที่หลินซูปลดส่งมาให้ กลั้วคอแรงๆ สองสามทีเพื่อล้างรสชาตินั้นออก
หลินซูยืนกอดอกมองท่าทางของเขาพลางหัวเราะร่า “เป็นยังไงบ้าง รสชาติถึงใจไหมคะ”
ใบหน้าบิดเบี้ยวของกู้จิ่วค่อยๆ คลายลง เขายกมุมปากขึ้นยิ้ม “แปลกดีแฮะ ตอนนี้ในปากกลับรู้สึกหวานชุ่มคอขึ้นมาเฉยเลย”
“เปรี้ยวต้นหวานปลาย นี่แหละสเน่ห์ที่ทำให้เด็กบ้านนอกอย่างพวกเราชอบกินมันนัก” หลินซูพูดพลางบรรจงลอกเปลือกก้านซวนทางกานในมืออย่างชำนาญ ก่อนจะกัดกร้วมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“เจ้าต้นหู่จ้างนี่นอกจากก้านอ่อนจะเอามาเป็นของกินเล่นแก้กระหายได้แล้ว รากของมันยังเป็นสมุนไพรชั้นดีด้วยนะคะ”
“เป็นยาได้ด้วยเหรอ?” กู้จิ่วชะงักมือที่กำลังจะโยนยอดไม้อีกอันทิ้ง “ทำไมคุณไม่รีบบอก ถ้าบอกเร็วกว่านี้ผมคงลงมือขุดพวกมันขึ้นมาหมดแล้ว ของดีขนาดนี้”
หลินซูพยักพเยิดหน้าไปทางพุ่มไม้เตี้ยๆ ไม่ไกลนัก “อยากขุดก็ไม่ยากหรอกค่ะ ตรงนั้นยังมีกอใหญ่อยู่อีกตั้งเยอะ คุณลองไปขุดสองกอนั้นดูสิ”
“ได้เลย งานใช้แรงขอให้บอก” กู้จิ่วคว้าเสียมยาคู่ใจเดินดุ่มๆ เข้าไปเตรียมลงมือขุด แต่ก็ยังหันมาถามด้วยความเสียดาย “แล้วก้านเปรี้ยวๆ นั่นคุณยังจะเอาอีกไหม”
หลินซูส่ายหน้าหวือ “ไม่เอาแล้วค่ะ มันเปรี้ยวขนาดนี้ ขืนกินเยอะน้ำย่อยกัดกระเพาะแย่ แถมยังทำให้หิวเร็วด้วย”
เธอปล่อยให้ชายหนุ่มสาละวนกับการขุดรากไม้ ส่วนตัวเองก็เดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณ สายตากวาดมองไปตามซอกหลืบของแมกไม้ ทันใดนั้นดวงตาคู่สวยก็เป็นประกายวาววับเมื่อสะดุดเข้ากับบางอย่าง “ฮ่าๆ คุณดูสิว่าฉันเจอขุมทรัพย์อะไรเข้าแล้ว!”
กู้จิ่วที่กำลังโก่งโค้งออกแรงงัดรากไม้ในดิน พอได้ยินเสียงหัวเราะสดใสก็รีบยืดตัวขึ้น ถามด้วยความตื่นเต้น “เจออะไรดีๆ เข้าอีกล่ะ”
หลินซูกวักมือเรียกพลางวิ่งเหยาะๆ ไปหยุดอยู่ที่ซากต้นไม้แห้งตายซากหนึ่ง “คุณมาดูนี่สิคะ”
กู้จิ่วทิ้งเสียมแล้วเดินตามมามองดูสิ่งมีชีวิตสีดำคล้ำที่เกาะกลุ่มกันแน่นขนัดบนขอนไม้ “นี่มัน... ดูๆ ไปเหมือนเห็ดหูหนูเลยนะ”
“ก็เห็ดหูหนูนั่นแหละค่ะ แล้วก็นี่เป็นเห็ดหูหนูป่าแท้ๆ ธรรมชาติ 100% เลยนะ” น้ำเสียงของหลินซูเต็มไปด้วยความดีใจ เพราะเห็ดหูหนูป่าดอกหนาๆ ที่ขึ้นเต็มขอนไม้ขนาดนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
