บทที่ 185: มหกรรมขายคำอวยพรรับตรุษจีน
อันหนิงชูสองนิ้วขึ้นมาชี้ที่ดวงตาของตัวเองสลับกับชี้หน้าเจียงเซี่ย ส่งสายตาพิฆาตใส่เขาอย่างดุเดือด นี่คงเป็นอวัยวะเพียงสองส่วนในร่างกายที่ยังขยับได้คล่องแคล่วที่สุดภายใต้เสื้อผ้าหนาเตอะราวกับหมีจำศีล
“ฉันจะเตือนนายไว้ด้วยความหวังดี ถ้าปวดฉี่ก็รีบไปจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
เจียงเซี่ยได้ยินดังนั้นก็หมุนตัววิ่งหนีด้วยความเร็วสูง ท่าทางคล่องแคล่วราวกับฝึกฝนการวิ่งหนีมาเป็นอย่างดี
และเป็นไปตามคาด วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก้อนดินก้อนหนึ่งก็ลอยละลิ่วมาจากมือของอันหนิง แต่น่าเสียดายที่ชุดกันหนาวตัวหนาทำให้วงแขนของเธอถูกจำกัดการเคลื่อนไหว กระสุนดินจึงพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย
เจียงเซี่ยหันกลับมามองก้อนดินที่ตกแปะอยู่ข้างเท้าแล้วระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหนักกว่าเดิม
“ไปก่อนนะ ยัยปีศาจไห!”
เขาทำท่าตะเบ๊ะกวนประสาทหนึ่งทีแล้วสับตีนแตกหายลับไป
“ถ้าฉันเป็นปีศาจไหจริงๆ ฉันจะจับนายยัดลงไหหมักเป็นผักดองซะให้เข็ด”
อันหนิงบ่นพึมพำด้วยความหมั่นไส้ จังหวะเดียวกับที่อันกั๋วชิ่งเดินออกมาได้ยินประโยคหลังพอดี เขาจึงเข้าใจไปคนละทิศละทาง
“น้องเล็ก เธออยากกินผักดองเหรอ เดี๋ยวพี่ไปบอกแม่ให้!”
ว่าแล้วอันกั๋วชิ่งที่กำลังแบกของหนักอึ้งก็วางของลงดังตึง เตรียมจะวิ่งหน้าตั้งไปรายงานมารดา
อันหนิงมองตามพี่ชายคนโตด้วยสายตางุนงง ทำไมพี่ใหญ่ถึงแต่งตัวสบายๆ ไม่เห็นต้องห่อตัวเป็นดักแด้เหมือนเธอเลย อ้อ จริงสิ หลินกุ้ยฮวาเคยบอกไว้ว่าลูกสาวห้ามปล่อยให้ร่างกายต้องลมหนาวนี่นา
“แม่ครับ! น้องเล็กบอกว่าอยากกินซาลาเปาไส้ผักดองกากหมูครับ!”
อันหนิงยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่หน้าประตู
เดี๋ยวนะ เธอไปสั่งเมนูนั้นตอนไหนกัน
อันกั๋วชิ่งวิ่งกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาหยี หอบแฮ่กๆ อย่างมีความสุข
“พี่ใหญ่ เดี๋ยวนี้พี่ไม่ใช่พี่ใหญ่คนเดิมแล้วนะ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลย”
“พูดอะไรอย่างนั้น พี่สะใภ้ของเธอบอกว่าพี่ยังหนุ่มฟิตปั๋ง ไม่แก่ลงเลยสักนิด หล่อเหมือนเดิมเปี๊ยบ!”
