บทที่ 5: ใครหน้าไหนก็มาขวางทางรวยของฉันไม่ได้
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผืนหญ้า หลินซูเดินรั้งท้ายขบวนเด็กแสบประจำหมู่บ้านสามสี่คนที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวต้อนลูกวัวกว่าสิบตัวมุ่งหน้าไปยังภูเขารกร้างทางทิศใต้ ทันทีที่เท้าแตะเขตภูเขา เด็กๆ ก็กระจายตัวออกไปพร้อมตะกร้าคู่ใจ ปล่อยให้เหล่าลูกวัวตัวน้อยเดินเล็มหญ้าอย่างอิสระเสรี เพราะนอกจากหน้าที่เด็กเลี้ยงวัวแล้ว วันนี้พวกเขายังมีภารกิจพิชิตหญ้าหมูติดตัวมาด้วย
แน่นอนว่าหลินซูเองก็มีภารกิจเกี่ยวหญ้าหมูเช่นกัน แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มีเรี่ยวแรงเหลือเฟืออย่างเธอ การจะเกี่ยวหญ้าให้เต็มตะกร้าสักใบมันง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ต้องเข้าใจก่อนว่าหมูในยุคสมัยนี้ไม่ได้กินหัวอาหารเม็ดหรูหราเหมือนยุคหลัง แต่พวกมันกินสารพัดวัชพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติ ขอแค่ไม่ใช่หญ้ามีพิษก็สามารถเกี่ยวกลับไปโยนเข้าเล้าได้หมด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนื้อหมูยุคนี้ถึงได้มีรสสัมผัสหอมหวานเข้มข้น มีกลิ่นอายของเนื้อแท้ๆ ที่ต่อให้แค่ต้มใส่เกลือธรรมดาก็ยังอร่อยเหาะจนเนื้อหมูในโลกอนาคตเทียบไม่ติด
หญิงสาวคล้องตะกร้าไว้ที่ข้อแขน สองเท้าก้าวเดินย่ำไปบนพื้นดินที่ขรุขระ ลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังทิศทางเงียบสงบไร้ผู้คน
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาความสดชื่นมาเยือน สรรพสิ่งบนภูเขารกร้างต่างฟื้นตื่นจากการหลับใหล พุ่มไม้ใบหญ้าแข่งกันแตกหน่อผลิใบเขียวขจี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยอดไม้อ่อนนุ่มและน่าเก็บเกี่ยวที่สุด หลินซูลงมือรูดใบไม้และตัดกิ่งอ่อนอย่างคล่องแคล่ว เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ตะกร้าสานใบเก่งของเธอก็อัดแน่นไปด้วยอาหารหมูชั้นดี
หมู่บ้านเสี่ยวเหอ หรือหน่วยการผลิตเสี่ยวเหอ ตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบในหุบเขา ด้านหลังหมู่บ้านมีภูเขาสีเขียวขจีโอบล้อม ถัดไปคือแม่น้ำสายยาวที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างตำบล เพียงแค่นึกภาพตามก็คงพอเดาได้ว่าที่นี่ห่างไกลความเจริญเพียงใด หากคิดจะเดินทางเข้าตัวตำบลต้องอาศัยสองเท้าเดินลัดเลาะข้ามเขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมง หรือหากเลือกเดินตามถนนดินแดงที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านก็ต้องอ้อมโลกจนกินเวลาไปถึงสามชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย
ทว่าในความทุรกันดารก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ เพราะความห่างไกลนี้เองที่ทำให้ระบบนิเวศบนภูเขาของหมู่บ้านเสี่ยวเหอยังคงความสมบูรณ์ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
หลินซูตัดสินใจปิดโหมดห้ามรบกวนของระบบ ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว พร้อมกับการระบุตำแหน่งขุมทรัพย์ธรรมชาติที่อยู่แทบเท้า
[ติ๊ง! ตรวจพบสมุนไพรหยวนจื้อ]
หลินซูย่อตัวลงนั่งยองๆ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่ต้นหญ้าต้นเตี้ยติดดิน บางต้นชูช่อดอกสีม่วงดอกเล็กจิ๋วดูน่าเอ็นดู
“ระบบ นายหมายถึงไอ้เจ้าต้นใบเรียวแหลมพวกนี้น่ะเหรอ คือหยวนจื้อ?”