“มันเป็นสมุนไพรด้วยเหรอ” กู้จิ่วเกาหัวแกรกๆ เท่าที่เขาจำได้ มันคือวัตถุดิบทำอาหารราคาแพงในภัตตาคารไม่ใช่หรือ
“ฉันกะว่าจะเก็บกลับไปตากแห้ง เก็บไว้ทำกับข้าวกินเองที่บ้านค่ะ ของดีแบบนี้หากินยากนะ” หลินซูไม่รอช้า หยิบถุงกระสอบออกมาแล้วเริ่มลงมือเก็บอย่างคล่องแคล่ว
“งั้นคุณเก็บทางนี้ไปก่อน ผมจะกลับไปจัดการรากไม้ทางโน้นต่อ” กู้จิ่วเห็นเธอมีความสุขกับการเก็บเห็ด เขาก็กลับไปทำหน้าที่กรรมกรขุดดินของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
หลินซูใช้เวลาไม่นานก็กวาดเห็ดหูหนูจนเกลี้ยงขอนไม้ คะเนน้ำหนักดูแล้วน่าจะได้สักสองสามชั่ง เธอแอบแบ่งครึ่งหนึ่งขายให้กับ 'ระบบ' ที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณของเธอ ราคาดีทีเดียว ชั่งละสองหยวน แค่เห็ดกองนี้ก็ทำเงินให้เธอไปเกือบสามหยวนแล้ว
“หลินซู! มาทางนี้หน่อย นี่ใช่ต้นกล้าหวงจิงหรือเปล่า?” เสียงกู้จิ่วตะโกนเรียกมาจากอีกฝั่งของพุ่มไม้
หลินซูหิ้วถุงกระสอบเดินฝ่าดงหญ้าเข้าไปดู พบต้นกล้าหวงจิงกอเล็กๆ ประมาณสิบกว่าต้น “ใช่ค่ะ แต่ต้นมันยังเล็กเกินไป ขุดไปก็ไม่ได้ราคา ปล่อยไว้สักสองสามปีค่อยกลับมาขุดดีกว่า”
“แล้วไอ้เห็ดสีน้ำตาลเข้มพวกนี้ล่ะ กินได้ไหม?” สายตาของหนุ่มเมืองหลวงคนนี้ช่างไวเหลือเกิน แม้จะเสียดายหวงจิง แต่เขาก็ตาดีไปเจอของดีเข้าอีกจนได้
ทั้งสองมุดผ่านพุ่มไม้หนาทึบเข้าไป พบว่าบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบสนทับถมกัน มีดอกเห็ดสีน้ำตาลเข้มงอกแทรกตัวขึ้นมาเป็นกลุ่มๆ สีของมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าไม่สังเกตดีๆ แทบจะมองไม่เห็น
“นี่มันเห็ดสนนี่นา!” หลินซูหยิบดอกเห็ดขึ้นมาพิจารณา แสร้งทำเป็นดูด้วยตาเปล่า แต่ความจริงเธอกำลังสอบถามข้อมูลจากระบบ “เห็ดสนพวกนี้ชอบขึ้นตามรากต้นสน เป็นเห็ดที่เลือกที่อยู่มาก อุณหภูมิและความชื้นต้องเป๊ะสุดๆ ถึงจะยอมงอก”
ระบบยืนยันกับเธอว่าเห็ดพวกนี้กินได้และมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ที่สำคัญคือมันเพาะเลี้ยงไม่ได้ ต้องหาจากธรรมชาติเท่านั้น ระบบรับซื้อในราคาสูงลิ่วถึงชั่งละห้าหยวน!
