บทที่ 34: ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
จุดรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดมืดแห่งหนึ่ง ปกติมักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดและเสียงกระซิบกระซาบของผู้คน แต่ทว่าวันนี้กลับมีบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิมจนสัมผัสได้
ต้นเหตุของบรรยากาศประหลาดนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอันหนิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างจดจ่อ สมาธิของเธอแน่วแน่มั่นคงเสียจนแม้แต่พี่อ้วนเจ้าถิ่นยังเผลอลดระดับเสียงลงโดยไม่รู้ตัวเพราะเกรงว่าจะไปรบกวนเธอ
เมื่อหัวเรือใหญ่อย่างพี่อ้วนยังมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ บรรดาลูกน้องและลูกค้าขาจรที่แวะเวียนเข้ามาซื้อขายต่างก็พากันสงบปากสงบคำตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
บางคนขวัญอ่อนหน่อย พอเห็นบรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติก็นึกว่ามีภัย รีบเผ่นหนีไปเลยก็มี
เงียบเชียบขนาดนี้ หรือว่าทางการจะเปลี่ยนทิศทางลม
พี่อ้วนยืนเกาะขอบประตู โบกไม้โบกมืออูมๆ ของเขาพยายามจะส่งสัญญาณบอกทุกคนว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่พอเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของอันหนิงที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น คำแก้ตัวทั้งหลายก็จุกอยู่ที่คอหอย เปล่งออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
เขาปิดประตูร้านเบาๆ หันกลับมามองเด็กสาวด้วยความทึ่ง ผสมความสงสัยว่าแม่หนูคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่ รัศมีกดดันถึงได้รุนแรงขนาดนี้
เวลานี้อันหนิงนั่งอยู่กลางลานบ้าน บนเก้าอี้ไม้ธรรมดาๆ แต่ท่วงท่าของเธอกลับสง่างามดุจนางพญาประทับบนบัลลังก์มังกร
ในความเป็นจริง อันหนิงไม่ได้แค่ ‘อ่าน’ แต่เธอกำลังใช้พลังจิตบันทึกภาพตัวอักษรทุกตัวลงในสมอง การทำแบบนี้ช่วยให้เธอจดจำข้อมูลได้อย่างแม่นยำ
ติดปัญหาอยู่เพียงอย่างเดียวคือเธอยังจำตัวอักษรจีนได้ไม่ครบทุกตัว ทำให้กระบวนการนี้ล่าช้าไปบ้าง สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือบันทึกรูปร่างของตัวอักษรสี่เหลี่ยมและรูปภาพประกอบลงในหน่วยความจำสมอง แล้วค่อยกลับไปเทียบกับพจนานุกรมทีละคำในภายหลัง
เรื่องนี้ย้ำเตือนให้อันหนิงตระหนักว่า พอกลับไปถึงบ้าน เธอคงต้องเพิ่มตารางเวลาสำหรับเรียนรู้ภาษาเขียนให้มากขึ้นกว่าเดิม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเฉพาะตัวดังขึ้น พี่อ้วนรีบปรี่ไปเปิดประตูทันที
“ไอ้หยา มาแล้วเหรอ รีบเข้ามาเร็วเข้า”
แค่น้ำเสียงต้อนรับของพี่อ้วน ก็รู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือขาประจำ
เจียงเซี่ยก้าวเข้ามาพร้อมตะกร้าสะพายหลัง ใบหน้าคมคายฉายแววเจ้าเล่ห์นิดๆ เขาโน้มตัวลงกระซิบถามพี่อ้วนเสียงเบา
“พี่อ้วน ผมเจอเบาะแสหมูป่า ช่วงนี้ราคาตลาดรับอยู่ที่เท่าไหร่ครับ”
“บังเอิญจริงๆ หมูป่าตอนนี้ชั่งละแปดเหมา เมื่อเช้าเพิ่งมีคนเอามาส่งตัวหนึ่ง”
เพิ่งมีคนเอามาส่ง
เจียงเซี่ยฉุกคิดถึงรอยลากของหนักที่เขาพบบนพื้นดินในป่าเมื่อตอนเช้า ความสงสัยทำให้เขาอดถามไม่ได้