[ถูกต้องครับโฮสต์ ในป่าธรรมชาติ ต้นหยวนจื้อจะมีขนาดเล็กเตี้ยเรี่ยดินจึงมักถูกมองข้ามได้ง่าย มันเป็นพืชสมุนไพรล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์ Polygalaceae มีฉายาว่า 'หญ้าน้อย' ดังคำกล่าวที่ว่า 'อยู่บนดอยเป็นหญ้าน้อย ลงจากดอยเป็นหยวนจื้อ' สรรพคุณทางยาช่วยสงบจิตใจ บำรุงสมอง เชื่อมการทำงานของหัวใจและไต ขับเสมหะลดบวม ส่วนรากสามารถเก็บมาทำยาได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ระบบรับซื้อต้นที่สมบูรณ์ในราคาต้นละห้าเฟิน]
“เพราะใช้รากทำยา ราคาเลยพุ่งไปถึงห้าเฟินเลยสินะ” หลินซูตาลุกวาว
เทียบกับหญ้าเอ็นยืดหรือหญ้าตีนกาที่ดาษดื่นทั่วไปซึ่งมีราคาแค่ต้นละหนึ่งเฟิน ราคาห้าเฟินนี่ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ย่อมๆ เลยทีเดียว
[เรียนโฮสต์ ระบบประเมินราคาสมุนไพรโดยคำนวณจากความยากง่ายในการขุดค้นและความหายากของพืชชนิดนั้นๆ ครับ]
โชคดีที่วันนี้หลินซูเตรียมพร้อมมาอย่างดี นอกจากเคียวเกี่ยวหญ้าแล้ว เธอยังพกจอบขุดสมุนไพรขนาดพกพาติดตัวมาด้วย และด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดของต้นหยวนจื้อ การขุดพวกมันขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง
เธอจัดการขุดหยวนจื้อกลุ่มเล็กๆ ตรงหน้าอย่างพิถีพิถัน เลือกเฉพาะต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ได้มาทั้งหมดห้าสิบสองต้น เมื่อส่งขายเข้าระบบ ตัวเลขยอดเงินก็เด้งขึ้นมาที่ 2.6 หยวน หลินซูมองตัวเลขในบัญชีด้วยความปลื้มปริ่ม
หลังจากตรากตรำขุดดินจนหลังขดหลังแข็ง หญิงสาวก็ยืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า สายตาสอดส่ายหาก้อนหินเหมาะๆ สักก้อนเพื่อทิ้งตัวลงนั่งพัก แต่ยังไม่ทันที่ก้นจะแตะพื้น เสียงสวรรค์จากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ติ๊ง! ตรวจพบจีทุ่ยเฉ่า หรือหญ้าขาไก่ สามารถทำยาได้ทั้งต้น มูลค่าต้นละสามเฟิน]
“หญ้าขาไก่?” หลินซูทวนคำด้วยสีหน้างุนงง มองไปรอบตัวที่เต็มไปด้วยวัชพืชนานาชนิด “ต้นไหนล่ะพ่อคุณ หญ้าเต็มป่าไปหมดแบบนี้ฉันจะรู้ไหม”
ดูเหมือนระบบอัจฉริยะจะอ่านความคิดของเธอได้แม่นยำ
[โฮสต์ครับ ลองมองที่เท้าของคุณ พืชที่มีใบสองสี ด้านหน้าเขียว ด้านหลังขาว มีขนอ่อนปกคลุม ลักษณะเป็นใบประกอบนั่นแหละครับ หากเก็บเกี่ยวตอนยังไม่ออกดอกจะมีสรรพคุณระบายความร้อน ขจัดพิษ แก้บิด ห้ามเลือด ส่วนเหง้าใต้ดินคือนักฆ่าน้ำตาลในเลือดตัวฉกาจเลยทีเดียว]
คำอธิบายของระบบทำให้หลินซูร้องอ๋อขึ้นมาทันที “อ๋อ! ไอ้ต้นที่นายพูดถึง แถวบ้านฉันเขาเรียกว่า 'หัวไชเท้าดิน' รากมันจะมีรสหวานๆ สมัยเด็กๆ ฉันกับพวกเพื่อนๆ ชอบขุดมากินเล่นกันประจำ”
ความจริงแล้วสมัยที่ใบของมันยังอ่อนๆ ชาวบ้านก็นิยมเกี่ยวไปผสมเป็นหญ้าเลี้ยงหมูด้วยซ้ำ
เจ้าหญ้าขาไก่นี้ หรือที่มีชื่อทางการว่าฟานไป๋เฉ่า ขุดง่ายกว่าหยวนจื้อหลายเท่าตัว แค่เอาเสียมแซะดินเบาๆ สองสามทีก็ได้มาทั้งกอแล้ว
ยิ่งเห็นตัวเลขยอดเงินในระบบวิ่งขึ้นไม่หยุด หลินซูก็ยิ่งมีแรงฮึด ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ในหัวมีแต่คำว่า ขุด ขุด แล้วก็ขุด!
