บทที่ 3: แผนการแลกเมล็ดพันธุ์ของอันหนิง
สิ่งแรกที่อันหนิงเริ่มต้นทำการสำรวจก็คือตัวบ้าน มันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทำขึ้นจากดินอัดแน่น ตัวบ้านมีความสูงไม่มากนัก ส่วนหลังคานั้นมุงด้วยท่อนไม้และหญ้าแห้งสลับกันไปมา
ภาพที่เห็นทำให้เธอเกิดความสงสัย เพราะคุณครูในยุคดวงดาวเคยสอนเอาไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างทรงเตี้ยที่ทำจากดินและมีไม้กับหญ้าเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่สถานที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิตไม่ใช่หรือ หรือว่าข้อมูลในตำราประวัติศาสตร์จะคลาดเคลื่อน
นอกจากตัวบ้านแล้ว สายตาของเธอยังเหลือบไปเห็นหม้อเหล็กสีดำใบใหญ่ยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกว่าสิ่งนี้มีไว้สำหรับหุงหาอาหาร แต่ทว่าในสายตาของอันหนิง มันช่างดูคล้ายคลึงกับอ่างอาบน้ำจำลองยุคโบราณรุ่นล่าสุดที่วางขายในยุคดวงดาวของเธอเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง สีสัน หรือแม้แต่ขนาด มันแทบจะถอดแบบกันออกมาทุกประการ
หรือว่าทีมนักโบราณคดีแห่งดวงดาวจะตีความวัตถุโบราณผิดพลาดกันนะ แต่ช่างเถอะ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ เธอจะไปหาเมล็ดพันธุ์พืชได้จากที่ไหนกันแน่
“อันหนิง ดื่มน้ำหน่อยสิจ๊ะ”
เสียงเรียกทำให้อันหนิงดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน เธอมองไปที่โจวกุ้ยเฟิน ผู้เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันครบแปดซี่ตามมาตรฐานที่ฝึกฝนมา
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ใหญ่”
“โอ๊ย จะมาขอบอกขอบใจอะไรกันคนกันเองทั้งนั้น”
โจวกุ้ยเฟินรู้สึกไม่คุ้นชินกับท่าทางเกรงใจจนเกินเหตุนี้ ปกติคนในครอบครัวเขาไม่มานั่งขอบคุณกันไปมาแบบนี้หรอก แต่อันหนิงไม่เข้าใจบริบทความสัมพันธ์แบบนี้ เธอรู้เพียงตรรกะง่ายๆ ว่าการเป็นคนมีมารยาทจะทำให้ผู้คนเกิดความเอ็นดู
และเมื่อคนอื่นเอ็นดูเธอ พวกเขาก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และนั่นหมายความว่าภารกิจตามหาเมล็ดพันธุ์ของเธอก็จะสำเร็จเร็วขึ้น
อันหนิงวางห่อผ้าใบเล็กที่ใส่เงินอันมีค่าเอาไว้บนหน้าตักที่หุบชิดกันอย่างเรียบร้อย มือทั้งสองข้างประคองแก้วน้ำสังกะสีที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าใบหน้าของเธอ ฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความเย็นและเนื้อวัสดุ เธอเตือนตัวเองในใจว่าต้องกะแรงบีบให้ดี อย่าเผลอทำแก้วบุบคามือ
ว่าแต่คนยุคนี้ช่างมีความสามารถในการดื่มน้ำที่น่าทึ่งเสียจริง น้ำแก้วใหญ่ขนาดนี้คงต้องใช้ความพยายามไม่น้อย อันหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ แล้วเริ่มยกแก้วขึ้นดื่มเสียงดังอึกอึกอย่างตั้งใจ
ทางด้านโจวกุ้ยเฟินที่ยืนมองอยู่ด้านข้างเริ่มทำหน้าไม่ถูก น้องสามีดื่มไปหนึ่งอึก สองอึก สามอึก... ทำไมยังไม่หยุดดื่มอีกนะ
น้ำในแก้วใหญ่นั้นเป็นน้ำต้มสุกที่ต้มทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า ปกติใครหิวน้ำก็มาตักดื่มแค่พอหายกระหาย แต่นี่อันหนิงดื่มไปสิบกว่าอึกแล้ว แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะพักหายใจเลยแม้แต่น้อย ยังคงตั้งหน้าตั้งตาดื่มต่อไปราวกับเป็นภารกิจ
“อันหนิง ช้าหน่อยๆ เดี๋ยวก็สำลักหรอก!”