แน่นอนว่าการเก็บเห็ดป่ามีความเสี่ยง แต่หลินซูมีตัวช่วยระดับเทพอย่างระบบคอยสแกนพิษให้ เธอจึงกล้าเก็บได้อย่างสบายใจ
ทั้งคู่ช่วยกันเก็บเห็ดสนบริเวณนั้นจนเกลี้ยง ก่อนจะพากันไปทิ้งตัวนั่งพักบนโขดหินใหญ่ด้วยความเหนื่อยอ่อน
“เหนื่อยไหมคะ?” หลินซูถามพลางยื่นกระติกน้ำให้
กู้จิ่วรับมากระดกน้ำดื่มอึกใหญ่ ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามขมับ “สำหรับผู้ชายอกสามศอกอย่างผม แค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า”
แม้ปากจะบอกว่าไหว แต่ในใจกู้จิ่วนึกทึ่งในความอึดของหญิงสาวตรงหน้า เดินขึ้นเขาลงห้วยมาครึ่งค่อนวัน เธอยังดูสดใสไม่มีทีท่าว่าจะหอบแฮกๆ เหมือนเขาเลยสักนิด
“พวกผู้ชายเนี่ยนะ รักศักดิ์ศรีกันจริงจริ๊ง ยอมลำบากแต่ไม่ยอมเสียหน้า” หลินซูส่ายหน้าขำๆ “ไหนดูกระดูกกระเดี้ยวหน่อยซิ ยื่นมือมาค่ะ”
กู้จิ่วยื่นมือที่เปื้อนดินโคลนออกไปให้ดู
“สกปรกไปหมดแล้ว” หลินซูปัดเศษดินออกจากฝ่ามือเขาเบาๆ
กู้จิ่วหัวเราะร่า “ก็คนมันขุดดินหาของนี่ครับ ถ้ามือไม่เปื้อนโคลนจะได้งานได้ยังไง”
“ไปกันเถอะค่ะ ลงไปที่ร่องเขาข้างล่าง ตรงนั้นน่าจะมีลำธารให้ล้างตัว”
เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ที่ดังแว่วมาทำให้ทั้งคู่มีความหวัง กู้จิ่วรีบลุกขึ้นแบกตะกร้าเดินตามหลังหลินซูไปต้อยๆ
น้ำในลำธารใสแจ๋วเย็นเจี๊ยบ หลินซูรูดใบไม้รูปร่างแปลกตาจากริมตลิ่งมาหนึ่งกำมือ จุ่มน้ำแล้วขยี้แรงๆ จนเกิดฟองขาวฟูฟ่องขึ้นมาเต็มมือ
กู้จิ่วเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง รีบทำตามบ้าง “โห... หลินซู นี่ใบอะไรครับเนี่ย ขยี้แล้วมีฟองเหมือนสบู่เปี๊ยบเลย”
“เขาเรียกหญ้าสบู่ค่ะ ชื่อตรงตัวเป๊ะ เพราะมันมีสารซาโปนินตามธรรมชาติ ใช้แทนสบู่ได้เลย เวลาเข้าป่าแล้วอยากล้างมือให้สะอาด ก็รูดเจ้านี่มาขยี้ สะดวกจะตายไป”
“สุดยอดไปเลย สะดวกจริงๆ ด้วย แค่โดนน้ำก็มีฟองแล้ว” กู้จิ่วสนุกกับการล้างมือด้วยสบู่ธรรมชาติเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
“ในป่ายังมีพืชอีกหลายชนิดที่ให้ฟองได้นะคะ ไว้คราวหน้าถ้าเจออีกฉันจะสอนให้ดู”
กู้จิ่วเงยหน้าขึ้นมองเธอ ส่งสายตากรุ้มกริ่ม “พูดแบบนี้ แสดงว่าคุณยอมให้ผมตามขึ้นเขาแล้วใช่ไหม”
หลินซูค้อนขวับ “ถ้าฉันไม่ยอม แล้วคุณจะไม่ตามมาหรือไงคะ”
“ไม่มีทาง ต่อให้คุณไล่ ผมก็จะหน้าด้านตามมาอยู่ดี ถือซะว่าหางานให้คนว่างงานอย่างผมทำแก้เบื่อไง”
หลินซูผลักใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นเข้ามาใกล้ด้วยความหมั่นไส้ “จริงจังหน่อยสิคุณ”
“ผมก็จริงจังกับการตามจีบ... เอ้ย ตามคุณขึ้นเขาอยู่นี่ไง ต้องทำขนาดไหนถึงจะเรียกว่าจริงจังอีกล่ะครับ”
เมื่อเจอลูกอ้อนผสมลูกตื้อแบบนี้ หลินซูก็คร้านจะต่อปากต่อคำ พอล้างมือเสร็จเธอก็ล้วงหมั่นโถวลูกใหญ่ออกมาจากย่าม ส่งให้เขา “เลิกพูดมากแล้วมานั่งกินนี่ จะได้มีแรงเดินต่อ”
กู้จิ่วรับหมั่นโถวไปกัดคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย “มื้อเที่ยงกินง่ายๆ ไปก่อนนะ เย็นนี้ผมจะพาคุณไปกินของดีๆ ที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจ”
“วันนี้ฉันต้องรีบกลับบ้านค่ะ เรื่องเลี้ยงข้าวแปะไว้ก่อนเถอะ คราวหน้าฉันเลี้ยงคืนเอง ช่วงบ่ายเราเน้นหาพวกหวงจิง ถู่ฝูหลิง หรือมันมือเสือป่ากันดีกว่า”
ความจริงคือหลินซูอยากจะแกล้งใช้งานกู้จิ่วให้เข็ดหลาบ จะได้เลิกตามตอแยเธอขึ้นเขาเสียที อีกอย่าง ถ้าเขามัวแต่ง่วนขุดดิน เธอก็จะมีเวลาแว้บไปเก็บสมุนไพรอย่างอื่นขายเข้าระบบโดยไม่ต้องแบกให้หนัก
“มีแต่งานขุดรากไม้ล้วนๆ เลยเหรอ...” กู้จิ่วหน้าถอดสีเล็กน้อย งานกรรมกรล้วนๆ เลยนี่หว่า แต่เพื่อสาวแล้ว ต่อให้มือพังเขาก็ต้องกัดฟันสู้!
