บทที่ 179: ยุทธการล่อเสือออกจากถ้ำ
อันหนิงไม่เข้าใจเลยว่าอันกั๋วหมิงจะดีใจอะไรนักหนากับการได้แผลกลับบ้าน เธอไม่รอให้พี่ชายได้พูดพร่ำทำเพลง มือเรียวเล็กแต่แข็งแรงดั่งคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขา ก่อนจะกระชากแขนเสื้อถลกขึ้นไปจนถึงหัวไหล่อย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวเป็นปื้นใหญ่ ตัดกับผิวเนื้อขาวซีดอย่างน่ากลัว
อันกั๋วหมิงสะดุ้งโหยง รีบชักแขนกลับตามสัญชาตญาณ แต่แรงอันน้อยนิดของเขาหรือจะสู้แรงของน้องสาวได้
“โอ๊ย! น้องเล็ก น้องเล็ก เบาๆ สิ พี่เจ็บนะ”
เมื่อได้ยินเสียงร้องประท้วง อันหนิงจึงยอมคลายมือออก
อันกั๋วหมิงรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดรอยแผลราวกับกลัวใครจะมาเห็นเข้าอีก เขายิ้มกลบเกลื่อนพลางพูดติดตลกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“โธ่เอ๊ย นี่มันเรื่องจิ๊บจ๊อยน่า คนทำงานทำการมันก็ต้องมีเจ็บเนื้อเจ็บตัวกันบ้าง เป็นลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศนะ”
“แลกกับการที่พี่หาเงินก้อนโตกลับมาได้ คุ้มจะตายไป”
อันกั๋วหมิงเริ่มสาธยายวีรกรรมการหาเงินของเขาด้วยท่าทางออกรสออกชาติ ใส่สีตีไข่เสียจนฟังดูตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งน้ำเสียงและท่าทางประกอบที่ดูเกินจริงเรียกเสียงหัวเราะจากคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี จนทุกคนลืมที่จะซักไซ้ไล่เลียงเรื่องแผลฟกช้ำนั้นต่อ
ทว่าอันหนิงรอจนกระทั่งเขาพูดจบ สีหน้าของเธอก็ยังคงราบเรียบไร้รอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองพี่ชายอย่างจริงจัง
“พี่รอง ถ้าคราวหน้ามีใครกล้ามาทำร้ายพี่อีก ฉันรับรองเลยว่าจะเชิญพวกมันมากินโต๊ะจีนชุดใหญ่”
“หา? อะไรนะ” อันกั๋วหมิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “จู่ๆ ทำไมต้องไปเลี้ยงข้าวพวกมันด้วยล่ะ ดีกับพวกมันเกินไปหรือเปล่า”
สมองของอันกั๋วหมิงหมุนตามความคิดอันซับซ้อนของน้องสาวไม่ทัน แต่ดูเหมือนอันกั๋วผิง น้องเล็กของบ้านจะเข้าใจความนัยนั้นดี เขาพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“งานศพเขาก็มีเลี้ยงโต๊ะจีนเหมือนกันครับพี่รอง”
อันกั๋วหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลอย่างเชื่องช้า เขาหันขวับไปมองหน้าอันหนิงเพื่อขอคำยืนยัน ก็เห็นเพียงการพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ
“น้องเล็กพูดถูกแล้ว งานศพมีการเลี้ยงโต๊ะจีนจริงๆ และพวกเราก็เพิ่งจะไปกินกันมาไม่ใช่เหรอ”
“อะ... ฮะๆๆๆ กินข้าวกันเถอะ กับข้าวกำลังจะเย็นหมดแล้ว”
อันกั๋วหมิงหัวเราะแห้งๆ ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรดี การกลับมาบ้านคราวนี้ เขารู้สึกว่าสถานะนักพูดประจำบ้านของเขากำลังสั่นคลอน เพราะมักจะถูกน้องสาวทำให้อึ้งจนพูดไม่ออกอยู่บ่อยครั้ง
ที่สำคัญคือ น้องสาวตัวน้อยของเขา... เริ่มจะอำมหิตขึ้นทุกวันแล้วสินะ
หลังจากมื้ออาหารกลางวันจบลง อันกั๋วหมิงก็ขอตัวกลับเข้าไปนอนพักในห้องที่เขาแชร์ร่วมกับอันกั๋วผิง ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ระหกระเหินอยู่ข้างนอก เขาต้องอาศัยงีบหลับตามมีตามเกิดไม่เคยได้หลับสนิทเลยสักคืน ความคิดถึงบ้านจับใจทำให้เขารู้สึกว่าเตียงนอนที่บ้านนี่แหละ คือสวรรค์ที่ปลอดภัยที่สุด
ช่วงบ่ายเป็นเวลาว่างของอันหนิง
ปกติแล้วเธอมักจะใช้เวลาขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือ หรือไม่ก็วาดเขียนวางแผนงานต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียวดวงอาทิตย์ก็ตกดินเสียแล้ว
โครงการสร้างเรือนกระจกปลูกผักต้องถูกพับเก็บไว้ก่อนเนื่องจากพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ และอีกเหตุผลสำคัญคือสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจนดินแข็งโป๊ก ขนาดใช้จอบขุดสุดแรงยังได้หลุมเท่ากำปั้น ขืนดันทุรังทำต่อไปคงไม่คุ้มแรง
ดูท่าแล้วคงต้องรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิที่หิมะละลายเสียก่อน ทุกอย่างถึงจะเดินหน้าต่อได้
แต่วันนี้อันหนิงกลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับตัวหนังสือตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ภาพรอยฟกช้ำม่วงคล้ำบนแขนของพี่ชายยังคงติดตา กวนใจเธอไม่เลิก ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
“ปัง!”