คำตอบที่พี่สะใภ้ได้รับกลับมาคือเสียงกลืนน้ำดัง อึก อึก อึก ต่อเนื่องไม่หยุด
“ฉันดื่มหมดแล้วค่ะ พี่สะใภ้”
ท่าทางที่ดูเชื่อฟังและว่าง่ายของอันหนิงแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวบางอย่าง เธอคว่ำแก้วสังกะสีลงเพื่อให้เห็นชัดๆ ว่าไม่มีน้ำเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว แถมยังทุบหน้าอกตัวเองเบาๆ สองที เป็นสัญญาณว่าเธอเริ่มจะจุกน้ำขึ้นมาแล้ว
สำหรับเธอแล้ว การกินดื่มของที่คนอื่นมอบให้จนหมดเกลี้ยง ถือเป็นการให้เกียรติผู้ให้ขั้นสูงสุด
“แหะๆ... ดีจ้ะ ดีมาก”
โจวกุ้ยเฟินยิ้มเจื่อนๆ พลางรับแก้วสังกะสีกลับมา แต่พอหันหลังกลับ ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที
ตายแล้ว! น้องสามีสมองกระทบกระเทือนจนกลายเป็นคนเอ๋อไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย จะทำยังไงดี ปกติถึงจะเงียบๆ แต่หัวสมองก็ไม่ได้ทึ่มทื่อขนาดนี้นี่นา
“เมียเจ้าใหญ่ เธอมายืนทำลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนี้น่ะ”
“แม่คะ!”
โจวกุ้ยเฟินรีบปรี่เข้าไปหา ดึงแขนหลินกุ้ยฮวา ผู้เป็นแม่สามีที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน แล้วกระซิบกระซาบเล่าความผิดปกติของอันหนิงให้ฟัง หลินกุ้ยฮวาได้ยินดังนั้นก็รีบหันขวับ เดินตรงดิ่งเข้ามาหาลูกสาวทันที
“ลูกสาว จำได้ไหมว่าแม่ชื่ออะไร”
“หลินกุ้ยฮวาค่ะ”
“แล้วพ่อของแกชื่ออะไร”
“อันซานเฉิงค่ะ”
หลินกุ้ยฮวารัวคำถามใส่ไม่ยั้ง รวมถึงถามเรื่องราวสมัยเด็กของอันหนิงอีกหลายเรื่อง แต่อันหนิงก็สามารถตอบโต้ได้ฉะฉานและถูกต้องทุกรายละเอียด
หลินกุ้ยฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอก ลูกสาวของเธอไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่กลัว แต่ในทางกลับกัน สัญญาณเตือนภัยในหัวของอันหนิงกลับดังลั่น
สถานการณ์ไม่ดีแล้ว เธอกำลังถูกสงสัยในตัวตนที่แท้จริง
ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คุณครูเคยสอนกลยุทธ์การเอาตัวรอดว่ายังไงบ้างนะ
แกล้งโง่? แกล้งป่วย? แกล้งความจำเสื่อม? แสดงความอ่อนแอ? ข่มขู่? หรือใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ? หรือว่า... จะยกธงขาวแล้วยอมจำนนไปเลยดี
ในขณะที่อันหนิงกำลังประมวลผลเพื่อเลือกวิธีการที่ดีที่สุด สมาชิกคนอื่นๆ ของบ้านตระกูลอันก็ทยอยกลับมากันครบ หลินกุ้ยฮวาจึงถ่ายทอดคำพูดของหมอให้ทุกคนได้รับรู้
“ก็ดีแล้ว ถือว่าฟาดเคราะห์ไป แต่ยังไงก็ต้องพาไปตรวจให้ละเอียดในเมืองอีกที” อันซานเฉิงเดินเข้ามาหาอันหนิงแล้วพูดปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะลูกสาว พ่อรับรองว่าจะหาบ้านสามีที่ดีกว่าเดิมให้ลูกเอง”
อันหนิงกำลังยุ่งอยู่กับการวางแผนขั้นต่อไปจึงไม่ได้ตอบรับอะไร แต่ในใจกลับคิดว่า บ้านสามีใหม่จะมีเมล็ดพันธุ์ที่เธอต้องการไหมนะ ถ้ามีเธอก็ยินดีไป แต่ถ้าไม่มีเธอก็คงต้องขอปฏิเสธ
“ใช่ พ่อพูดถูก แย่กว่าไอ้เฉินหมิงเลี่ยงเฮงซวยนั่นร้อยเท่า เดิมทีผมก็ไม่ชอบขี้หน้ามันอยู่แล้ว”
อันกั๋วชิ่ง พี่ชายคนโตของบ้านแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างปิดไม่มิด ส่วนอันกั๋วหมิง พี่ชายคนรองก็ไม่ยอมน้อยหน้า
