บทที่ 9: ตัวซวย
น้าหญิงรองส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยขึ้น “รายละเอียดลึกๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้แน่ชัดหรอกนะพี่สาว รู้แค่ว่ายังไงเขาก็ได้เป็นถึงระดับหัวหน้าคนหนึ่งเลยเชียวนะ”
ข้อเสนอที่ดีงามขนาดนี้มีหรือที่หลิวเสี่ยวเอ๋อจะไม่หวั่นไหว เธอยิ้มแก้มปริจนเห็นรอยตีนกา “สองคนนี้ประวัติดีทั้งคู่เลย แต่พ่อหนุ่มคนที่ทำงานกินเงินเดือนคนหลังนี่เงื่อนไขน่าจะเข้าท่ากว่านะ น้องรอง เธอช่วยดูหน่อยสิว่าจะพอมีเวลาจัดแจงให้พวกหนุ่มสาวเขาได้มาดูตัวเจอกันเมื่อไหร่ดี”
น้าหญิงรองเห็นพี่สาวพึงพอใจ ก็ตบต้นขาตัวเองดังฉาดด้วยความชอบใจ “โอ๊ย จะต้องไปหาเวลาจัดแจงอะไรให้ยุ่งยากเล่า อีกไม่กี่วันหลานชายของฉันก็จะอายุครบเดือนแล้ว พี่ก็พาหลินซูไปที่บ้านฉันสิ ถึงตอนนั้นฉันจะจัดการให้พวกเขาได้เจอกันเอง”
“ได้สิ ได้เลย วิธีนี้ดีมาก” หลิวเสี่ยวเอ๋อพยักหน้ารัวๆ ด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าพ่อหนุ่มคนสุดท้ายที่พูดถึงนั้นได้กลายมาเป็นลูกเขยขี่มังกรของบ้านตระกูลหลินไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้น สองพี่น้องก็ขลุกกันอยู่ในห้องครัว พลางทำกับข้าวไปพลางกระซิบกระซาบหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข
ทางด้านหลินซูที่เพิ่งจะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดสะอาดออกมา ก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังลอยมาจากในห้องครัวเป็นระยะ เธอไม่รู้เลยว่าหญิงวัยกลางคนทั้งสองกำลังคุยเรื่องอะไรกันถึงได้มีความสุขจนออกนอกหน้าขนาดนั้น
น้าหญิงรองพักค้างคืนที่บ้านตระกูลหลินเพียงหนึ่งคืน พอรุ่งเช้ากินข้าวเสร็จก็รีบร้อนขอตัวกลับบ้านไปทันที ด้วยวิสัยของคนเป็นแม่บ้านแม่เรือน ที่บ้านยังมีคนอีกโขยงรอให้กลับไปดูแล จะมานอนค้างอ้างแรมอยู่ข้างนอกอย่างสบายใจเฉิบได้อย่างไร
หลินซูไม่รอให้คนอื่นๆ ในบ้านออกไปทำงาน เธอก็คว้าเครื่องมือเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางเล็กๆ หลังหมู่บ้านเพื่อเข้าสู่เขตภูเขา
ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีครามสดใสไร้เมฆหมอกบดบัง รอบด้านเขียวขจีไปด้วยแมกไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ที่นี่ไม่ใช่โลกยุคหลังที่เต็มไปด้วยเชื้อไวรัสระบาดจนผู้คนต้องหวาดผวา ยุคนี้ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเวลาออกจากบ้าน หลินซูจึงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความรู้สึกอิสระเสรี
ทว่าความสุนทรีย์เหล่านั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างของคนสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นข้างหน้า ความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
“หลินซู!”
หญิงสาวหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นจูเจิ้งเลี่ยงกับเว่ยเมี่ยวเดินออกมาจากพุ่มไม้ แววตาของจูเจิ้งเลี่ยงฉายประกายความประหลาดใจกึ่งยินดี ส่วนเว่ยเมี่ยวที่เดินตามหลังเขามานั้นกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
‘ซวยชะมัด’ เธอสบถในใจ ขณะที่กำลังเตรียมจะเดินเลี่ยงมุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกต่อ จูเจิ้งเลี่ยงก็ก้าวยาวๆ เข้ามาขวางหน้าเธอไว้เพื่อดักทางไม่ให้เธอเดินหนี
หลินซูปรายตามองเคียวที่ถืออยู่ในมือของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยหลังออกมาหลายก้าวด้วยใบหน้าเย็นชาเพื่อรักษาระยะห่าง
“หลินซู วันนี้ทำไมคุณถึงขึ้นเขามาด้วยล่ะ มาตัดฟืนเหรอ” แววตาอันร้อนแรงที่จูเจิ้งเลี่ยงส่งมานั้นยากที่จะมองข้ามไปได้ “พอดีเลย ผมกับเว่ยเมี่ยวก็ขึ้นเขามาตัดฟืนเหมือนกัน งั้นพวกเราไปเป็นกลุ่มด้วยกันเถอะ เดี๋ยวถ้าคุณเหนื่อย ผมจะช่วยคุณตัดเอง”
หลินซูได้แต่หัวเราะเยาะอยู่ในใจ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะช่วยใครกันแน่
เธอมองข้ามไหล่เขาไปเห็นเว่ยเมี่ยวที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ด้านหลัง แล้วหันกลับมาพิจารณาชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนชาวนาผู้แก่เรียนตรงหน้า มันทำให้หลินซูรู้สึกเหมือนภาพซ้อนทับ
ภาพที่เลือนรางเหมือนเห็นจูเจิ้งเลี่ยงเมื่อปีก่อนที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ เขาตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่างในชนบท เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ราวกับว่าท้องทุ่งอันกว้างใหญ่นี้มีอะไรให้เขาทำมากมาย
ตอนนั้นท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของเขาสร้างความประทับใจให้เธออย่างลึกซึ้ง จนทำให้ชาติที่แล้วเธอหลงมัวเมาอยู่ในความอ่อนโยนจอมปลอมของเขา กว่าจะมองเห็นธาตุแท้ของคนสารเลวก็ตอนที่ได้กลับเข้าเมืองไปแล้ว
จูเจิ้งเลี่ยงขยับตัวรุกคืบเข้ามาใกล้ “หลินซู...”
หลินซูถอยหลังหนี รักษาระยะห่างอย่างชัดเจนพร้อมขมวดคิ้วปฏิเสธ “ไม่ต้อง ฉันเป็นคนไม่ชอบจับกลุ่มกับพวกเดรัจฉาน”
จูเจิ้งเลี่ยงได้ยินคำด่านั้น รอยยิ้มบนหน้าก็แข็งค้างไปชั่วขณะ แต่เพียงครู่เดียวก็ปรับสีหน้ากลับมาปั้นยิ้มได้เหมือนเดิม เขาแสร้งทำน้ำเสียงจนใจว่า “หลินซู คุณยังโกรธผมอยู่สินะ ผมขอโทษคุณได้ไหม เอาอย่างนี้ ผมมีไข่ต้มอยู่ฟองหนึ่ง ผมตัดใจกินไม่ลง ขอยกให้คุณเป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน ดีไหม”
พูดจบเขาก็ล้วงไข่ต้มออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นส่งมาให้
