บทที่ 36: การพบเจอโดยบังเอิญ
ภายในรถโดยสารประจำทางที่กำลังมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ อันหนิงจดจ่ออยู่กับการอ่านพจนานุกรมในมืออย่างมีสมาธิ โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ในขณะที่อันกั๋วหมิงผู้เป็นพี่ชายรองเลือกที่จะหลับตาลง ตัดปัญหาความวุ่นวายด้วยการไม่มองและไม่รับรู้ เพื่อความสบายใจของตนเอง
บริเวณประตูรถอีกฝั่งหนึ่ง เหมียวเสี่ยวฮวาเพิ่งก้าวขึ้นมาบนรถ หล่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดจมูกทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น แสดงออกถึงความรังเกียจอย่างชัดเจน
รถคันนี้ทั้งเก่าและคับแคบเกินไปสำหรับหล่อนจริงๆ
ไม่ใช่แค่ความแออัด แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่ตลบอบอวลอยู่ภายในรถก็ชวนให้เวียนหัว ทั้งกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นของไก่เป็นๆ สองตัวที่ผู้โดยสารนำขึ้นมาด้วย
ผู้โดยสารแต่ละคนต่างพกสัมภาระรุงรังติดตัวมา ทำให้ห่อผ้าเรียบง่ายของอันหนิงดูกลืนไปกับข้าวของของชาวบ้านร้านตลาด ไม่ได้ดูโดดเด่นสะดุดตาแต่อย่างใด
“พี่หมิงเลี่ยงคะ บนรถไม่มีที่นั่งเลย”
เหมียวเสี่ยวฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พลางส่งสายตาเว้าวอนไปทางชายหนุ่ม เฉินหมิงเลี่ยงเห็นดังนั้นจึงรีบใช้มือประคองร่างบางของหญิงสาวเอาไว้ แล้วเอ่ยปลอบใจด้วยความอ่อนโยน “เกาะพี่ไว้นะ ไม่เป็นไรหรอก”
เหมียวเสี่ยวฮวารู้สึกพึงพอใจกับการดูแลเอาใจใส่ของเฉินหมิงเลี่ยงเป็นอย่างมาก แม้ว่าความเป็นอยู่ในบ้านตระกูลเฉินจะไม่สุขสบายอย่างที่คิด แถมครอบครัวเดิมของหล่อนยังตัดหางปล่อยวัดเพราะเรื่องงามหน้าที่หล่อนก่อไว้ จนแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันแม้จะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม
แต่ขอเพียงแค่นึกถึงภาพอนาคตที่หล่อนจะได้เป็นคุณนายผู้ร่ำรวย เหมียวเสี่ยวฮวาก็รู้สึกว่าความลำบากในตอนนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะแลก
การเดินทางเข้าตัวอำเภอในวันนี้ เหมียวเสี่ยวฮวาใช้ข้ออ้างเรื่องการมาตรวจสุขภาพบังหน้า แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือต้องการพาเฉินหมิงเลี่ยงออกมาเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก เผื่อว่าทั้งคู่จะมองหาลู่ทางทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง
แม้เหมียวเสี่ยวฮวาจะไม่มีประสบการณ์ด้านการค้าขายมาก่อน แต่หล่อนเคยได้ยินข่าวลือหนาหูว่า ในยุคสมัยนี้ เพียงแค่ปูผ้าขายของตามข้างทางก็สามารถกอบโกยเงินทองได้แล้ว
“ปี๊บ ปี๊บ”
เสียงแตรรถโดยสารดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่ารถพร้อมจะออกเดินทาง เหมียวเสี่ยวฮวากอดแขนของเฉินหมิงเลี่ยงไว้แน่นเพื่อทรงตัว ทั้งสองยืนเบียดเสียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ อยู่ตรงบริเวณประตูรถ
เส้นทางสู่ตัวอำเภอนั้นขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถโดยสารโยกคลอนไปตามสภาพถนนที่ย่ำแย่ ทำให้ใบหน้าของเหมียวเสี่ยวฮวาเริ่มซีดเผือดด้วยอาการเมารถที่ตีตื้นขึ้นมา
ระหว่างทางมีผู้โดยสารทยอยขึ้นลงรถเป็นระยะ เหมียวเสี่ยวฮวาและเฉินหมิงเลี่ยงจึงค่อยๆ ขยับตัวลึกเข้าไปทางด้านหลังของรถ และจังหวะนั้นเอง สายตาของพวกเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของอันหนิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างสงบนิ่ง