“ใช่กลุ่มทางภูเขาฝั่งเหนือไหมครับ”
พี่อ้วนส่ายหน้า ยิ้มมุมปากแต่ไม่ยอมเฉลย
เจียงเซี่ยเองก็ถามไปตามมารยาท ในละแวกนี้พรานฝีมือดีมีอยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนมากน่าจะเป็นพวกพี่น้องทางฝั่งภูเขาเหนือ พวกนั้นคนเยอะ ล่าหมูป่าตัวเดียคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ผิดกับเขาที่มาตัวคนเดียว มีแค่เจ้าต้าหวงเป็นคู่หู ต้องวางแผนวางกับดักรอบคอบถึงจะกล้าลงมือ เพราะถ้าพลาดพลั้งบาดเจ็บขึ้นมาคงได้ไม่คุ้มเสีย
ชายหนุ่มเดินตามพี่อ้วนเข้ามาในลานกว้าง ยังไม่ทันจะได้ปลดตะกร้าลงจากหลัง สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของอันหนิงเสียก่อน
จะให้มองไม่เห็นก็คงยาก เพราะเธอนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานขนาดนั้น
ถึงจะแปลกใจ แต่เจียงเซี่ยเลือกที่จะไม่ทักทาย เขาจัดการขายของป่าในตะกร้า รับเงินส่วนแบ่ง เสร็จสรรพก็เดินออกจากร้านไป
จังหวะเดียวกัน อันหนิงก็ปิดหนังสือในมือ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วส่งหนังสือคืนให้เจ้าของร้าน
พี่อ้วนรีบยื่นสองมือมารับหนังสือคืนอย่างนอบน้อม โดยที่ตัวเองก็ยังงงๆ ว่าทำไมต้องเกรงใจเด็กสาวคนนี้ขนาดนี้
“อ่านจบแล้วเหรอ”
“จบแล้วค่ะ ขอบคุณมาก ส่วนเรื่องโสมที่คุณพูดถึง ฉันจะคอยดูให้นะคะ”
อันหนิงคว้าตะกร้าขึ้นสะพาย เดินออกจากลานบ้านด้วยฝีเท้ามนคง
ทันทีที่เดินพ้นตรอกแคบๆ ออกมา เธอก็พบกับเจียงเซี่ยที่ยืนพิงกำแพงรอดักอยู่ ท่าทางยืนไขว้ขาเอามือล้วงกระเป๋านั่นดูยียวนกวนประสาทตามสไตล์ลูกพี่ใหญ่ประจำถิ่น
“วันนี้เจอกวางวิ่งชนต้นไม้อีกแล้วเหรอ” หญิงสาวเอ่ยทัก
“เปล่าสักหน่อย”
อันหนิงเดินนำหน้าไปโดยไม่สนใจ เจียงเซี่ยจึงออกเดินตามหลังพลางชวนคุย
“ผมชื่อเจียงเซี่ย ผมรู้นะว่าคุณคืออันหนิง ว่าแต่เมื่อก่อนทำไมผมไม่เคยเห็นคุณขึ้นเขาเลย” ชายหนุ่มเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะถามสิ่งที่ค้างคาใจ “นี่ เมื่อวานคุณปวดไหล่บ้างไหม”
“ทำไมฉันต้องปวดไหล่ด้วย”
คำถามย้อนของอันหนิงกระตุกต่อมลูกผู้ชายของเจียงเซี่ยเข้าอย่างจัง เขายืดแขนหมุนไหล่โชว์ความฟิตพลางพูดแก้เก้อ
“ผมไม่ได้ปวดหรอกนะ ผมแค่เห็นว่าคุณเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่แบกดินตั้งหลายตะกร้า กลัวว่าจะระบมเอาน่ะสิ”
เจียงเซี่ยที่กำลังข่มความปวดร้าวที่ไหล่ตัวเองอย่างสุดความสามารถ ได้ยินเสียงอันหนิงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ร่างกายฉันแข็งแรงมาก ไม่ปวดเลยสักนิดค่ะ”
พูดจบอันหนิงก็เร่งฝีเท้าขึ้น เพราะเธอตั้งใจจะรีบกลับไปขุดลอกคูน้ำที่หมู่บ้านให้เสร็จ
ส่วนเจียงเซี่ยที่เดินตามหลังถึงกับกัดฟันกรอด ร่างกายเขาก็แข็งแรงเหมือนกันนะโว้ย
เธอจะไม่ปวดเลยจริงๆ เหรอ เป็นไปไม่ได้น่า คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์
ชายหนุ่มเริ่มออกวิ่งเหยาะๆ ตามไป แต่ทว่าอันหนิงที่อยู่ด้านหน้ากลับเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนน่าตกใจ เจียงเซี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสับขาซอยเท้าวิ่งตาม