อันหนิงปิดหนังสือเสียงดังฉาด เธอลุกขึ้นเดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง มองออกไปเห็นหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณ
“พี่รองอุตส่าห์ฝึกร่างกายมาตั้งนาน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเลื่อนขั้นจากคนที่อ่อนแอที่สุดอันดับหนึ่ง มาเป็นอันดับสองจากท้ายตารางแค่นั้นเอง แทบไม่เห็นความแตกต่าง”
“สงสัยจะเป็นเพราะพื้นฐานร่างกายไม่ดีมาตั้งแต่เกิด จะมาปั้นให้เก่งตอนโตคงยากเกินเยียวยา”
อันหนิงถอนหายใจเบาๆ พลางวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
“ในเมื่อจะเคี่ยวเข็ญให้พี่รองเก่งขึ้นมันยากนัก ถ้าอย่างนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือหาบอดี้การ์ดฝีมือดีมาคอยคุ้มกันเขาก็สิ้นเรื่อง”
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ภาพของกลุ่มคนที่เคยพยายามจะดักปล้นเธอก็ลอยเข้ามาในหัว
มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เธอไม่รอช้า รีบกระโดดลงจากเตาเตียง สวมรองเท้าอย่างทะมัดทะแมง แล้วมุ่งหน้าไปหาเป้าหมายสำคัญในแผนการครั้งนี้... หลี่เฉิงเจ๋อ
เมื่ออันหนิงไปถึงบ้านของเจียงเซี่ย และอธิบายแผนการอันแยบยลให้หลี่เฉิงเจ๋อฟังจนจบ วิศวกรหนุ่มถึงกับหน้าซีดเผือด กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“เดี๋ยว... เดี๋ยวนะอันหนิง คุณกำลังจะบอกว่า คุณเป็นนายทุนออกเงิน ส่วนผมเป็นตัวล่อ ให้ผมทำตัวป๋าๆ อวดรวย เพื่อล่อให้โจรมาดักปล้นผมงั้นเหรอ”
“ถูกต้องที่สุด”
อันหนิงพยักหน้ายืนยันเสียงหนักแน่น พร้อมทั้งตบไหล่เขาเบาๆ เชิงให้กำลังใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันจะคอยซุ่มดูอยู่ข้างหลัง รับรองความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์”
หลี่เฉิงเจ๋อเข้าใจสถานะของตัวเองในทันที... นี่มันแผนล่อเสือออกจากถ้ำชัดๆ และเขาก็คือเนื้อสดก้อนโตที่ถูกโยนลงไปล่อเสือ
“นี่... ถือเป็นบททดสอบจิตใจของผมด้วยหรือเปล่าครับ”
“เปล่าเลย”
อันหนิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์จ้องมองเขา
“นี่เป็นการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธได้นะถ้าไม่เต็มใจ”
หลี่เฉิงเจ๋อฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ออกมา ปฏิเสธงั้นเหรอ? กล้าพูดได้ไงว่าปฏิเสธได้ ในเมื่อสายตากดดันขนาดนั้น
“ผมจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะครับ ยินดีช่วยเสมอครับ แหะๆ ผมแค่ถามเพื่อความแน่ใจเฉยๆ”
“ดีมาก งั้นคุณไปเตรียมตัวเลยนะ เปลี่ยนชุดให้ดูดีหน่อย แต่งตัวให้เหมือนเศรษฐีบ้านนอกเข้ากรุง แล้วก็แกล้งทำตัวให้ดูซื่อบื้อเข้าไว้”
คำกำชับของอันหนิงทำให้หลี่เฉิงเจ๋อสรุปความได้สั้นๆ ว่า
“สรุปก็คือ ให้ผมเล่นบทเศรษฐีหน้าโง่นั่นเอง”
อันหนิงขมวดคิ้วมุ่น ไม่ชอบใจคำสรุปนั้นนัก
“อย่าดูถูกตัวเองแบบนั้นสิ ไม่ใช่คนโง่ แค่ 'แกล้ง' ทำตัวเหมือนคนโง่ เข้าใจไหมว่ามันคือการแสดง”
บทสนทนาโต้ตอบของทั้งคู่ทำให้เจียงเซี่ยที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ต้องก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ไหล่สั่นระริกจากการกลั้นขำ