“น้องเล็กไม่ต้องห่วงนะ รอดูพี่รองจัดการสั่งสอนมันทีหลัง”
อันหนิงยิ้มบางๆ ให้กับทุกคนด้วยความขัดเขิน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้สงสัยในตัวตนของเธอแล้ว
“ยังปวดหัวอยู่ไหมลูก”
พอพ่ออันถามจบ อันหนิงก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่ค่อยปวดแล้วค่ะ แค่รู้สึกเพลียๆ นิดหน่อย”
เจ้าของร่างเดิมมีใบหน้าที่ดูเรียบร้อยจิ้มลิ้มเป็นทุนเดิม ผิวพรรณก็ขาวผ่องไม่คล้ำแดด เครื่องหน้าที่เดิมทีดูจืดชืด พอวิญญาณของอันหนิงเข้ามาอยู่ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดูฉ่ำน้ำแวววาว ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสงสารจับใจ
“เอาล่ะๆ แยกย้ายกันไปเตรียมตัวทำงานเถอะ ให้อันหนิงพักผ่อน”
เมื่อหัวหน้าครอบครัวอย่างอันซานเฉิงออกคำสั่ง ทุกคนจึงเตรียมตัวออกไปทำงานต่อ
แต่อันซานเฉิงยังหันมากำชับอันหนิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ลูกสาว เก็บเงินไว้กับตัวให้ดีนะ อย่าให้ใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพี่รองของแก ห้ามให้มันยืมเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“พ่อ! พ่อพูดอะไรเนี่ย... แต่ก็พูดถูกแหละครับ”
พี่รองอันตั้งท่าจะประท้วงด้วยความไม่พอใจ แต่พอสบสายตารู้ทันของพ่อบังเกิดเกล้า เขาก็รีบกลับคำทันที ลูกผู้ชายฉลาดๆ ย่อมไม่ยอมเจ็บตัวฟรี
อันหนิงพยักหน้าอย่างจริงจัง รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “เข้าใจค่ะ หนูจะไม่ให้พี่รอง”
พูดจบอันหนิงก็ถูกแม่ไล่ให้กลับไปนอนพักผ่อนในห้อง เธอกอดห่อผ้าใส่เงินใบเล็กของตัวเองแน่น แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องทางทิศตะวันออกตามความทรงจำ ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของเธอ
ทุกคนในบ้านต่างรีบเร่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะรีบลงนาไปทำงานให้ทันเวลา อย่างน้อยก็ยังพอจะได้แต้มค่าแรงอีกครึ่งวัน
“เจ้ารอง แกจะลีลาไปถึงไหน เร็วๆ เข้า”
“เดี๋ยวตามไปๆ พวกพ่อไปก่อนเลย ผมขอกลับไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง ปวดท้อง!”
สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านอันเดินพ้นประตูรั้วออกไปแล้ว เหลือเพียงอันกั๋วหมิงที่วิ่งหน้าตื่นไปทางห้องน้ำหลังบ้าน จังหวะเดียวกับที่อันหนิงซึ่งกำลังขบคิดหาวิธีหาเมล็ดพันธุ์มองเห็นเหตุการณ์ผ่านหน้าต่างพอดี เธอรีบดีดตัวลุกขึ้น คว้าห่อผ้าใส่เงินวิ่งไปดักรอที่ด้านนอกห้องน้ำทันที
“พี่รองน้องชาย”
เสียงเรียกที่แปลกประหลาดอย่าง ‘พี่รองน้องชาย’ ทำเอาอันกั๋วหมิงที่กำลังปฏิบัติภารกิจปลดทุกข์อยู่นั้นตกใจจนสะดุ้งโหยง เกือบจะพลัดตกลงไปในบ่อเกรอะ
อันกั๋วหมิงที่นั่งยองๆ ต้องรีบกางแขนสองข้างยันผนังห้องน้ำเอาไว้เพื่อทรงตัว เขาถามออกไปอย่างลนลานว่า “น้องเล็ก! เธอมาทำอะไรตรงนี้”
“เอาเงินมาส่งให้พี่”
ตรรกะของอันหนิงนั้นเรียบง่ายมาก พ่อบอกว่าห้ามให้เงินพี่รอง นั่นแสดงว่าพี่รองต้องขาดแคลนเงินและมีความต้องการใช้เงินสูง คนที่มีความต้องการย่อมเจรจาด้วยง่าย