ตัดภาพกลับมาที่ตัวอำเภอ
สวี่หมิงที่เมื่อคืนจัดหนักไปหน่อย เพิ่งจะงัวเงียตื่นขึ้นมาตอนตะวันตรงหัว
สวี่ถิงน้องสาวของเขาก็สภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ นั่งจ้วงข้าวต้มเข้าปากอย่างหงุดหงิด “พี่นะพี่ เมื่อคืนคุยกันดิบดีว่าจะให้ฉันไปนอนบ้านพี่จิ่ว แล้วไหงลากฉันกลับมาบ้านได้เนี่ย”
“จะบ้าเหรอ เมื่อคืนญาติผู้น้องหลินซูก็เมาแอ๋ พี่จิ่วเขาดูแลคนเดียวสองคนไม่ไหวหรอก อีกอย่าง ถ้าเธอไม่กลับมานอนบ้าน พ่อกับแม่เอาฉันตายแน่” สวี่หมิงมองไปรอบๆ บ้านที่เงียบเชียบ “แล้วพ่อกับแม่หายไปไหนหมด?”
“ไปบ้านปู่ย่ากันหมดแล้ว เห็นบอกว่าพวกอาเล็กกลับมาเยี่ยมบ้าน เย็นนี้ให้พวกเราตามไปกินข้าวที่นั่น”
สวี่หมิงตักโจ๊กใส่ชาม มองกับข้าวที่มีแค่ผักดองกับผัดมันฝรั่งเส้นแล้วเบ้ปาก “มื้อเที่ยงกินกันแค่นี้เนี่ยนะ? ชีวิตรันทดแท้”
“แม่บอกว่ามีกินก็บุญหัวแล้ว ลูกเทวดาอย่างพวกเราถ้าแม่ไม่อยู่บ้าน แม้แต่ลมตดยังไม่ได้กินเลย” สวี่ถิงเร่ง “เลิกบ่นแล้วรีบกินเข้า กินเสร็จจะได้ไปเล่นบ้านพี่จิ่วกัน”
ในใจลึกๆ เธอยังแอบกังวลว่าเมื่อคืนพี่จิ่วกับยัยบ้านนอกนั่นอยู่ด้วยกันสองต่อสองจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่คิดอีกที ระดับกู้จิ่วคงไม่ลดตัวลงไปคว้าผู้หญิงชาวบ้านมาทำเมียหรอกมั้ง
สวี่หมิงส่ายหัว “เมื่อคืนก็เพิ่งกลับมา จะไปทำไมอีก ไปบ่อยๆ เดี๋ยวเจ้านั่นมันก็รำคาญแย่ กินเสร็จก็นอนตีพุงสักงีบ บ่ายๆ ค่อยไปบ้านปู่ย่าโน่น”
สวี่ถิงกลอกตาอย่างเจ้าเล่ห์ “พี่ไม่อยากรู้เหรอว่าน้องหลินซูสุดที่รักของพี่กลับไปหรือยัง เผื่อเธอยังอยู่ พี่จะได้ไปทำคะแนนไปส่งเธอไง”
พอเอาชื่อหลินซูมาล่อ สวี่หมิงก็หูผึ่งทันที เออแฮะ ไปดูหน่อยก็ดีเหมือนกัน
ทันใดนั้น สวี่ถิงก็หยุดชะงัก ยกมือปิดจมูกทำหน้าเหมือนโลกจะแตก ก่อนจะกระโดดหนีไปยืนอยู่ที่หน้าประตู “พี่!”