หากจะกล่าวว่าคนบางประเภทเจ็บแล้วไม่รู้จักจำก็คงไม่ผิดนัก เพราะทุกครั้งที่เหมียวเสี่ยวฮวาหาเรื่องอันหนิง หล่อนไม่เคยได้รับชัยชนะกลับไปเลย มิหนำซ้ำยังต้องเจ็บใจและขายหน้าทุกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่เคยเข็ดหลาบ
ความมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ ทำให้หล่อนมองข้ามความเป็นจริงและไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น
“อันหนิง เธอก็อยู่บนรถคันนี้ด้วยเหรอ ฉันรู้สึกเวียนหัวจะไม่ไหวแล้ว เธอช่วยสละที่นั่งให้ฉันหน่อยได้ไหม”
“ไม่ได้”
คำตอบปฏิเสธดังขึ้นทันควันโดยที่เจ้าของเสียงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง อันหนิงเพียงแค่พลิกหน้ากระดาษพจนานุกรมอย่างใจเย็นและจดจ่อกับตัวอักษรตรงหน้าต่อไป
เมื่อถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เหมียวเสี่ยวฮวาก็แสร้งทำท่าอ่อนระทวยราวกับจะล้มพับลงไปเดี๋ยวนั้น ภาพที่เห็นทำให้เฉินหมิงเลี่ยงเกิดความสงสารจับใจและอดรนทนไม่ไหว
“อันหนิง คนบ้านเดียวกันแท้ๆ เสี่ยวฮวาเขาไม่สบาย เธอจะแล้งน้ำใจไม่แบ่งที่ให้เขานั่งหน่อยหรือไง”
เสียงของเฉินหมิงเลี่ยงดังพอที่จะเรียกความสนใจจากผู้โดยสารรอบข้าง อันกั๋วหมิงที่งีบหลับอยู่เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงและไม่สบอารมณ์จากอาการเมารถเช่นกัน
“พี่รอง นอนต่อเถอะค่ะ”
อันหนิงกดไหล่พี่ชายที่กำลังจะลุกขึ้นให้นั่งลงตามเดิม ดวงตาของหล่อนเปล่งประกายคมกริบ ราวกับจะเปิดโปงความโสมมที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของคนตรงหน้าให้ทุกคนได้รับรู้
“เฉินหมิงเลี่ยง คุณเป็นอดีตคู่หมั้นของฉัน แต่กลับลักลอบได้เสียกับเหมียวเสี่ยวฮวาในวันแต่งงานของพวกเรา จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ฉันคิดว่าด้วยความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างเรา การที่ฉันจะไม่ลุกให้พวกคุณนั่ง มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว”
คำพูดของอันหนิงเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกทิ้งลงกลางวง ทั้งเฉินหมิงเลี่ยงและเหมียวเสี่ยวฮวาต่างคาดไม่ถึงว่าอันหนิงจะกล้าขุดคุ้ยเรื่องฉาวโฉ่นี้ขึ้นมาประจานท่ามกลางที่สาธารณะ
“มีธุระอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มีก็กรุณาถอยออกไปให้ห่างจากพวกเราด้วย”
อันหนิงตัดบทอย่างเย็นชา ก่อนจะก้มหน้าอ่านพจนานุกรมต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของคนทั้งคู่
คราวนี้เฉินหมิงเลี่ยงใบ้กินจนพูดไม่ออก เขาหันหลังกลับไปยืนสงบปากสงบคำทันที แม้แต่มือที่เคยกุมมือเหมียวเสี่ยวฮวาไว้อย่างทะนุถนอมก็คลายออกอย่างลืมตัว
เหมียวเสี่ยวฮวาอ้าปากพะงาบๆ อยากจะแก้ต่าง แต่สายตาเหยียดหยามของผู้คนบนรถที่มองมาทำให้หล่อนไม่กล้าเอ่ยปาก เสียงซุบซิบนินทาที่ดังเข้าหูยิ่งตอกย้ำความอับอายจนหล่อนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
รถโดยสารแล่นโขยกเขยกมานานถึงสองชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงสถานีขนส่งประจำอำเภอ เฉินหมิงเลี่ยงและเหมียวเสี่ยวฮวารีบตะเกียกตะกายลงจากรถราวกับหนีตาย พอเท้าแตะพื้นด้านล่าง ทั้งคู่ก็หันกลับมาส่งสายตาอาฆาตแค้นให้อันหนิงทิ้งท้าย
อันหนิงไม่แม้แต่จะปรายตามองพฤติกรรมไร้สาระของคนทั้งคู่ แต่ในใจของหล่อนได้จดบัญชีแค้นของเหมียวเสี่ยวฮวาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะสะสางในเวลาที่เหมาะสม
“พี่รอง ถึงแล้วค่ะ”
อันหนิงสะกิดเรียกพี่ชายเบาๆ อันกั๋วหมิงลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ ใบหน้าของเขาซีดเซียว และเดินลงจากรถด้วยท่าทางอ่อนแรง
“อ้วก!”