ถ้าอย่างนั้น ถ้าเธอเอาเงินมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน เธออาจจะได้เมล็ดพันธุ์ที่เธอต้องการก็ได้
อันกั๋วหมิงที่นั่งอยู่ในห้องน้ำรู้สึกงุนงงกับคำพูดของน้องสาว เอาเงินมาให้เขางั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นกับดักที่พ่อวางเอาไว้เพื่อทดสอบใจ? เป็นไปได้สูงมากที่พ่อจะใช้น้องสาวเป็นนกต่อ
เขารีบจัดการธุระส่วนตัว ดึงกางเกงขึ้นให้เรียบร้อย แล้วเดินออกมาก็เจอกับอันหนิงที่ยืนกอดห่อผ้าใส่เงินรออยู่จริงๆ
“น้องเล็กไม่ต้องห่วงนะ พี่รองรับเงินเธอไม่ได้หรอก พี่รองไม่ใช่คนหน้าเลือดแบบนั้น”
อันหนิงที่ถูกปฏิเสธรีบแก้ความเข้าใจผิดของพี่ชาย “ฉันไม่ได้จะให้พี่เฉยๆ แต่ฉันจะขอแลกเปลี่ยน”
แลกเปลี่ยน? อันกั๋วหมิงบ่นอุบอิบในใจ กับดักของพ่อนี่ช่างซับซ้อนจริงๆ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวเพิ่งจะหายป่วย สมองอาจจะยังเบลอๆ จึงยอมเออออถามกลับไปว่า “แลกเปลี่ยน? เธอจะแลกกับอะไร”
อันหนิงดวงตาเป็นประกายวาววับตอบกลับทันที “เมล็ดพันธุ์ ฉันอยากได้เมล็ดพันธุ์พืช”
“อ๋อ... นี่เธออยากจะลุกขึ้นมาปลูกผักทำงานทำการใช่ไหม”
เมื่อก่อนอันหนิงมักจะทำอะไรเชื่องช้า แต่เวลาอยู่บ้านเธอก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ มักจะชอบเอาอะไรมาปลูกตามมุมสวนเล็กๆ น้อยๆ เสมอ
อันกั๋วหมิงคิดว่าตัวเองเดาใจน้องสาวถูก และอันหนิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ ขอแค่มีเมล็ดพันธุ์ จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น
“ตอนนี้ที่บ้านเราไม่มีเมล็ดพันธุ์เหลือแล้วล่ะ ปลูกลงดินไปหมดแล้ว ต้องรอเกี่ยวข้าวช่วงฤดูใบไม้ร่วงนู่นแหละถึงจะมีใหม่ วันนี้เธอพักผ่อนให้ดีๆ เถอะ รอให้หายดีแล้วค่อยว่ากันอีกที”
พูดจบอันกั๋วหมิงก็รีบวิ่งแจ้นลงนาไปทันที ขืนช้ากว่านี้พ่อบังเกิดเกล้าคงได้ระเบิดลงอีกแน่
ปลูกลงดินไปหมดแล้ว? เกี่ยวข้าวฤดูใบไม้ร่วง?
อันหนิงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ ค้นหาข้อมูลในความทรงจำอันเลือนรางของร่างเดิม ผสมผสานกับการวิเคราะห์ด้วยตรรกะของเธอเอง ก็เข้าใจกลไกการเกษตรของโลกนี้ได้ในทันที
ที่แท้ต้องปลูกพืชลงดิน รอให้มันเติบโตและให้ผลผลิตก่อน ถึงจะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ ถ้าอย่างนั้นขั้นตอนก็ชัดเจนแล้ว เธอต้องเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวให้เป็นเสียก่อน
อันหนิงตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีใครรบกวน จึงขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตา แบฝ่ามือซ้ายออก แล้วเริ่มรวบรวมสมาธิควบคุมพลังจิตของตัวเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เม็ดเหงื่อบางๆ ก็เริ่มผุดซึมออกมาตามหน้าผากมน เวลาผ่านไปอีกหลายนาที ในที่สุดขวดแก้วโปร่งใสขนาดจิ๋วเท่าเล็บนิ้วก้อยขวดหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของเธอ
ในวินาทีที่ดวงตาจับจ้องไปที่ขวดใบเล็กนั้น รอยยิ้มแห่งความหวังก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอันหนิง
[จบบท]