สวี่หมิงซดโจ๊กคำสุดท้ายอย่างใจเย็น เลิกคิ้วกวนๆ “อะไร? ก็แค่แก๊สธรรมชาติ จะตื่นเต้นไปทำไม”
“ปู๊ด!” เสียงลมพิฆาตดังขึ้นอีกระลอก
“พี่!!! น่าเกลียดที่สุด!”
“ไม่ต้องมาตะโกน” สวี่หมิงเริ่มร่ายกลอนสดอย่างอารมณ์ดี “อันว่าตดเรื่องตลกขบขัน ลอยไปไกลถึงเยอรมันและอิตาลี กษัตริย์ดมแล้วสิ้นชีวี นักเคมีบอกนี่คือแก๊สพิษ วิ่งวนเวียนในท้องมิดชิด เผลอนิดเดียวก็พุ่งปรี๊ดออกมา”
สวี่หมิงเก็บชามไปพลาง ร้องเพลงล้อเลียนไปพลาง ชี้ตัวเองทีชี้น้องสาวที “คนปล่อยแสนสุขขี คนดมสิ้นชีวี มีตดแล้วไม่ออก ทรมานหัวใจ~”
“พี่!!!” สวี่ถิงกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความโมโห พี่ชายเธอนับวันยิ่งไร้ยางอาย เมื่อก่อนยังรู้จักเกรงใจ เดี๋ยวนี้เอากลอนตดมาเป็นเกราะป้องกันตัวหน้าตาเฉย
สวี่หมิงผิวปากอย่างสบายใจ ควงกุญแจรถจักรยานเล่น “ไปๆๆ ไปหาไอ้จิ่วกันดีกว่า อยู่บ้านเดี๋ยวประสาทกิน”
กลับมาที่บนเขา
“กู้จิ่ว ตะกร้ากับกระสอบเต็มเอี๊ยดแล้ว ลงเขากันเถอะค่ะ”
ในยุคที่การแพทย์แผนจีนยังไม่กลับมาเฟื่องฟู สมุนไพรบนเขาจึงมีมากมายราวดอกเห็ด ทั้งสองคนขุดกันอย่างบ้าคลั่งมาห้าหกชั่วโมงจนไม่มีที่ว่างจะใส่ของแล้ว
น้ำหนักรวมๆ กันน่าจะเกินร้อยชั่ง ส่วนใหญ่เป็นหวงจิงหัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น
“ได้เลยครับ” กู้จิ่วปาดเหงื่อที่ท่วมตัว วางเสียมลงแล้วเป่ามือที่แดงเถือก
หลินซูคว้ามือเขามาดู พลิกฝ่ามือที่เคยเนียนนุ่มขึ้นมา ก็เห็นตุ่มน้ำพองใสๆ สองจุดใหญ่ตามคาด “บอกแล้วไงว่าคราวหน้าให้เตรียมถุงมือมาด้วย ดูสิ มือพังหมดแล้ว อีกหน่อยคงด้านเป็นหนังช้างแน่”
“รับทราบครับคุณนาย คราวหน้าจะเตรียมมาอย่างดี” กู้จิ่วรีบคว้าตะกร้าขึ้นหลัง ทำท่าจะไปแบกกระสอบอีกใบ แต่หลินซูเบรกไว้ก่อน
“พอเลยค่ะ คุณแบกตะกร้าก็พอแล้ว กระสอบสองใบนี้ฉันจัดการเอง ฉันหาบลงไปได้สบายมาก”
“เฮ้ย จะดีเหรอ มันหนักนะ ให้ผมหาบดีกว่ามั้ง คุณแบกตะกร้าไป” กู้จิ่วลังเล ของในกระสอบหนักกว่าในตะกร้าตั้งเยอะ แต่เขาไม่เคยหาบของมาก่อน กลัวจะทำของหล่นกลางทาง
“อย่ามาแย่งซีนน่า คุณขุดดินมาทั้งวันแขนล้าหมดแล้ว ให้ฉันหาบเถอะ เชื่อมือฉันสิ” หลินซูยืนยันหนักแน่น
กู้จิ่วที่ปวดร้าวไปทั้งแขนจำต้องยอมจำนน แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายก็ค้ำคอ เขาไม่อยากดูอ่อนแอในสายตาเธอเลยจริงๆ
กว่าจะเดินโขยกเขยกแบกของลงมาถึงจุดซ่อนจักรยาน ก็ปาเข้าไปเกือบชั่วโมง
กู้จิ่วลากจักรยานออกมา “ให้ผมขี่ไปส่งไหม”
“ไม่ต้องค่ะ” หลินซูจัดการมัดกระสอบใบหนึ่งไว้ท้ายรถ แบกตะกร้าขึ้นหลัง ส่วนกระสอบอีกใบเธอจัดวางพาดไว้บนคานหน้าจักรยานอย่างชำนาญ โดยให้ส่วนกลางของกระสอบล็อกกับคานรถพอดี ส่วนปลายสองข้างห้อยลงมาเพื่อถ่วงน้ำหนัก
กู้จิ่วยืนอ้าปากค้างมองการจัดการระดับมือโปรของเธอ “คุณ... ไหวแน่นะ?”