อันหนิงโดนป้อนอาหารหมาเข้าปากคำโตโดยไม่ทันตั้งตัว นอกจากจะเลี่ยนความรักแล้วยังรู้สึกจุกอกบอกไม่ถูก
สมาชิกบ้านอันช่วยกันขนของขึ้นรถบรรทุกกันอย่างขะมักเขม้น เมื่อทุกอย่างพร้อม อันกั๋วหมิงก็กระโดดขึ้นนั่งประจำที่คนขับ อันหนิงถูกจัดให้นั่งกินที่ไปครึ่งกระบะหลัง แล้วขบวนคาราวานขนเงินขนทองก็เคลื่อนตัวออกจากบ้าน
เพียงสิบกว่านาที พวกเขาก็มาถึงตลาดนัด
ท้องฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินเข้มเพราะพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดี แต่บรรยากาศโดยรอบกลับคึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่มาจับจองพื้นที่ทำมาหากิน
อันกั๋วหมิงผู้เจนจัดเรื่องการค้าได้มาดูลาดเลาล่วงหน้าไว้แล้ว เขาหักพวงมาลัยพารถบรรทุกเข้าจอดในทำเลทอง จากนั้นทุกคนก็กุลีกุจอช่วยกันตั้งร้าน
อันหนิงรีบสลัดคราบมนุษย์หมี ถอดเสื้อนวมตัวยักษ์ กางเกงหนังหนาเตอะ และรองเท้าบูทคู่ใหญ่ออก เพื่อให้ร่างกายนางฟ้ากลับมามีความคล่องตัวพร้อมรบอีกครั้ง
เธอปีนขึ้นไปบนหลังคารถบรรทุกอย่างคล่องแคล่ว นำไม้ไผ่ยาวที่เตรียมมาผูกยึดไว้อย่างแน่นหนา
ทันทีที่โคมไฟสีแดงลูกโตถูกชักรอกขึ้นสู่ยอดเสาทั้งสี่มุม บรรยากาศของวันตรุษจีนก็แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ไม่เพียงเท่านั้น ตัวรถบรรทุกยังถูกแปลงโฉมด้วยป้ายคำอวยพรสีแดงสดและตัวอักษรฝูสีทองอร่ามที่สะท้อนแสงวิบวับ ภาพวาดปลาคาร์ปตัวใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และภาพเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ถูกจัดวางในตำแหน่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด
ด้านหน้ารถบรรทุกมีโต๊ะยาววางเรียงเป็นแนวกั้น แบ่งพื้นที่ขายออกเป็นสามโซนชัดเจน
โซนแรกละลานตาไปด้วยป้ายคำอวยพรและตัวอักษรฝูหลากขนาด โซนตรงกลางจัดวางปฏิทินจีน ปฏิทินแขวน และป้ายมงคลเล็กๆ สำหรับติดเล้าหมูหรือยุ้งฉาง เช่น ‘เข้าออกปลอดภัย’ หรือ ‘หมูอ้วนเต็มคอก’ ส่วนโซนริมสุดคือสวรรค์ของเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยกองลูกอมสีสวยสดใส หลากหลายชนิดยิ่งกว่าในสหกรณ์ร้านค้าเสียอีก
กองกำลังบ้านอันทั้งห้าคนประจำสถานีรบ อันกั๋วหมิงยืนบัญชาการอยู่บนรถบรรทุกพร้อมโทรโข่งคู่ใจ คอยเรียกลูกค้าและเติมสินค้าลงมาด้านล่าง
อันกั๋วชิ่งรับหน้าที่ดูแลโซนลูกอม เขาเตรียมเครื่องชั่งดิจิทัลและถุงพลาสติกที่เปิดปากถุงรอไว้นับร้อยใบอย่างเตรียมพร้อม
อันซานเฉิงและอันกั๋วผิงประจำการที่โซนป้ายคำอวยพรซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดปะทะหนักที่สุด ส่วนอันหนิงยืนคุมเชิงอยู่ตรงกลาง คอยเป็นหน่วยสนับสนุนที่พร้อมพุ่งเข้าช่วยทุกฝั่ง
ทุกอย่างพร้อม!
แม้ชาวบ้านที่มาเดินจ่ายตลาดยังมากันไม่มาก แต่ความอลังการของร้านก็ดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าด้วยกันต้องเดินเข้ามามุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ร้านของพวกเขาโดดเด่นที่สุดในตลาดนัดวันนี้ สีแดงเจิดจ้าเสียดฟ้า สินค้ามากมายก่ายกอง เป็นใครก็ต้องเหลียวมอง
“ป้ายคำอวยพรคู่นี้ขายยังไงจ๊ะ” ลูกค้าคนแรกถามขึ้น
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณน้าชอบแบบไหนครับ แบบกระดาษสีดำขนาดนี้คู่ละ 10 เฟิน สีทอง 15 เฟิน ถ้าไซส์ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ 20 เฟิน แต่ถ้าจะเอาไปติดประตูรั้วหน้าบ้าน ต้องแบบสีทองคู่นี้ครับ 25 เฟิน”
อันซานเฉิงแจ้งราคาอย่างชัดเจน ลูกค้าทำหน้าลังเลเล็กน้อยเพราะราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
“คุณน้าครับ ปีใหม่ทั้งทีต้องเอาฤกษ์เอาชัยหน่อย ของพวกนี้เป็นมงคล แขกไปใครมาเห็นหน้าบ้านสวยงามก็ชื่นชม เป็นหน้าเป็นตาให้เจ้าของบ้านนะครับ”
เจอคารมคมคายของอันซานเฉิงเข้าไป ป้ายคำอวยพรคู่แรกก็ถูกขายออกไปอย่างง่ายดาย
เพียงไม่นาน สินค้าที่วางโชว์อยู่ก็เริ่มพร่องลง ทั้งที่ลูกค้ากลุ่มแรกนี้มีแค่พ่อค้าแม่ค้าด้วยกันเท่านั้น
พอถึงช่วง 9 โมงเช้า คลื่นมหาชนชาวบ้านก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา
อันกั๋วหมิงยกโทรโข่งขึ้นจ่อปาก เปิดฉากการขายอย่างเป็นทางการ
“ป้ายคำอวยพรมาแล้วครับ! ตัวอักษรฝูรับโชคก็มี! เดินผ่านไปแล้วจะเสียใจ แวะเข้ามาชมกันก่อน!”
