บทที่ 26: ปฏิบัติการล่าไก่ป่า
อันกั๋วหมิงเลิกตั้งคำถามใดๆ อีกต่อไป เขาเดินกลับบ้านเคียงคู่ไปกับอันหนิง ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฝีเท้าของชายหนุ่มก้าวล้ำนำหน้าผู้เป็นน้องสาว จนกระทั่งพุ่งตัวเข้าไปภายในลานบ้านเป็นคนแรกด้วยความตื่นเต้น
ทางด้านอันหนิงที่เดินตามมาติดๆ ทอดสายตามองแผ่นหลังของพี่ชายที่ดูเบิกบานราวกับดอกไม้บานยามเช้า พลางเกิดความคิดวิเคราะห์ขึ้นในใจ ในฐานะคนที่คุ้นเคยกับข้อมูลวิทยาศาสตร์ เธอนึกอยากจะจับพี่ชายมาทำการทดลองวิเคราะห์ค่าทางชีวภาพเสียจริง ปรากฏการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถกระตุ้นระดับฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ให้พุ่งพล่าน และดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
หญิงสาวเร่งฝีเท้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในลานบ้าน ในหัววางแผนว่าจะรีบล้างหน้าล้างตาเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้า แล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อนให้สบายตัว แต่ทว่าแผนการของเธอก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงเรียกของอันซานเฉิงดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
ภายในห้องฝั่งตะวันตกของเรือนหลัก แสงสว่างอันริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันก๊าดถูกจุดขึ้นเปลวไฟไหวระริก กลิ่นฉุนเฉพาะตัวจากการเผาไหม้ลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง อันซานเฉิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตาเตียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“แกคิดจะร่วมมือหาเงินกับเจ้าพี่รองของแกงั้นรึ”
“ใช่ค่ะ พี่รองบอกเองว่าถ้าอยากหาเงิน มาปรึกษาเขาถือว่าถูกต้องที่สุดแล้ว”
อันซานเฉิงส่งเสียงตอบรับในลำคอเพียงสั้นๆ เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุผลกลใด เพราะในโลกใบนี้ คงไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากจะหาเงินหาทอง
ชายวัยกลางคนเบนสายตาไปทางลูกชายคนรองที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่กลางห้องแล้วเอ่ยถาม “เจ้ารอง ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกสองคนพี่น้องจะไปสรรหาวิธีหาเงินกันยังไง แต่ฉันขอสั่งแกไว้คำเดียว ห้ามไปยุ่งกับเงินสินเดิมของน้องสาวแกเด็ดขาด”
“อันหนิง แกเองก็เหมือนกัน ได้ยินที่พ่อพูดไหม ห้ามงัดเงินก้นหีบของตัวเองออกมาใช้เป็นอันขาด”
“เงินของหนูไม่ได้ซ่อนไว้ก้นหีบหรอกค่ะ แต่หนูซ่อนมันไว้ที่...”
ยังไม่ทันที่อันหนิงจะพูดจบประโยค ทั้งพ่อ แม่ และพี่รองต่างก็หันขวับมาจ้องเธอเป็นตาเดียว ราวกับนัดกันมา อันซานเฉิงถึงกับสูดปากส่งเสียงซี๊ดเบาๆ ด้วยความตกใจระคนร้อนรน
“พูดอะไรของแก! เรื่องสำคัญพรรค์นี้แกรู้คนเดียวก็พอแล้ว อย่าได้เที่ยวไปป่าวประกาศให้ใครรู้เชียว”
หลังจากกระซิบดุลูกสาวด้วยความเป็นห่วง อันซานเฉิงก็หันกลับไปคาดคั้นอันกั๋วหมิงต่อ “แล้วแกวางแผนจะพาน้องเล็กไปทำอะไรกันแน่”
“พ่อครับ ผมคิดว่าจะขึ้นไปล่าสัตว์ก่อน น้องเล็กแรงเยอะแถมสายตายังแม่นยำอย่างกับจับวาง คราวก่อนไก่ป่าตัวนั้น เธอก็ใช้แค่กิ่งไม้ธรรมดาฟาดเปรี้ยงเดียวก็จัดการได้อยู่หมัด ช่วงนี้ในตัวตำบลขาดแคลนเนื้อสัตว์ จะเนื้ออะไรก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทั้งนั้นครับ”