“สบายมากค่ะ ทรงตัวดีเยี่ยม” หลินซูยิ้มหวาน โบกมือลา “คุณกลับไปพักเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“แล้วคุณจะเข้าเมืองมาอีกเมื่อไหร่” น้ำเสียงของกู้จิ่วเว้าวอนจนปิดไม่มิด
หลินซูเห็นแววตาหมาหงอยของเขาก็ใจอ่อนยวบ “อีกหลายวันค่ะ ไว้ฉันเข้าไปแล้วจะรีบไปหาคุณนะ”
“คราวหน้าถ้ามา... อย่าลืมเอาใบรับรองสถานะโสดติดมาด้วยนะ เราจะได้ไปจดทะเบียนกันสักที” ขนาดจะแยกจากกัน เขายังไม่วายทวงเรื่องแต่งงาน
“ทำไมคุณถึงหมกมุ่นกับเรื่องนี้นักนะ?” หลินซูหยุดรถ หันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ถามจริงๆ เถอะ คุณอยากแต่งกับฉัน ที่บ้านคุณรู้เรื่องหรือเปล่า? ถ้าพวกเขารังเกียจว่าฉันเป็นสาวชาวนา จนกีดกันเราสองคน คุณจะทำยังไง?”
“แล้วนิสัยเราจะเข้ากันได้เหรอ? เราเพิ่งรู้จักกันเองนะ”
“เรื่องที่บ้านไม่ต้องห่วง ผมจัดการได้ ผมอายุขนาดนี้แล้ว พวกลุงป้าน้าอาอยากให้ผมมีเมียใจจะขาด ที่ผ่านมาผมไม่แต่งเพราะเบื่อพวกผู้หญิงหน้าเงินที่ที่บ้านหามาให้ต่างหาก”
หลินซูถอนหายใจ “เหตุผลของคุณมันฟังไม่ขึ้นหรอกนะ อุปสรรคของเรามันมีเยอะแยะไปหมด อย่างเรื่องทะเบียนบ้าน ถ้าฉันแต่งกับคุณ ลูกออกมาก็ต้องถือทะเบียนบ้านชนบทตามฉัน จะเรียนหนังสือ จะกินอยู่ก็ลำบากไปหมด”
“เรื่องพวกนั้นจิ๊บจ๊อย ผมจัดการย้ายชื่อให้ได้ สบายมาก” กู้จิ่วยืนกรานเสียงแข็ง เขาไม่ยอมแพ้หรอก
หลินซูพยักหน้าส่งๆ ไปก่อน ยื้อเวลาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพ่อคุณหนูคงเบื่อไปเอง
อีกอย่าง สิ่งที่ติดค้างในใจเธอคือเรื่องในอดีต เธอต้องสืบให้รู้ให้ได้ว่า ‘ผู้ชายคนนั้น’ ในคืนนั้นคือใครกันแน่?
เบาะแสเดียวที่มีคือสถานที่เกิดเหตุ เธอต้องกลับไปตรวจสอบที่นั่น
ระหว่างทางปั่นจักรยานกลับ พอถึงจุดเปลี่ยวไร้ผู้คน หลินซูก็จัดการขายสมุนไพรบนรถให้กับระบบจนเกลี้ยง
ตัวเลขในบัญชีระบบเด้งขึ้นมา 245 หยวน รวมกับที่แอบขายไประหว่างวันอีก 20 หยวน วันนี้วันเดียวเธอฟันกำไรเน้นๆ ไป 265 หยวน!
ส่วนค่าแรงของกู้จิ่ว... เอาไว้เจอกันคราวหน้าค่อยเลี้ยงข้าวตอบแทนแล้วกันนะ
[จบบท]