อันหนิงไม่ได้สนใจคนข้างหลัง เธอมีเป้าหมายคือต้องรีบกลับไปจัดการระบบชลประทานในนาให้เสร็จ เพื่อที่เวลาไขน้ำเข้านาจะได้สะดวกและรวดเร็ว คิดได้ดังนั้นก้าวเท้าของเธอก็ยืดยาวขึ้น ความเร็วเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ
เจียงเซี่ยที่ร่างกายร้าวระบมไปทั้งตัวจากการแบกของหนักมาทั้งวัน พอเห็นอันหนิงเร่งเครื่องหนี ความรู้สึกยอมหักไม่ยอมงอก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมา เขากัดฟันวิ่งไล่กวดอย่างไม่ลดละ
เมื่อเขาเร่งความเร็วตามมาจนเดินตีคู่กับเธอได้ในที่สุด ก็แสร้งทำเสียงหอบเล็กน้อยแล้วพูดข่มว่า
“ความเร็วแค่นี้ยังใช้ไม่ได้นะคุณ ผมไล่ตามแป๊บเดียวก็ทันแล้วเห็นไหม”
อันหนิงหันขวับมามอง มีคนกล้าวิจารณ์ประสิทธิภาพการเดินของเธออย่างนั้นหรือ แบบนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา
ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มบางๆ ก่อนที่ร่างของเธอจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
เจียงเซี่ยที่กำลังยิ้มเยาะถึงกับตาค้าง มองแผ่นหลังของอันหนิงที่ห่างออกไปเรื่อยๆ เขาหลุดคำสบถออกมาเบาๆ ก่อนจะรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย กัดฟันวิ่งตามไปอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่เชื่อหรอกว่าชีวิตนี้เขาจะแพ้ผู้หญิงคนนี้ไปซะทุกเรื่อง
เมื่อเจียงเซี่ยไล่กวดมาทันอีกครั้ง อันหนิงก็ปรายตามองเขาเพื่อประเมินผล สมรรถภาพร่างกายของมนุษย์เพศชายคนนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว สามารถผ่านเกณฑ์พื้นฐานของการดัดแปลงพันธุกรรมได้สบาย
ครั้งนี้อันหนิงตัดสินใจไม่เร่งความเร็วเพิ่ม เพราะถ้าเร็วกว่านี้ มันจะดูผิดปกติวิสัยมนุษย์โลกมากเกินไป
ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นชายหญิงสองคนเดินคู่กันไปตามถนนลูกรังในชนบท คนหนึ่งเดินทอดน่องสบายอารมณ์ ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับเดินเล่นในสวน ส่วนอีกคนหน้าดำหน้าแดง หูแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เมื่อถึงทางแยกเข้าหมู่บ้าน อันหนิงหยุดเดินแล้วหันมาถอนหายใจใส่เจียงเซี่ยเบาๆ ก่อนจะพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า
“ไม่เป็นไรนะ กลับไปฝึกฝนร่างกายอีกหน่อย เดี๋ยวก็หายหอบแล้วค่ะ”
ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายเสร็จ อันหนิงก็เลี้ยวเข้าซอยหายไป ทิ้งให้เจียงเซี่ยทรุดฮวบลงนั่งกองกับพื้น หายใจหอบตัวโยน แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บใจและไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
เหนื่อย... เหนื่อยจะขาดใจอยู่แล้ว
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง”
เสียงเห่าคุ้นหูดังขึ้น ต้าหวงสุนัขคู่ใจวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา พอเห็นเจ้านายนอนหมดสภาพอยู่กับพื้น มันก็กระโจนเข้าใส่ด้วยความดีใจ สองขาหน้าเหยียบลงกลางอกเจียงเซี่ยเต็มรัก แล้วออกแรงขย่ม
“แค่ก แค่ก... พอแล้วไอ้ตูบ พอได้แล้ว ฉันยังไม่ตาย”
เจียงเซี่ยกอดหัวเจ้าต้าหวงไว้แน่น อาศัยแรงดึงจากสุนัขพยุงตัวลุกขึ้น สองขาของเขาสั่นพั่บๆ เหมือนเส้นบะหมี่ลวกสุก เขาเดินโงนเงนตรงกลับไปยังบ้านที่เชิงเขา