“ไม่ได้! ฉันไม่ยอม”
หลินกุ้ยฮวาที่นั่งเงียบฟังอยู่นานรีบโพล่งขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน “สภาพในป่าในเขามันเป็นยังไงใครจะไปรู้ มันอันตรายเกินไป ฉันไม่ยอมให้ลูกไปเสี่ยงเด็ดขาด”
อันซานเฉิงนิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แม่แกพูดถูก บนภูเขามันมีอันตรายรอบด้าน”
“พ่อครับ ผมรู้ดี ผมไม่มีทางเอาความปลอดภัยของน้องเล็กมาล้อเล่นแน่นอน พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เข้าไปในป่าลึก จะวนเวียนอยู่แค่รอบนอกเท่านั้น แค่ไปล่าพวกไก่ป่า หรือสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ครับ”
อันกั๋วหมิงพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ “ป่ารอบนอกมีชาวบ้านเข้าไปหาของป่ากันทุกวัน ไม่น่าจะมีเรื่องร้ายแรงอะไรหรอกครับ”
สิ้นคำอธิบาย อันซานเฉิงก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง หลินกุ้ยฮวาเองก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
อันหนิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงประตูเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที ทุกคนต่างเป็นห่วงความปลอดภัยและไม่อยากให้พวกเธอขึ้นเขา แต่สำหรับเธอที่มีพลังจิตเป็นอาวุธคู่กายนั้น เธอรู้ดีว่าภูเขาลูกนี้แทบจะไม่มีสิ่งใดคุกคามเธอได้เลย
“พ่อคะ หนูไปได้ค่ะ” อันหนิงก้าวเท้าเดินออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แววตามุ่งมั่นขณะกล่าวคำรับรอง
“หนูจะทำหน้าที่ปกป้องพี่รองเองค่ะ รับรองว่าจะพาพี่รองกลับลงมาจากเขาแบบที่ยังมีลมหายใจแน่นอน”
คำมั่นสัญญาอันหนักแน่นของอันหนิง กลับทำให้สมาชิกในครอบครัวอีกสามคนรู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะอันกั๋วหมิง เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ราวกับว่าการขึ้นเขาครั้งนี้เขาอาจจะไม่ได้กลับลงมาง่ายๆ เสียอย่างนั้น
อันซานเฉิงอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป เขาใช้เวลาไตร่ตรองชั่งใจอยู่นานหลายนาที
“เอาเถอะ... ลองไปดูก่อนก็ได้ ถ้าทำไหวก็ทำ ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนสังขาร”
เมื่อหัวหน้าครอบครัวอนุญาต หลินกุ้ยฮวาก็ไม่ได้คัดค้านอะไรอีก เพียงแต่กำชับให้ลูกทั้งสองระมัดระวังตัวให้มากที่สุด
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดับลง ความมืดเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง อันหนิงเดินออกมาจากห้องฝั่งตะวันตกเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัวที่ลานบ้าน
“ซ่า...”
เสียงน้ำราดลงบนพื้นดินดังขึ้น อันหนิงถือะละมังเปล่าเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน สายตาเหม่อมองไปยังกระทะเหล็กใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายด้วยความรู้สึกโหยหา
จู่ๆ เธอก็คิดถึงอ่างอาบน้ำสุดหรูในยุคดวงดาวที่จากมาจับใจ
นับตั้งแต่วันที่ข้ามเวลามาอยู่ที่นี่ก็ผ่านไปสามวันแล้ว แต่เธอยังไม่มีโอกาสได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายแบบจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดฝากระทะเหล็กใบใหญ่ ตักน้ำอุ่นใส่กะละมังแล้วประคองเดินเข้าห้องนอนของตัวเอง ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตามเนื้อตัว ก็ถือว่าเป็นการอาบน้ำแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน
เมื่อจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น อันหนิงก็ล้มตัวลงนอนบนเตาเตียงอุ่นๆ
ความร้อนที่แผ่ออกมาจากใต้ที่นอนช่วยคลายความหนาวเหน็บ ทำให้ร่างกายของเธอรู้สึกผ่อนคลาย แขนขาเหยียดยาวออกอย่างสบายอารมณ์ ความอบอุ่นที่โอบล้อมแผ่นหลังทำให้อันหนิงดำดิ่งสู่ห้วงนิทราในเวลาอันรวดเร็ว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขณะที่ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท อันหนิงก็ตื่นขึ้นมาเตรียมพร้อม
เมื่อคืนเธอได้นัดแนะกับพี่ชายคนรองไว้ดิบดีแล้วว่า เช้านี้จะขึ้นไปสำรวจลู่ทางบนภูเขา
“น้องเล็ก พร้อมแล้วไปกันเถอะ”
“นั่นพี่ถืออะไรมาคะ”
ในมือของอันกั๋วหมิงมีแท่งโลหะทรงกระบอกที่สามารถส่องแสงสว่างได้ อันหนิงมองด้วยความสนเท่ห์
“ไฟฉายไงล่ะ พ่อแกหวงของสิ่งนี้จะตาย ปกติไม่ยอมควักออกมาใช้หรอก แต่เมื่อคืนพ่อเอามาให้พี่ บอกว่าให้พวกเราพกติดตัวไว้ใช้ตอนขึ้นเขา”
อันกั๋วหมิงยื่นไฟฉายให้น้องสาวดู อันหนิงรับมันมาพิจารณา พลิกดูเลนส์ด้านหน้า แล้วหมุนเปิดฝาครอบด้านหลังเพื่อดูวงจรภายใน
เพียงพริบตาเดียว เธอก็เข้าใจกลไกการทำงานของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง หากมีวัสดุอุปกรณ์พร้อม เธอสามารถประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน
“รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวฟ้าสว่างแล้วคนจะเห็น”
สองพี่น้องเร่งฝีเท้าเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ภูเขา อันกั๋วหมิงชำนาญเส้นทางบริเวณรอบนอกเป็นอย่างดี เขาเดินนำอันหนิงมาหยุดอยู่ ณ จุดหนึ่งที่มีลักษณะภูมิประเทศเฉพาะตัว
“ตรงนี้หญ้าขึ้นรกสูง แล้วก็อยู่ห่างจากลำธารเล็กๆ ทางฝั่งโน้นไม่มาก พวกสัตว์ป่าชอบมาหากินแถวนี้ที่สุด”
อันหนิงไม่ได้เอ่ยตอบ แต่เธอได้ทำการแผ่ขยายคลื่นพลังจิตออกไปสำรวจโดยรอบแล้ว ข้อมูลที่พี่รองบอกมานั้นถูกต้องแม่นยำ
หญิงสาวหันหลังกลับ ส่งไฟฉายที่ปิดสวิตช์แล้วคืนใส่มืออันกั๋วหมิง พร้อมกับกระซิบเสียงต่ำด้วยท่าทีจริงจัง “พี่นั่งยองๆ รออยู่ตรงนี้ ห้ามขยับตัวเด็ดขาด ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันจัดการเอง”
อันกั๋วหมิงพยักหน้ารับรัวๆ ใบหน้าฉายแววเคร่งเครียด ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
อันหนิงยืดตัวขึ้น แววตาที่เคยราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจนักล่า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างขณะที่เธอก้าวเดินไปยังทิศทางเป้าหมาย
ตลอดเส้นทาง อันหนิงก้มลงหักกิ่งไม้ข้างทางหลายครั้ง ก่อนจะใช้นิ้วมือจัดการเหลาปลายด้านหนึ่งให้แหลมคมราวกับลูกธนู
เมื่อเดินมาได้ระยะที่เหมาะสม เธอก็หยุดฝีเท้า วาดแขนทั้งสองข้างออกไปพร้อมกันด้วยความรวดเร็ว กิ่งไม้ปลายแหลมพุ่งแหวกอากาศออกไปดุจกระสุนปืน
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ร่างบางออกตัววิ่งอย่างคล่องแคล่ว เธอพุ่งไปทางซ้ายก่อน ก้มลงเก็บไก่ป่าที่นอนแน่นิ่งสิ้นใจแล้วขึ้นมาหนึ่งตัว
ทางด้านอันกั๋วหมิงที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลัง ถึงกับต้องรีบยกมือขึ้นตะครุบปากตัวเองไว้แน่น เพื่อกลั้นเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น น้องเล็กของเขาช่างเก่งกาจราวกับเทพสงคราม!