“ภาพตุ๊กตามงคลรับขวัญหลาน! ภาพเทพเจ้าแห่งโชคลาภเรียกเงินเข้าบ้าน! เรามีครบทุกอย่าง!”
“ลายใหม่ล่าสุด สวยที่สุดในตำบล! ใครซื้อไปแปะหน้าบ้าน รับรองปีหน้าเงินทองไหลมาเทมา!”
สรรพคุณร้อยแปดพันเก้าถูกพ่นออกมาอย่างลื่นไหล อันกั๋วหมิงมีคลังคำศัพท์ในการขายที่ไม่ซ้ำกันเลยสักประโยค
ผู้คนเริ่มมารุมล้อมหน้าร้านจนแน่นขนัด อันหนิงเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
ไม่ใช่แค่เธอ แต่คนบ้านอันทุกคนต่างตึงเครียด กลัวว่าท่ามกลางความวุ่นวายนี้จะมีมือดีฉวยโอกาสหยิบฉวยสินค้าไป
“อาสามครับ คนเยอะขนาดนี้ ต้องการผู้ช่วยไหมครับ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้น เจียงเซี่ยโผล่หน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
อันซานเฉิงใจจริงอยากจะเกรงใจ แต่พอมองคลื่นมนุษย์ตรงหน้าแล้วก็ต้องยอมรับความจริง
“ขอบใจมากอาเซี่ย เสร็จงานแล้วไปกินข้าวบ้านอานะ”
“ด้วยความยินดีครับ ผมกำลังคิดถึงฝีมือทำกับข้าวของอาสะใภ้อยู่พอดี”
เจียงเซี่ยสวมบทบาทเด็กหนุ่มแสนดี ขยันขันแข็ง และว่านอนสอนง่ายได้อย่างไร้ที่ติ
เขาแทรกตัวเข้ามาอยู่ระหว่างอันหนิงกับอันกั๋วชิ่ง อันหนิงปรายตามองเขาด้วยความหมั่นไส้ แต่พี่ใหญ่อย่างอันกั๋วชิ่งกลับยิ้มร่าต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่างอบอุ่น
ต้องยอมรับว่าการมีเจียงเซี่ยมาช่วยอีกแรง ทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายดูจัดการง่ายขึ้นเยอะ
“ป้าเอาป้ายคำอวยพร 3 คู่ ตัวอักษรฝู 6 ใบ แล้วก็ภาพเทพเจ้านั่นด้วย”
“ได้เลยครับป้า ทั้งหมด 1 หยวน 50 เฟินครับ นี่ครับของ”
อันหนิงรับเงินมาและมัดของส่งให้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
“แม่หนูนี่คิดเลขเร็วจริงๆ ไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขเลย”
อันหนิงไม่มีเวลาแม้แต่จะเงยหน้ามายิ้มรับคำชม มือของเธอกำลังง่วนอยู่กับการมัดของให้ลูกค้ารายต่อไป
แม้ราคาต่อชิ้นจะไม่แพง แต่ด้วยปริมาณลูกค้าที่ถาโถมเข้ามาดั่งน้ำป่าไหลหลาก ทำให้มือของพวกเขาพันกันเป็นระวิง
ตลอดช่วงเช้า อย่าว่าแต่เวลาไปเข้าห้องน้ำเลย แม้แต่เวลาจะยกกระติกน้ำขึ้นมาจิบยังไม่มี
ชีวิตของอันหนิงวนเวียนอยู่แค่สามอย่าง รับเงิน ทอนเงิน มัดของ วนไปไม่รู้จบ
จนกระทั่งบ่ายโมง ตลาดเริ่มวาย ฝูงชนเริ่มซาลง พวกเขาถึงได้มีโอกาสทิ้งตัวลงนั่งพัก
อันกั๋วหมิงปีนลงมาจากหลังคารถในสภาพหมดสภาพ เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งรวมกับทุกคน มองเก้าอี้พับที่ขนมาแต่ไม่ได้ใช้เลยสักครั้ง
