บทที่ 164: ยุทธการไล่ล่าหมูดริฟต์หิมะ
เสียงหัวเราะของอันหนิงดังก้องกังวานไปทั่วลานหิมะ ช่างเป็นเสียงที่ฟังดูห้าวหาญและเปิดเผยอย่างที่สุด
เธอหัวเราะแบบไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆ ตัวงอจนตัวแทบจะพับลงไปกองกับพื้นหิมะ ร่างกายสั่นเทิ้มเพราะกลั้นขำไม่ไหว จนในที่สุดก็ต้องทรุดตัวลงนั่ง
“นี่นาย... ฮ่าๆๆ หมูตัวนั้น... มันยังเป็นหมูขนดำอีกเหรอเนี่ย โอ๊ย ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เจียงเซี่ยที่นั่งอยู่บนหลังหมูทำหน้าไม่ถูก เดิมทีเขาตั้งใจจะหลบหน้าไม่อยากให้ใครเห็นสภาพนี้ แต่พอเห็นอันหนิงหัวเราะอย่างมีความสุขจนน้ำตาเล็ด ความรู้สึกอับอายขายหน้าเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะจางหายไป เขาเผลอคิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่า การยอมลงทุนขี่หมูเพื่อให้เธอหัวเราะได้ขนาดนี้มันก็คุ้มค่าเหมือนกัน
แต่ความคิดด้านบวกนั้นดำรงอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที ความเย่อหยิ่งมาดคุณชายเจ้าสำอางก็ตีตื้นกลับขึ้นมาทวงพื้นที่คืน
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามวางมาดขรึมทั้งที่ยังขี่หมูอยู่ “นี่เธอไม่รู้หรือไงว่าเนื้อหมูขนดำมันอร่อยกว่าหมูขนขาวตั้งเยอะ?”
อันหนิงที่เกือบจะหยุดขำได้แล้ว พอเห็นสีหน้าจริงจังขึงขังที่พยายามอธิบายสรรพคุณของหมูทั้งที่สภาพดูไม่ได้ของเจียงเซี่ย ต่อมขำของเธอก็ทำงานหนักขึ้นมาอีกรอบ
“จริงเหรอ? แล้วมันอร่อยกว่าขนาดไหนกันเชียว?”
คราวนี้มุมปากของเจียงเซี่ยกระตุกยิ้มขึ้นมาบ้าง
เขากระโดดลงจากหลังเจ้าหมูยักษ์ขนดำอย่างคล่องแคล่ว ปัดหิมะออกจากเสื้อผ้าเล็กน้อยแล้วหันมามองอันหนิง “ฉันสังเกตมาสักพักแล้ว ดูเหมือนเธอจะเป็นพวก... ชอบกินของอร่อยอยู่ไม่น้อยเลยนะ”
จริงๆ เขาอยากจะใช้คำว่า ‘ตะกละ’ แต่พอมองหน้าเธอแล้วก็กลืนคำนั้นลงคอไป เปลี่ยนเป็นคำที่ฟังดูรื่นหูขึ้นหน่อยดีกว่า
อันหนิงหัวเราะจนเริ่มเจ็บท้อง เธอหอบหายใจหนักๆ พยายามโกยอากาศเข้าปอด ดวงตาคู่สวยหรี่มองเจียงเซี่ยอย่างรู้ทัน “แหม หรือนายจะบอกว่าตัวเองไม่ชอบ? หรือนายมีรสนิยมประหลาด ชอบกินของรสชาติห่วยๆ กันล่ะพ่อคุณ”
ท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ผมเผ้าและไหล่ของทั้งคู่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขากลับไม่ได้หนาวเย็นตามอากาศ ทั้งสองยืนเถียงกันอย่างเป็นธรรมชาติราวกับโลกนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน
อันหนิงเริ่มปรับลมหายใจได้ เธอยืดตัวขึ้น ชี้นิ้วไปที่เจ้าหมูขนดำตัวปัญหา “แล้วไปหาหมูตัวนี้มาจากไหนเนี่ย? กะจะเอามาเลี้ยงเหรอ?”