และนับจากวินาทีนั้น พื้นที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นเวทีแสดงโชว์ความสามารถของอันหนิงแต่เพียงผู้เดียว
เหล่าไก่ป่าผู้โชคร้ายคงคาดไม่ถึงว่า การออกมาคุ้ยเขี่ยหาอาหารและกินน้ำในยามเช้าตามปกติ จะนำมาซึ่งจุดจบแบบยกครัวเช่นนี้
สรุปผลงานในเช้านี้ อันหนิงล่าไก่ป่ามาได้ทั้งหมดหกตัว นี่เป็นเพราะเธอจงใจปล่อยให้รอดไปสองตัว ตามคำสอนของอาจารย์ที่เคยพร่ำสอนไว้ว่า หากไม่ใช่สถานการณ์คอขาดบาดตาย ก็จงเหลือทางรอดให้ศัตรูบ้าง เพื่อสมดุลของธรรมชาติ
“น้องเล็ก! เธอสุดยอดไปเลย เมื่อกี้เธอขว้างอะไรออกไปน่ะ ฉันมองไม่ทันเลย”
“แม่นยำอย่างกับจับวาง!”
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเรารวยเละแน่ๆ!”
อันกั๋วหมิงตื่นเต้นจนผมเผ้าแทบจะลุกชี้ชัน อันหนิงรอให้พี่ชายสงบลงสักพักจึงเอ่ยขัดขึ้นว่า “พรุ่งนี้ตรงนี้คงไม่มีไก่ป่าให้ล่าแล้วนะคะ”
“หา? ทำไมล่ะ”
เหมือนโดนน้ำเย็นสาดเข้าหน้า อันกั๋วหมิงที่กำลังฝันหวานค่อยๆ ดึงสติกลับมาสู่โลกความจริง
“เอ่อ... หญ้า... หญ้าตรงนี้มันงามดีนะ”
อันกั๋วหมิงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ พร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ให้น้องสาว “น้องเล็กพูดถูก ไก่ป่าพวกนี้มันก็รักชีวิต คงไม่โง่กลับมาให้เราล่าซ้ำๆ หรอก น่าจะหายหัวไปอีกหลายวัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ ภูเขาลูกนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราแค่เปลี่ยนทำเลไปที่อื่นก็ได้”
อันหนิงมองหน้าอันกั๋วหมิงด้วยความฉงนสงสัย “หญ้างามดี... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ไก่ป่าไม่มาเหรอคะ”
“เกี่ยวสิ! เกี่ยวมากๆ ด้วย”
สมองของอันกั๋วหมิงแล่นเร็วปรู๊ดปร๊าดเพื่อหาคำอธิบายที่ฟังขึ้น “เธอลองคิดดูสิ หญ้าตรงนี้อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ไก่ป่าที่ไหนจะตัดใจทิ้งแหล่งอาหารดีๆ แบบนี้ได้ลงคอ ช้าหรือเร็วมันก็ต้องกลับมาตายรัง... เอ้ย กลับมากินหญ้าอีกแน่”
ต้องยอมรับว่าไหวพริบในการเอาตัวรอดของอันกั๋วหมิงนั้นเป็นเลิศ
“พี่รองพูดมีเหตุผล” อันหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
แม้ลึกๆ แล้วเธอจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่า สิ่งที่พี่ชายพูดออกมาอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักที่เขาต้องการจะสื่อจริงๆ ก็ตาม
“พี่รองคะ เราจะเอาไก่พวกนี้ไปขายเมื่อไหร่ จะกระทบเวลางานของฉันหรือเปล่า”
“ไปขายตอนนี้เลย เดี๋ยวพี่รีบไปยืมจักรยาน แป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว”
อันหนิงและอันกั๋วหมิงเดินลงจากเขามาพร้อมกัน ทว่าเธอแยกตัวมารออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เฝ้ากองไก่ป่ารอพี่ชาย ส่วนอันกั๋วหมิงแยกตัวไปยืมจักรยานเพียงลำพัง
ในยุคสมัยนี้การยืมของเป็นเรื่องของน้ำใจ อันกั๋วหมิงเป็นคนรู้ความ ไม่เคยยืมแล้วคืนมือเปล่า ชาวบ้านจึงเต็มใจให้ยืมเสมอ ไม่นานนักเขาก็ปั่นจักรยานกลับมาด้วยความรวดเร็ว
สายตาของอันหนิงเหลือบไปเห็นภาพเบื้องหลังของอันกั๋วหมิง มีเกวียนเทียมวัวเล่มหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวมา เจ้าวัวแก่สีเหลืองพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาจากจมูกเป็นควันจางๆ มันก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งและมั่นคง แซงหน้าอันกั๋วหมิงที่กำลังปั่นจักรยานหน้าตั้งไปอย่างช้าๆ ราวกับจะเย้ยหยันความรีบร้อนของมนุษย์
[จบบท]