“แบกมาให้หนักรถแท้ๆ... แค่กๆ”
อันกั๋วหมิงคว้ากระติกน้ำมากรอกใส่ปากอึกใหญ่ คอเขาแห้งจนแทบจะเป็นผงธุลีจากการตะโกนขายของ
หลังจากนั่งพักเอาแรงจนหายใจทัน ทุกคนก็เริ่มเก็บกวาดร้านเตรียมตัวกลับบ้าน
เมื่อรถบรรทุกแล่นมาจอดที่หน้าบ้านตระกูลอัน อันซานเฉิงก็หันไปย้ำกับเจียงเซี่ย
“อย่าลืมล่ะอาเซี่ย เดี๋ยวตามมากินข้าวที่นี่”
“รับทราบครับอาสาม ผมมาแน่”
“ไปตามปู่เจียงมาด้วยนะ”
สั่งความเสร็จ อันซานเฉิงก็เดินลากขาเข้าบ้านไปอย่างอ่อนแรง
ส่วนสินค้าที่เหลือบนรถ ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าช่างหัวมันก่อน ตอนนี้ขอเติมพลังใส่ท้องก่อนค่อยว่ากันทีหลัง
“เป็นไงบ้าง ขายออกไหมพ่อ”
หลินกุ้ยฮวาเดินออกมาจากครัว มือยังเปรอะแป้งหมี่ ใบหน้าฉายแววกังวลลึกๆ
เธอกลัวว่าของจะขายไม่ออก ถึงมันจะสวยแต่ยุคนี้เงินทองหายาก ใครเขาจะเอาเงินมาซื้อกระดาษแปะฝาผนังกันเยอะแยะ
อันหนิงยกกล่องไม้ใส่เงินวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
“แม่เปิดดูเองเลย”
หลินกุ้ยฮวาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนอย่างลวกๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดฝากล่อง
ทันทีที่เปิดออก ธนบัตรย่อยและเหรียญจำนวนมหาศาลก็ดีดตัวทะลักออกมาจนล้นกล่อง
“นี่มัน... ขายได้ขนาดนี้เชียวหรือ”
“นี่ยังไม่หมดนะแม่ ของยังเหลือไปขายได้อีกสักตลาดสองตลาด”
อันกั๋วหมิงกะเก็งความต้องการตลาดไว้แม่นยำจึงสต็อกของมาเยอะมาก และผลลัพธ์ก็น่าชื่นใจ
“นี่ยังมีอีกกองครับแม่”
อันกั๋วชิ่งยกกระเป๋านักเรียนตุงๆ ใบหนึ่งมาวางกระแทกลงข้างๆ กล่องเงิน
“ในนี้ก็เงินเหรอ”
“แม่นแล้วครับ!”
กล่องเงินหนึ่งใบ กับกระเป๋านักเรียนที่อัดแน่นจนซิปแทบแตกอีกหนึ่งใบ ทั้งหมดนี้คือรายได้จากการขายของเพียงครึ่งวัน
“นี่มันได้เงินมาเท่าไหร่กันล่ะเนี่ย”
“ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาไว้คืนนี้ค่อยนับ รับรองว่าคืนนี้แม่ได้นั่งนับเงินจนนิ้วล็อกแน่”
อันซานเฉิงพูดจบก็โดนหลินกุ้ยฮวาค้อนขวับเข้าให้ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“พอๆ เลิกโม้แล้วไปพักผ่อนกันก่อน อีกเดี๋ยวกับข้าวก็เสร็จแล้ว”
“อ้อ วันนี้เจียงเซี่ยมาช่วยขายจนเหนื่อย พ่อเลยชวนเขามากินข้าวเย็นด้วยนะ”
หลินกุ้ยฮวาพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ
“ดีสิ งั้นเดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่าง เลี้ยงฉลองยอดขายถล่มทลายไปด้วยเลย”
[จบบท]