ช่างเป็นคู่หูที่บันเทิงจริงๆ
ในที่สุด หลี่เฉิงเจ๋อก็ถูกจับแปลงโฉม เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดของเจียงเซี่ยที่ดูภูมิฐาน ผิวพรรณขาวสะอาดบวกกับบุคลิกท่าทางเหมือนบัณฑิตคงแก่เรียน ทำให้เขาดูเป็นเหยื่ออันโอชะที่น่ารังแกเป็นที่สุด
ซึ่งในความเป็นจริง... เขาก็น่ารังแกจริงๆ นั่นแหละ
“ลูกพี่ทั้งสองครับ สัญญาแล้วนะครับว่าจะช่วยผม ถ้าเจอโจรของจริงขึ้นมา ผมคงตายศพไม่สวยแน่ๆ”
อันหนิงก้าวเข้าไปตบไหล่เขาอีกครั้งด้วยความมั่นใจ
“วางใจเถอะ ฉันรู้ดีว่าฝีมือการต่อสู้ของคุณกับพี่รองของฉันมันห่วยแตกพอๆ กัน ฉันไม่ปล่อยให้คุณตายหรอก”
“ไปกันได้แล้ว!”
อันหนิงเดินนำขบวนออกจากบ้านเจียงเซี่ย โดยให้หลี่เฉิงเจ๋อเดินตามแผนที่วางไว้ เขาเริ่มจากเดินอาดๆ เข้าไปในตัวตำบล เดินวนไปวนมาตามจุดที่คนพลุกพล่านเพื่อเรียกร้องความสนใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปในสหกรณ์ร้านค้า กวาดซื้อข้าวของเครื่องใช้มากมายราวกับแจกฟรี
จังหวะที่จ่ายเงิน หลี่เฉิงเจ๋อก็ควักเงินปึกใหญ่ออกมานับโชว์อย่างเชื่องช้า จงใจให้ทุกคนเห็นความร่ำรวยนั้น
เมื่อการแสดงในตลาดจบลง เขาก็หิ้วข้าวของพะรุงพะรังเดินมุ่งหน้ากลับบ้านโดยใช้เส้นทางลัด ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไกลผู้คน บรรยากาศรอบข้างเริ่มเงียบสงัดวังเวง
ในหัวของหลี่เฉิงเจ๋อเริ่มฟุ้งซ่าน จินตนาการบรรเจิดไปไกลถึงภาพตัวเองถูกฆ่าหั่นศพ ทิ้งศพกลางป่าหิมะ หรือถูกฆ่าปิดปากเพื่อชิงทรัพย์ สารพัดฉากสยองขวัญผุดขึ้นมาไม่หยุด
“ไม่เป็นไร... ท่องไว้ ไม่เป็นไร”
หลี่เฉิงเจ๋อพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น บางทีโชคอาจจะเข้าข้าง วันนี้อาจจะไม่มีโจรก็ได้
โลกนี้มันต้องมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้างสิ ใครจะมากล้าทำเรื่องผิดกฎหมายกลางวันแสกๆ แบบนี้
คงไม่มีหรอก... มั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนดั่งฟ้าผ่าทำเอาหลี่เฉิงเจ๋อสะดุ้งสุดตัว แต่แปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกกลัวจนฉี่ราดอย่างที่คิดไว้ กลับรู้สึกโล่งใจเสียอีกที่ช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันน่าอึดอัดได้จบลงเสียที
เขาเบิกตากว้างมองชายฉกรรจ์เจ็ดคนที่กระโจนออกมาจากกองหิมะข้างทาง ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเห็นใจ
ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายเลยจริงๆ อากาศหนาวขนาดนี้ยังต้องมาขุดรูอยู่ไต้หิมะเพื่อดักปล้นคนอีก น่านับถือในความพยายามจริงๆ
“พวกพี่ชาย... เป็นโจรปล้นทรัพย์เหรอครับ”
คำถามซื่อๆ ของหลี่เฉิงเจ๋อทำเอาโจรทั้งเจ็ดคนถึงกับชะงัก งุนงงไปตามๆ กัน
กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือแก๊งโจรดวงซวยที่เคยคิดจะปล้นอันหนิงแต่กลับโดนเธอจับมาต่อตัวเล่นกายกรรม แถมยังโดนอบรมสั่งสอนจนซาบซึ้งในรสพระธรรม
กว่าพวกเขาจะรวบรวมความกล้ากลับมาประกอบสัมมาอาชีพ... เอ้ย อาชีพโจรได้อีกครั้ง ก็ต้องใช้เวลาทำใจอยู่นานโข แต่นึกไม่ถึงว่าเหยื่อรายแรกประเดิมฤกษ์จะมาไม้แปลกแบบนี้
หรือว่าหมอนี่จะเป็น "อันหนิง" เวอร์ชั่นผู้ชาย?