“อาเล็ก! อาเล็กขา! หญ้าหมูเต็มตะกร้าหรือยัง ให้พวกหนูช่วยไหม”
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท หลินซูที่กำลังเพลิดเพลินกับยอดเงิน 6 หยวนเงยหน้าขึ้นมองไปยังตีนเขา
เห็นหลินเสี่ยวอวี่ หลานสาววัยสิบขวบลูกของพี่ชายคนรองยืนโบกมือหยอยๆ อยู่ โดยมีหลินเสี่ยวซวง น้องสาววัยเจ็ดขวบเดินต้อยๆ ตามหลังมาเป็นเงาตามตัว
“เสี่ยวอวี่ เสี่ยวซวง มาทำอะไรกันตรงนี้ล่ะลูก”
พอวิ่งมาถึงตัว หลินเสี่ยวอวี่ก็รายงานเจื้อยแจ้ว “ย่าสั่งให้พวกหนูมาเกี่ยวหญ้าหมูครึ่งตะกร้าค่ะ ทำเสร็จแล้วได้ยินเขาบอกว่าอาเล็กมาเลี้ยงวัวบนเขา พวกหนูเลยชวนกันมาหา”
สายตาซุกซนของหลินเสี่ยวซวงเหลือบไปเห็นจอบอันเล็กในมือของผู้เป็นอา จึงเอียงคอถามด้วยความสงสัย “อาเล็กขุดอะไรอยู่เหรอคะ”
“ขุดหัวไชเท้าดินจ้ะ”
“ขุดให้พวกหนูกินเหรอคะ” เจ้าตัวเล็กตาโตเป็นประกาย วิบวับไปด้วยความหวัง
“...” หลินซูถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะชี้ไปที่ดงหญ้าข้างๆ “อยากกินก็โน่นเลยจ้ะ เอาเคียวขุดเองได้เลย”
แหม รากมันอยู่ตื้นแค่นี้ ขุดง่ายจะตายไป อยากกินของอร่อยก็ต้องออกแรงกันหน่อยสิหลานรัก
ต่อให้เป็นหลานสาวในไส้ แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ มันไม่เข้าใครออกใคร จะให้มาขัดขวางเส้นทางเศรษฐีของอาคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ต้องเข้าใจว่าเด็กยุคนี้ไม่ได้มีขนมกรุบกรอบขายตามร้านโชห่วยเหมือนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กบ้านป่าเมืองดอยอย่างพวกเธอ ของกินเล่นที่ดีที่สุดก็คือผลผลิตจากธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นรากหญ้าขาไก่รสหวาน รากหญ้าคาฉ่ำน้ำ หรือแม้แต่กลีบดอกกุหลาบพันปีสีแดงสดที่ให้รสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจ
หลินเสี่ยวอวี่คว้าเคียวที่เหน็บอยู่ข้างตะกร้าออกมาอย่างกระตือรือร้น “มา! พี่จะขุดเอง น้องคอยเก็บนะ”
“ระวังเคียวบาดมือด้วยล่ะ” หลินซูตะโกนกำชับไล่หลัง ก่อนจะหันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาขุดสมุนไพรแลกเงินต่อ
เด็กชนบทกับเครื่องมือทำกินเป็นของคู่กัน เรื่องความชำนาญนั้นหายห่วง แทบไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดพลั้งให้เลือดตกยางออก แต่ก็นั่นแหละ กันไว้ดีกว่าแก้
สองพี่น้องช่วยกันขุดขึ้นมาได้สิบกว่าต้น นั่งแปะลงกับพื้น ใช้มือถูดินออกอย่างชำนาญ ก่อนจะปอกเปลือกแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
หลินเสี่ยวอวี่เคี้ยวรากไม้รสหวานในปาก พลางทำหน้าฟินเหมือนได้กินขนมหวานรสเลิศ
“อาเล็กคะ เมื่อตอนบ่ายหนูเห็นยุวปัญญาชนจูกับยุวปัญญาชนเว่ยแอบไปกระซิบกระซาบกันด้วยแหละ”
“หือ?”