ทันทีที่ลงมายืนข้างรถ อันกั๋วหมิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาใช้มือยันตัวรถไว้แล้วอาเจียนเอาของเก่าออกมาจนหมดไส้หมดพุง
อันหนิงกระโดดหลบได้อย่างคล่องแคล่ว หล่อนกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชับกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่แล้ววิ่งหายไปทางร้านค้าแถวนั้น
เพียงครู่เดียว อันหนิงก็วิ่งกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือ
“พี่รอง บ้วนปากก่อนค่ะ”
อันกั๋วหมิงรับแก้วน้ำไปจัดการล้างปากล้างคอจนสะอาด หลังจากบ้วนปากทิ้งไปหลายรอบ สีหน้าของเขาก็เริ่มดูดีขึ้น
“ค่อยยังชั่ว น้องเล็ก พี่ไม่เป็นไรแล้ว เราไปกันเถอะ”
อันหนิงมองดูสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมของพี่ชายด้วยความเป็นห่วง แม้พลังจิตของหล่อนจะตรวจสอบแล้วว่าเขาไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่พื้นฐานร่างกายของเขาก็อ่อนแอเกินไปจริงๆ
“พี่รอง พี่ควรจะเริ่มออกกำลังกายได้แล้วนะคะ จะได้เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายให้แข็งแรงขึ้น”
“หืม?”
อันกั๋วหมิงตามความคิดของน้องสาวไม่ทัน ได้แต่ทำหน้างง อันหนิงเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม แต่ในสมองของหล่อนได้ร่างตารางการฝึกโหดสำหรับพี่ชายไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ เขาจะโดนจับฝึกหนักแน่นอน
สองพี่น้องเดินออกจากสถานีขนส่งและเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมของตัวอำเภอ
ตึกรามบ้านช่องที่นี่ดูสูงใหญ่และทันสมัยกว่าในหมู่บ้านมาก บริเวณรอบสถานีคึกคักไปด้วยร้านรวงและแผงลอยขายของกิน ทั้งไข่ต้มใบชา ซาลาเปาร้อนๆ หมั่นโถวลูกโต น้ำเต้าหู้ และขนมเกลียวทอด ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ผู้คนในตัวอำเภอแต่งกายดูดีกว่าชาวบ้านในตำบลอย่างเห็นได้ชัด บนถนนลาดยางกว้างขวางมีรถจักรยานวิ่งขวักไขว่ และนานๆ ครั้งจะมีรถยนต์แล่นผ่านมาให้เห็นสักคัน
เนื่องจากทั้งคู่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน จึงต้องอาศัยการถามทางจากชาวบ้านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่
เมื่อมาหยุดอยู่หน้าประตูโรงงาน อันหนิงเห็นพี่ชายชะงักฝีเท้าจึงเอ่ยถาม
“ไม่เข้าไปข้างในเหรอคะ”
“ยามเขาคงไม่ให้คนนอกเข้าหรอก”
อันกั๋วหมิงมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหันมาบอกน้องสาว “น้องรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่จะลองไปคุยดู”
“ตกลงค่ะ”
อันหนิงรับคำอย่างว่าง่าย หล่อนยืนมองดูพี่ชายล้วงเอากล่องกระดาษขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เมื่อเปิดกล่องออก เขาหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งที่มีขนาดเท่านิ้วมือออกมา แล้วยื่นส่งให้กับคุณลุงยามที่เฝ้าประตูโรงงานทอผ้า ดูเหมือนว่าของสิ่งนั้นจะเป็นใบเบิกทางในการเริ่มบทสนทนา
อันหนิงยืนนิ่งสงบ รอคอยพี่ชายอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับไปไหน
“ทำไมถึงมาเสียเอาตอนนี้ได้นะ เจ้าเครื่องบ้านี่เสียสามวันดีสี่วันไข้ ฉันยังมีออเดอร์สินค้าอีกล็อตใหญ่ที่ต้องรีบผลิตให้ทันกำหนดนะโว้ย”
“แล้วช่างซ่อมจะมาเมื่อไหร่”
“เห็นบอกว่าต้องรออีกตั้งสามวัน”
“สามวัน! จะบ้าเรอะ แบบนั้นโรงงานเจ๊งกันพอดี!”