หัวหน้ากลุ่มโจรจ้องเขเป๋งไปที่หลี่เฉิงเจ๋อแล้วถามเสียงเข้ม
“เฮ้ย! เอ็งรู้จักอันหนิงไหม”
คำถามนี้ทำเอาหลี่เฉิงเจ๋อไปไม่เป็น
แล้วเขาควรจะตอบว่าไงดีล่ะเนี่ย
“แหม... นึกไม่ถึงเลยว่าพวกพี่ชายจะยังระลึกถึงฉันอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ซาบซึ้งใจจริงๆ”
เสียงหวานใสแต่แฝงความอำมหิตดังขึ้น อันหนิงเดินออกมาจากที่ซ่อนอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีเจียงเซี่ยเดินล้วงกระเป๋าตามมาดูละครฉากเด็ดอยู่ห่างๆ
วินาทีที่สายตาของทั้งเจ็ดคนปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ของอันหนิง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานทันที พวกเขารีบกระโดดมารวมตัวกอดคอกันกลมดิก ตัวสั่นงันงก
“อะ... เอ่อ... คุณอันหนิง! ปะ... พวกเราไม่ได้มาปล้นนะครับ! พวกเรา... พวกเรามา... มาทำจิตอาสาครับ!”
หัวหน้าโจรละล่ำละลักหาข้อแก้ตัว เหงื่อแตกพลั่กท่ามกลางอากาศติดลบ เขาพยายามปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จอย่างสุดชีวิต
“พวกเราตั้งใจจะมาทำความดีจริงๆ ครับ สาบานได้! พอดีเห็นน้องชายคนนี้หิ้วของมาเยอะแยะ กลัวจะหนัก เลยกะว่าจะกระโดดออกมาช่วยถือของให้เฉยๆ ครับ!”
“ใช่ๆๆ ครับลูกพี่พูดถูก!”
“ใช่ครับ! จิตอาสาพาเพลินครับ!”
“ช่วยถือของครับ! ไม่ได้ปล้น!”
ลูกสมุนอีกหกคนรีบพยักหน้าสนับสนุนเป็นพัลวัน ราวกับไก่จิกข้าวสาร ความสามัคคีเกิดขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย
ภาพที่เห็นทำเอาเจียงเซี่ยที่ยืนดูอยู่หลุดขำออกมา ส่วนหลี่เฉิงเจ๋อที่รับบทเหยื่อล่อก็ได้แต่ยืนอึ้ง
คนพวกนี้ต้องเจออะไรมาบ้างนะ ถึงได้กลัวผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจนขึ้นสมองขนาดนี้
อันหนิงยิ้มหวานหยดเดินเข้าไปใกล้กลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังกอดกันกลม
“ไม่ต้องกลัวจนตัวสั่นขนาดนั้นก็ได้ ฉันเป็นพลเมืองดีที่รักความสงบและเคารพกฎหมายนะ”
เธอยกมือขึ้นกอดอก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนขนลุก
“จะบอกอะไรให้ฟัง ตอนนี้ฉันว่างมากจนศึกษาประมวลกฎหมายอาญาจบไปทั้งเล่มแล้ว รู้หมดแหละว่าทำร้ายคนยังไงไม่ให้ติดคุก หรือต้องโดนโทษกี่ปี... สนใจลองวิชาไหม”
สิ้นเสียงของอันหนิง ทั้งเจ็ดคนก็เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นหิมะทันที
แรงโน้มถ่วงของโลกช่างรุนแรงเหลือเกิน การต้องเผชิญหน้ากับปีศาจในคราบสาวน้อยที่รู้กฎหมายแม่นเป๊ะแบบนี้... มันเกินกว่าที่โจรภูธรอย่างพวกเขาจะรับไหวจริงๆ!
[จบบท]