“ระวังเจ้าต้าอิงมันจะงอนเอานะ มีสมาชิกใหม่เข้าบ้านเนี่ย”
“ต้าอิงบ้านฉันใจกว้างจะตายไป ระดับลูกพี่อย่างมันไม่มานั่งหึงหวงเรื่องแค่นี้หรอก”
เจียงเซี่ยพูดกลั้วหัวเราะ มือก็กระชับเชือกที่ล่ามหมูไว้แน่น “ฉันจองหมูตัวนี้ไว้นานแล้ว กะว่าเชือดตัวนี้ทีเดียวเสบียงเนื้อฤดูหนาวก็หายห่วง ไม่ต้องลำบากเดินขึ้นเขาฝ่าหิมะไปหาอาหารแล้ว”
“เข้าท่าแฮะ ไปสั่งมาจากไหนล่ะ?”
อันหนิงเริ่มตาลุกวาวเมื่อได้ยินเรื่องของกิน
“ก็ที่... เฮ้ย! เฮ้ย! หลบไป!”
ยังไม่ทันขาดคำ เจ้าหมูขนดำที่ยืนนิ่งมาสักพักก็เกิดฮึกเหิม ออกแรงพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน แรงกระชากมหาศาลทำให้เจียงเซี่ยที่เผลอคลายการทรงตัวถึงกับหน้าทิ่มคะมำลงไปคลุกฝุ่นหิมะ
สองมือของเขาพยายามยึดเชือกไว้สุดชีวิต ปากก็ตะโกนเสียงอู้อี้เพราะอมหิมะเข้าไปเต็มคำ “อันหนิง! หลบไป!”
แต่อันหนิงหาได้เกรงกลัวไม่ เธอไม่เพียงไม่หลบ แต่กลับกางแขนออกกว้าง ย่อขาลงต่ำ ตั้งท่าเตรียมรับแรงปะทะราวกับผู้รักษาประตูมืออาชีพ
“เข้ามาเลยเจ้าหมูอ้วน!”
แต่ทว่า สติปัญญาของหมูตัวนี้ดูจะเหนือกว่าที่พวกเขาคาดไว้ แทนที่มันจะวิ่งชนตรงๆ มันกลับหักเลี้ยวหลบวูบ!
กีบเท้าอันแข็งแกร่งตะกุยพื้นหิมะจนเป็นร่องลึก ทำมุมสี่สิบห้าองศา สาดเศษหิมะและดินโคลนพ่นใส่หน้าเจียงเซี่ยที่นอนพังพาบอยู่อย่างจัง
“แค่กๆ... ถุย...” เจียงเซี่ยพ่นหิมะออกจากปากด้วยความหงุดหงิด
“ให้ตายสิ มันดริฟต์ได้ด้วย!”
อันหนิงยืนอ้าปากค้าง มองดูเจ้าหมูขนดำโชว์ทักษะการเข้าโค้งระดับเทพแล้ววิ่งหนีหายไปต่อหน้าต่อตา
ความรู้สึกท้าทายพุ่งพล่านขึ้นมาทันที เธอหัวเราะหึๆ ในลำคอ ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง
“เก่งนักนะแก อย่าหวังว่าจะหนีรอดมือฉันไปได้!”
สิ้นเสียงประกาศสงคราม อันหนิงก็ดีดตัวพุ่งออกไปไล่กวดหมูทันที
เจียงเซี่ยตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ปัดหิมะออกจากหน้าแบบลวกๆ ภาพที่เห็นคือหมูขนดำตัวยักษ์กำลังวิ่งซิกแซ็กฝ่าพายุหิมะอย่างคล่องแคล่ว โดยมีร่างเล็กๆ ของอันหนิงวิ่งไล่ตามติดชนิดหายใจรดต้นคอ
“บ้าไปแล้ว!”
ข้างหน้ามีทางโค้ง เจ้าหมูขนดำโชว์สเต็ปหักศอกอีกครั้งจนอันหนิงเบรกไม่ทัน วิ่งเลยจุดเลี้ยวไปไกล
เจียงเซี่ยยืนมองด้วยความรู้สึกกึ่งขำกึ่งทึ่ง ตอนไปเลือกหมู เขาอุตส่าห์กำชับคนขายว่าขอตัวที่แข็งแรงที่สุด กล้ามเนื้อแน่นๆ จะได้เนื้อสัมผัสที่ดีเวลาเคี้ยว แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะแข็งแรงจนกลายเป็นนักกีฬาวิ่งวิบากขนาดนี้
“เจียงเซี่ย! ยืนบื้ออยู่ทำไม มาช่วยจับสิ!” เสียงอันหนิงตะโกนสั่งมาแต่ไกล
เธอเริ่มเอาจริงแล้ว งานนี้เธอจะไม่ยอมใช้พลังจิตโกงเด็ดขาด ศักดิ์ศรีของนักล่ามันค้ำคอ
ถึงแม้รองเท้าผ้าฝ้ายที่ใส่อยู่จะลื่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค
เจียงเซี่ยได้สติ รีบวิ่งตัดสนามเข้าไปสมทบ วางแผนดักหน้าดักหลัง
เจ้าหมูเห็นท่าไม่ดี มันเปลี่ยนทิศพุ่งเข้าใส่เจียงเซี่ยแทน ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลง “เฮ้ย! เร็วเข้า! ฉันรับแรงปะทะมันไม่ไหวหรอกนะ!”