“ฉัน... โอ๊ย!”
อันหนิงที่ยืนอยู่เฉยๆ รู้สึกถึงแรงกระแทกจากด้านหลัง แต่ร่างของหล่อนกลับมั่นคงดุจหินผา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ผิดกับฝ่ายคนที่เดินมาชนที่เสียหลักล้มกลิ้งลงไปกับพื้น จนคนติดตามต้องรีบเข้ามาช่วยพยุง
“โอ๊ย! ใครมันอุตริเอาเสาไฟฟ้ามาปักไว้ตรงนี้เนี่ย เจ็บชะมัด”
ชายวัยกลางคนที่ถูกพยุงลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว พลางกวาดสายตามองไปที่ด้านหลังของอันหนิงด้วยความมึนงง แต่เขาก็ไม่เห็นเสาไฟฟ้าสักต้นอย่างที่เข้าใจ
แล้วเมื่อกี้เขาเดินชนอะไรเข้าล่ะ แข็งอย่างกับเหล็ก
“ผู้จัดการครับ คุณเดินชนแม่หนูคนนี้ครับ”
ผู้จัดการโรงงานหันขวับไปมองหน้าเลขาคนสนิท ก่อนจะหันกลับมามองอันหนิงที่ยืนกุมมือสงบเสงี่ยมอยู่ตรงหน้า เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เด็กตัวแค่นี้เนี่ยนะที่ทำให้เขาล้มคว่ำได้
ผู้จัดการโรงงานคนนี้มีชื่อว่าหลี่ฉางจู้ เขาส่ายหัวไปมาเพื่อไล่ความมึนงง แล้วเอ่ยถามอันหนิงว่า “หนูไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
อันหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หล่อนไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายนิ้ว แต่สิ่งที่หล่อนสนใจคือบทสนทนาเรื่องเครื่องจักรเสียที่หล่อนบังเอิญได้ยินเมื่อสักครู่นี้ต่างหาก
“คุณลุงคือผู้จัดการโรงงานทอผ้าใช่ไหมคะ”
“ใช่ ฉันเองแหละ”
หลี่ฉางจู้ไม่มีอารมณ์จะมาเสวนากับเด็กสาวแปลกหน้าในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาพูดตัดบทด้วยความเร่งรีบ “แม่หนู ถ้าเธอไม่เป็นอะไร ฉันขอตัวก่อนนะ ฉันกำลังรีบ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
เสียงเรียกของอันหนิงทำให้เท้าของหลี่ฉางจู้ชะงักกึก เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด หรือว่าเด็กคนนี้จะมาไม้ไหน จะเรียกร้องค่าทำขวัญหรือยังไง
“มีอะไรอีก”
“หนูอยากขอดูเครื่องจักรที่คุณบอกว่าเสียเมื่อกี้หน่อยค่ะ บางทีหนูอาจจะซ่อมมันได้”
อันหนิงยื่นข้อเสนอด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก เกินกว่าเด็กสาววัยเดียวกัน แต่หลี่ฉางจู้กลับแค่นหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน เขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกับเด็กสาวจอมอวดดีตรงหน้านี้
“ฉันเดินชนเธอจริง แต่เธอก็ดูปกติดีไม่ใช่หรือไง ถ้าเจ็บตรงไหนฉันจะพาไปโรงพยาบาล จะเอายังไงก็ว่ามา แต่อย่ามาล้อเล่นกับเรื่องงานของฉัน”
หลี่ฉางจู้พูดจบก็ถอนหายใจด้วยความรำคาญ เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้คนติดตามเตรียมตัวไปต่อ เพราะเขาร้อนใจเรื่องงานจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่แล้ว
แต่อันหนิงก็ยังไม่ยอมถอดใจ หล่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่า
“ลองดูสักหน่อยเถอะค่ะ เผื่อว่าหนูจะทำได้จริงๆ”
[จบบท]