ทางด้านอันหนิง พอกลับมาถึงบ้านตระกูลอัน เธอก็กินข้าวเติมพลังจนอิ่ม จากนั้นก็เตรียมตัวลงนาพร้อมกับทุกคน วันนี้พิเศษหน่อยตรงที่อันกั๋วหมิง พี่รองของเธอก็อยู่บ้านด้วย
ภาคบ่าย อันหนิงกับพี่ใหญ่อันกั๋วชิ่งมุ่งหน้าไปที่จุดขุดลอกคูน้ำอีกครั้ง และแน่นอนว่าเจียงเซี่ยเองก็อยู่ที่นั่นด้วย
พอชายหนุ่มเห็นหน้าอันหนิง ความพ่ายแพ้เมื่อเช้าก็วนเวียนกลับมาหลอกหลอน เขาจึงระบายอารมณ์ด้วยการก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างบ้าคลั่ง ขุดดินดั่งเครื่องจักรเพื่อพิสูจน์ศักยภาพ
จนกระทั่งจบวัน อันหนิงเดินผ่านหน้าเจียงเซี่ยไปเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เธอยังคงดูสดชื่นกระฉับกระเฉง ไม่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าให้เห็น ลมหายใจที่ราบเรียบของเธอเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจเจียงเซี่ย จนเขาต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ถ้าวัดกันที่พละกำลังเพียวๆ เขาเทียบชั้นเธอไม่ได้จริงๆ
เจียงเซี่ยที่แอบตั้งตัวเป็นคู่แข่งมาสองวันเต็ม ในที่สุดก็ยอมยกธงขาว
แต่... ก็แค่เรื่องแรงกายเท่านั้นแหละ เขาเชื่อมั่นว่าต้องมีสักเรื่องที่เขาเก่งกว่าอันหนิงแน่ๆ
เมื่อปลุกไฟความมั่นใจให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ได้ เจียงเซี่ยก็เดินโซซัดโซเซกลับบ้าน ระหว่างทางเจอกับเจ้าต้าหวงที่วิ่งออกมารับ
“ต้าหวง มีแค่แกที่ฉลาดที่สุด รู้จักมารับฉันด้วย”
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง”
ต้าหวงเห่าตอบรับอย่างร่าเริง เจียงเซี่ยฟังไม่ออกหรอกว่ามันพูดอะไร แต่พอเดินมาถึงหน้าประตูรั้ว เขาก็เห็นปู่ยืนรออยู่
แววตาของผู้เฒ่าเจียงฉายแววรู้ทัน โชคดีที่เจ้าต้าหวงมันแสนรู้รีบวิ่งไปรับ ไม่อย่างนั้นเจ้าหลานชายตัวดีคงได้คลานกลับมาถึงบ้านแน่ๆ
“ปู่ครับ...”
“กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องขึ้นเขาแล้วนะ”
“ครับ”
เจียงเซี่ยเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่เขาก็รู้จักจังหวะรุกและถอย อะไรที่ฝืนทำแล้วไม่ได้ดี ก็คือไม่ได้ สู้เอาเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัดจะดีกว่า
ส่วนอันหนิงผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย สำหรับเธอวันนี้ก็แค่การออกแรงทำงานง่ายๆ ผ่านไปอีกหนึ่งวัน พอกลับถึงบ้านและจัดการมื้อเย็นเรียบร้อย สมาชิกบ้านตระกูลอันก็เปิดวงประชุมกันอีกครั้ง
“พ่อครับ วันนี้ผมไปสืบเรื่องวัสดุมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราจะทำกระเป๋านักเรียนขาย วัสดุที่ดีที่สุดคือผ้าใบ ในตัวอำเภอมีโรงงานทอผ้าอยู่ พวกเขามักจะมีผ้าที่ตกเกรดหรือมีตำหนินิดหน่อยคัดออกมาขาย เพียงแต่ว่า... เราไม่มีเส้นสาย จะดุ่มๆ เข้าไปขอซื้อคงคุยลำบาก”
อันหนิงนั่งฟังเงียบๆ แล้วประมวลผลทันที โอกาสหาเงินมารออยู่ตรงหน้า จะมัวชักช้าไม่ได้ ส่วนปัญหาเรื่องไม่มีเส้นสายที่พี่รองกังวล ไว้ไปถึงอำเภอแล้วค่อยหาทางแก้ เธอจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นกลางวงว่า
“พี่รองคะ พรุ่งนี้พวกเราเข้าอำเภอกันเถอะ”
[จบบท]