หมูหนักร้อยห้าสิบกิโลฯ พุ่งมาด้วยความเร็วเต็มพิกัด ใครจะไปรับไหว!
“ต้อนมันกลับมา!”
อันหนิงสั่งการ เจียงเซี่ยตัดสินใจเหวี่ยงเชือกในมือเข้าใส่เพื่อขู่ เจ้าหมูตกใจรีบเบรกตัวโก่งแล้วหันหัวกลับวิ่งไปทางอันหนิง
และนั่นคือสิ่งที่เธอรอคอย
อันหนิงวิ่งทำความเร็วระยะสั้น ก่อนจะกระโดดลอยตัวกลางอากาศ แขนขากางออกเตรียมตะครุบเหยื่อ
“จับได้แล้วโว้ย!”
เสียงตะโกนแห่งชัยชนะดังลั่น แต่ภาพที่ออกมาทำเอาเจียงเซี่ยใจหายวาบ
อันหนิงแลนดิ้งลงบนหลังหมูได้แม่นยำ แต่ทิศทางมันผิด! ตอนนี้เธอนอนคว่ำหน้าแนบไปกับหลังหมู โดยที่หัวของเธอหันไปทางก้นของมัน
“ลุกขึ้นนั่งสิคุณ!”
เจียงเซี่ยตะโกนลั่น วิ่งไล่ตามเจ้าหมูที่กำลังตื่นตระหนกวิ่งพล่านไปทั่ว
อันหนิงกัดฟันแน่น เกร็งขาหนีบพุงหมูไว้แน่น พลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ง้างหมัดขึ้นแล้วทุบลงไปที่จุดตายบริเวณต้นคอหมูเต็มแรง
“อู๊ดดด!” เจ้าหมูร้องเสียงหลง ร่างกายอ่อนยวบยาบลงไปกองกับพื้นทันที อันหนิงอาศัยจังหวะนั้นกระโดดลงมายืนทรงตัวบนพื้นหิมะอย่างสวยงาม
เจียงเซี่ยวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง
“ยอดเยี่ยม... สหายนักขี่หมู ฟีลลิ่งเป็นไงบ้าง?”
อันหนิงปัดมือทำความสะอาดเสื้อผ้า หันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนนักวิจารณ์รถยนต์ “อัตราเร่งใช้ได้ เบาะนุ่มนั่งสบาย โดยรวมถือว่าผ่าน”
“ยอมใจเธอเลยจริงๆ”
เจียงเซี่ยยกนิ้วโป้งให้ เขานับถือใจเธอจริงๆ สถานการณ์แบบนี้ยังจะมีอารมณ์มาวิเคราะห์
เขามองดูเจ้าหมูที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น แล้วหันมาพูดกับอันหนิง “ช่วยสงเคราะห์หน่อยเถอะ ช่วยลากไปส่งที่บ้านฉันที อีกสองวันจะชำแหละแล้ว เดี๋ยวฉันแบ่งเนื้อให้เธอสิบจินเลยเอ้า”
“ใจป้ำขนาดนั้นเชียว?”