ประโยคนั้นทำเอาหลินซูชะงักมือที่กำลังขุดดิน “แล้วทำไมเราถึงไปสนใจเรื่องของเขาสองคนล่ะ”
“อ้าว ก็อาเล็กเคยบอกเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าให้พวกหนูช่วยจับตาดูยุวปัญญาชนจูให้หน่อย” เด็กหญิงทำหน้าฉงน เอียงคอถามอย่างพาซื่อ
“หา...”
ความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา หลินซูนึกขึ้นได้ว่าในชีวิตก่อน ด้วยความหน้ามืดตามัวหลงรักผู้ชายคนนั้น เธอถึงขั้นเกณฑ์หลานๆ ตัวเปี๊ยกให้ไปเป็นสายลับ คอยสืบดูว่าจูเจิ้งเลี่ยงทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วมารายงานให้เธอทราบ
โอ๊ย... อยากจะเอาหัวโขกต้นไม้ตาย อดีตที่น่าอับอายนั่น อย่าไปรื้อฟื้นมันเลยจะดีกว่า
พอนึกถึงชื่อจูเจิ้งเลี่ยงกับเว่ยเมี่ยวขึ้นมา ภาพความหลังก็ผุดขึ้นเป็นฉากๆ ยุวปัญญาชนเว่ย หรือเว่ยเมี่ยว หญิงสาวที่มาจากครอบครัวบ้านแตก พ่อแม่ต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งให้เธอกลายเป็นส่วนเกิน พอเรียนจบมัธยมต้นก็ถูกส่งตัวมาชนบท คนที่โหยหาความรักอย่างเธอ พอมาเจอกับจูเจิ้งเลี่ยงที่แสร้งทำเป็นคนดีมีน้ำใจ คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ก็เลยตกหลุมพรางมอบหัวใจให้เขาไปจนหมด
หารู้ไม่ว่าจูเจิ้งเลี่ยงคนนี้ ภายใต้หน้ากากบัณฑิตผู้คงแก่เรียน เนื้อในก็คือแมงดาปีกทองดีๆ นี่เอง ที่บ้านพักยุวปัญญาชนก็แอบกิ๊กกั๊กกับเว่ยเมี่ยว พอออกมาในหมู่บ้านก็ยังมาหว่านเสน่ห์ใส่หลินซูอีก
คนหนึ่งขาดความรัก อีกคนก็ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก สุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อให้ผู้ชายสารเลวคนนั้นปั่นหัวเล่นทั้งคู่
ถ้าสวรรค์ไม่เมตตาให้เธอได้กลับมาเกิดใหม่ ป่านนี้เธอก็คงยังมองไม่เห็นธาตุแท้อันน่าขยะแขยงของจูเจิ้งเลี่ยง
“อาเล็ก หนูเห็นพวกเขายืนคุยกันกระหนุงกระหนิง ยิ้มให้กันหวานหยดย้อย ดูท่าทางจะสนิทกันน่าดูเลยนะคะ” หลินเสี่ยวอวี่กัดหัวไชเท้าดินคำโต พลางเล่าสิ่งที่เห็นอย่างออกรส
ในความคิดของเด็กน้อย เธอรู้ดีว่าอาเล็กของเธอแอบชอบยุวปัญญาชนหนุ่มหน้ามนคนนั้น แต่เขาเป็นคนในเมือง ถ้าอาเล็กได้ลงเอยกับเขาจริงๆ จะได้ย้ายไปอยู่ในเมืองด้วยหรือเปล่าหนอ
ถ้าอาเล็กได้เป็นสะใภ้คนเมือง ปิดเทอมหน้าพวกเธออาจจะได้มีวาสนาเข้าไปเปิดหูเปิดตาในเมืองบ้างก็ได้
หลินซูไม่ได้รับรู้ถึงความฝันอันบรรเจิดของหลานสาว ไม่อย่างนั้นคงได้เขกหัวเรียกสติกันสักที
“เสี่ยวอวี่ จำไว้นะ ต่อไปนี้ไม่ต้องไปสนใจเรื่องของหมอนั่นอีก เขาเป็นแค่คนนอก ไม่มีความสำคัญอะไรกับเรา เอาเวลาไปสนใจเรื่องอื่นเถอะลูก”
[จบบท]