หลินซูสังเกตเห็นแววตาที่เจ็บปวดและท่าทีอึกอักของเว่ยเมี่ยวที่อยู่ด้านหลัง จึงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ไข่นั่นเป็นของคุณเหรอ ไม่ใช่ว่าไปหลอกลวงมาจากสาวใสซื่อที่ไหน แล้วเอามายืมดอกไม้ถวายพระเพื่อเอาใจฉันหรอกนะ”
ท่าทางที่ทำเหมือนเรื่องบาดหมางก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้หลินซูรู้สึกขยะแขยงจนแทบอาเจียน
รอยยิ้มบนใบหน้าของจูเจิ้งเลี่ยงกระตุกวูบ เขาหันกลับไปมองเว่ยเมี่ยวแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบอธิบายแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ไข่นี้เว่ยเมี่ยวเอามาให้ผมน่ะ คุณก็รู้นี่ว่าพวกเราที่พักยุวปัญญาชนกินข้าวหม้อรวม ผมก็เลยตัดใจกินไม่ลง นี่ไงผมเก็บไว้ให้คุณเป็นการไถ่โทษเชียวนะ”
เขาพูดจาคลุมเครือข้ามๆ ไป ความหมายโดยนัยคือที่พักยุวปัญญาชนกินข้าวหม้อรวม ไข่ใครๆ ก็มี เพียงแต่ไข่ฟองนี้เว่ยเมี่ยวเอามาให้เขาเท่านั้นเอง
“งั้นเหรอ” หลินซูหันไปมองเว่ยเมี่ยว พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ผู้หญิงที่ให้ไข่คุณนี่น่าสงสารจริงๆ ความจริงใจดันเอาไปให้หมากินเสียได้ อ้อ ไม่สิ ให้หมากิน หมามันยังรู้จักกระดิกหางตอบแทนเจ้าของ แต่คุณนี่มันแย่ยิ่งกว่าหมาเสียอีก”
“หลินซู คุณ... ผมอุตส่าห์หวังดีเอาไข่ให้คุณ ทำไมคุณต้องด่ากันด้วย!” จูเจิ้งเลี่ยงโกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาคงคิดไม่ถึงว่าปากของหลินซูจะร้ายกาจขนาดนี้ ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
หลินซูเห็นเขายังยืนขวางทางอยู่ ความอดทนที่มีน้อยนิดก็หมดลง ตวาดเสียงแข็ง “หลีกไป ฉันไม่คบหากับพวกเดรัจฉาน”
อย่าบีบให้เธอต้องลงไม้ลงมือ ถ้ายังขวางทางอีก เธอไม่รังเกียจที่จะแจกแม่ไม้มวยจีนให้สักชุด
จูเจิ้งเลี่ยงยังอยากจะอ้าปากเถียงต่อ แต่เว่ยเมี่ยวที่อยู่ด้านหลังเดินขึ้นมา ดึงชายเสื้อเขาไว้ “พี่จู คุณหลีกทางเถอะค่ะ อย่าขวางทางหลินซูเลย ที่บ้านเธอยังรอให้เธอทำงานอยู่นะ เธอไม่เหมือนพวกเราที่มีทางบ้านคอยส่งเงินส่งของมาจุนเจืออยู่เรื่อยๆ เธอเป็นสาวชาวบ้าน ถ้าไม่ขยันหน่อยจะเอาอะไรกิน อีกอย่างในชนบท ผู้หญิงที่ไม่ขยันขันแข็งก็ไม่มีบ้านไหนอยากรับไปเป็นสะใภ้หรอกค่ะ”
หลินซูได้ยินคำพูดนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะ เธอขอถอนคำพูดเมื่อครู่ แล้วมองยุวปัญญาชนหญิงที่กล้าพูดเหน็บแนมเธอด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้ง ประมาทแม่คนนี้ไม่ได้จริงๆ คำพูดที่แฝงนัยยะเหยียดหยามพวกนี้ฟังแล้วชวนให้อารมณ์เสีย
เพียงแต่ว่า วันเวลาข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่รู้ว่าชาตินี้แม่คนฉลาดแกมโกงคนนี้จะโดนผู้ชายหลอกทั้งตัวและหัวใจอีกหรือเปล่า
เดิมทีก็อยากจะเตือนสติ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ช่างหัวมันเถอะ