“อย่าทำหน้าเหมือนไม่เคยเห็นคนใจดีน่า เดิมทีฉันกะจะให้สักยี่สิบจินด้วยซ้ำ”
“ถ้างั้นฉันก็ไม่เกรงใจละนะ”
อันหนิงยักคิ้วกวนๆ เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนคนกลืนยาขมของเจียงเซี่ย เธอก็แอบสะใจเล็กๆ
“ไป ลากไปส่งให้ถึงที่เลย”
อันหนิงคว้าขาหลังหมูขึ้นมาข้างหนึ่ง อาศัยความลื่นของหิมะช่วยผ่อนแรง ลากเจ้าหมูยักษ์มุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลเจียง
พอไปถึงบ้าน ปู่เจียงก็ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างกับอันหนิงเป็นวีรสตรีผู้กอบกู้โลก
หมูยังไม่ทันตาย แต่ปู่เจียงแทบจะแล่เนื้อแจกเธอไปครึ่งตัวแล้ว
“หนูอันหนิงนี่เก่งจริงๆ เลยลูก ขาหมูนี่ของโปรดใช่ไหม? เดี๋ยววันงานปู่เก็บไว้ให้สองขาเลยนะ”
“แล้วก็พวกเครื่องใน ตับ หัวใจเนี่ย เอาไปทำกับแกล้มอร่อยนักแล เอาไปๆ”
“เนื้อสามชั้นสวยๆ นี่ด้วย ต้องเอาไปเยอะๆ นะลูก”
อันหนิงได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับคำไปตามมารยาท ก่อนจะรีบหาจังหวะชิ่งหนีออกมา
ปู่เจียงเดินมาส่งถึงหน้าประตูรั้ว โบกมือลาหยอยๆ ด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ มองส่งจนแผ่นหลังของอันหนิงหายลับไปในม่านหิมะสีขาว
พอหันกลับมา เจอร่างสูงของหลานชายยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างๆ ปู่เจียงก็เปลี่ยนโหมดทันที
“เฮ้อ... ไอ่เราก็นึกว่าเก่งมาจากไหน ที่แท้ก็ราคาคุย โม้ว่าตัวเองแน่ สุดท้ายก็ต้องให้ผู้หญิงเขามาช่วย”
“ปู่ครับ... ถ้าจะด่าก็เอ่ยชื่อผมมาเลยก็ได้ครับ ไม่ต้องเหน็บแนมให้เจ็บช้ำน้ำใจเล่นหรอก”
ปู่เจียงแค่นเสียงในลำคอ เดินเชิดหน้าผ่านหลานชายเข้าบ้านไป
“ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังไม่รู้สำนึก ก็เอาสมองไปต้มกินพร้อมเครื่องในหมูซะไป๊”
เจียงเซี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยืนมองฟ้ามองดินอย่างปลงตก สรุปเกิดเป็นเจียงเซี่ยเนี่ย ทำอะไรก็ผิดไปหมดสินะ!
ตัดภาพมาที่อันหนิง พอกลับมาถึงบ้านตระกูลอัน เธอก็รีบพุ่งไปนั่งหน้าเตาไฟ จัดการก่อไฟเพื่อย่างรองเท้าที่เปียกชุ่ม
หลินกุ้ยฮวาเดินออกมาเห็นสภาพลูกสาว ก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“โอ๊ย! แม่คุณทูนหัวของบ่าว ไปฟัดกับอะไรมาอีกล่ะนั่น!”
“รองเท้าดีๆ มีไม่รู้จักรักษา เปียกหมดแล้วเห็นไหม แล้วทีนี้จะเอาอะไรใส่”
ปากก็บ่นมือก็แย่งรองเท้าไปจากมือลูกสาว
“นั่งเฉยๆ ไปเลย เข้าไปนั่งบนเตียงเตาอุ่นๆ ในห้องนู่น วันๆ ไม่หาเรื่องมาให้แม่ปวดหัวนี่นอนไม่หลับรึไง”
ถึงแม่จะบ่นจนหูชา แต่อันหนิงกลับยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน
“แม่จ๋า... แม่รู้ตัวไหมว่าแม่เนี่ย คือนิยามของคำว่า ‘ปากร้ายใจดี’ ที่แท้ทรูเลยนะ”
“ไม่ต้องมาปากหวาน! ไป๊!”
หลินกุ้ยฮวาไล่ลูกสาว พลิกรองเท้าอังไฟอย่างทะนุถนอม
อันหนิงสวมรองเท้าลำลองที่แม่หามาให้ เดินกลับเข้าห้องนอนอย่างสบายใจ
เมื่อขึ้นไปนั่งบนเตียงเตาที่อุ่นกำลังดี อันหนิงก็นั่งขัดสมาธิครุ่นคิด
“ไม่ได้การละ ต้องหารองเท้ากันน้ำมาใส่ซะหน่อยแล้ว ซื้อให้ทุกคนในบ้านคนละคู่เลยดีกว่า”
ความคิดยังไม่ทันตกผลึกดี เสียงเรียกก็ดังมาจากหน้าบ้าน
“อันหนิงอยู่ไหมครับ? มีโทรศัพท์ทางไกลมาหา!”
[จบบท]