เว่ยเมี่ยวดึงจูเจิ้งเลี่ยงออกไปให้พ้นทาง แล้วก้มหน้าพูดเสียงเบา “คุณหลินซู ไม่รบกวนเวลาคุณแล้ว เชิญคุณไปทำงานเถอะค่ะ”
“ขอบคุณ” หลินซูสบสายตาที่เงยขึ้นมามองของอีกฝ่ายด้วยความดูแคลน ก่อนจะก้าวยาวๆ เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกโดยไม่หันกลับมามองอีก
ฟืนแถวชายเขาที่พอจะตัดได้ถูกชาวบ้านตัดไปจนเกลี้ยงแล้ว อยากจะตัดให้ได้เยอะและเร็ว ก็มีแต่ต้องเข้าไปในป่าลึกเท่านั้น
และประเด็นสำคัญคือในป่าลึกมีสมุนไพรเยอะกว่าด้วย
จูเจิ้งเลี่ยงมองตามแผ่นหลังของหลินซูที่เดินไกลออกไป แล้วดึงชายเสื้อตัวเองกลับ หันไปมองเว่ยเมี่ยวพลางหัวเราะแก้เก้อ “โชคดีที่คุณรู้ความ ไม่เหมือนหลินซู หยาบคายไร้มารยาทไม่มีการศึกษา เดิมทีคราวก่อนทำให้เธอหกล้ม ก็เลยอยากจะให้ไข่ไก่เป็นการขอโทษ ไม่คิดเลยว่าเธอจะไม่รู้ชั่วดีขนาดนี้”
เว่ยเมี่ยวพูดเสียงเย็นชา “เธอเป็นคนในหมู่บ้านนี้ มีครอบครัวและคนในตระกูลคอยให้ท้าย ย่อมไม่เห็นหัวพวกเราที่เป็นยุวปัญญาชนต่างถิ่นอยู่แล้ว”
พูดจบ เธอก็เกาะแขนจูเจิ้งเลี่ยงเอาไว้แสดงความเป็นเจ้าของ “เพราะฉะนั้นพี่จู พวกเรายุวปัญญาชนคือพวกเดียวกัน เวลาเจอเรื่องอะไรในหมู่บ้าน คนที่จะช่วยพี่ได้ก็มีแต่พวกเรายุวปัญญาชนที่ถูกส่งมาอยู่ที่นี่ด้วยกันเท่านั้นแหละค่ะ คนในหมู่บ้านเขาไม่มายุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก”
จูเจิ้งเลี่ยงพยักหน้าหงึกหงักด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะแสร้งทำท่าซาบซึ้งใจ “ขอบคุณนะเมี่ยวเมี่ยว มีแต่คุณที่เข้าใจผม”
เว่ยเมี่ยวยิ้มเอียงอาย “พี่จู พวกเรายุวปัญญาชนมาอยู่ชนบทก็ลำบากพออยู่แล้ว ถ้าฉันยังไม่เข้าใจพี่อีก ก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่สิคะ”
จูเจิ้งเลี่ยงซาบซึ้งใจจนฉวยโอกาสสวมกอดเว่ยเมี่ยวเอาไว้แน่น “เมี่ยวเมี่ยว แม่สาวน้อยแสนดีของผม คุณนี่ช่างเป็นคนที่รู้ใจจริงๆ”
เว่ยเมี่ยวถูกผู้ชายที่ตัวเองแอบชอบกอดกะทันหัน ในใจทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่น แต่ขณะเดียวกันในใจลึกๆ ก็ยังมีความคาดหวังบางอย่างที่พุ่งพล่านขึ้นมา ความรู้สึกแบบนี้มันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน
ส่วนจูเจิ้งเลี่ยงที่เป็นผู้ชายวัยกลัดมันเมื่อได้สัมผัสหญิงสาวก็เริ่มลูบไล้ไปทั่วร่างกาย
“อย่านะ อย่าค่ะพี่จู เดี๋ยวมีคนมาเห็น”
คำพูดนี้ช่วยเตือนสติจูเจิ้งเลี่ยง เขาโอบไหล่เว่ยเมี่ยวแล้วคิดจะพาเดินไปยังที่ลับตาคน
เว่ยเมี่ยวขัดขืนพอกระษัยแต่สุดท้ายก็ยอมตามใจ ถูกลากไปยังที่ลับตาคน รอบด้านมีต้นหญ้าขึ้นรกทึบสูงท่วมหัว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาพบเห็น จูเจิ้งเลี่ยงจึงเริ่มลงมือปฏิบัติการรุกล้ำร่างกายเธอทันที
[จบบท]