บทที่ 41: ความจำระดับอัจฉริยะ
แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องกระทบเข้ากับฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ อันซานเฉิงขยับสายตามองตามปลายนิ้วเรียวเล็กของอันหนิงที่ชี้ไปยังผนังห้อง ซึ่งถูกบุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ เพื่อปกปิดความหยาบกระด้างของดินเหนียว ผิวสัมผัสที่ขรุขระทำให้ตัวอักษรบนกระดาษดูบิดเบี้ยวไปบ้างตามรอยนูนของผนัง
“จำอะไรได้? จำตัวหนังสือพวกนั้นน่ะเหรอ?”
อันหนิงพยักหน้ายืนยันด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่อันซานเฉิงกลับส่ายหน้าด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกสาวกำลังสื่อ
“หนูทำได้ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอมั่นใจ อันหนิงใช้นิ้วจิ้มไปที่คอลัมน์ข่าวเล็กๆ บนผนัง ดวงตาจดจ้องรายละเอียดอยู่ชั่วครู่ ร่างกายของเธอเกร็งขึ้นเล็กน้อยจากการใช้สมาธิ ก่อนจะหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับพ่อ
“ปฏิวัติ... อะไรสักอย่าง... ระยะยาว... อะไรสักอย่าง...”
อันหนิงท่องออกมาได้เพียงไม่กี่คำ คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากัน เธอถอนหายใจและหันกลับมามองพ่อด้วยแววตาที่ฉายความกลัดกลุ้มเล็กน้อย
“หนูจำตัวอักษรได้หมดทุกตัวค่ะ แต่ปัญหาก็คือหนูไม่รู้ว่ามันอ่านออกเสียงว่ายังไง พจนานุกรมเล่มนั้นหนูยังอ่านไม่จบเลย”
เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะสว่างวาบขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะ งั้นหนูวาดให้ดูแทน”
ท่ามกลางความงุนงงของอันซานเฉิง อันหนิงคว้าดินสอและสมุดเล่มหนึ่งมาวางบนขอบเตียงเตา เธอโน้มตัวลงไปและเริ่มบรรจง ‘วาด’ ตัวอักษรลงบนกระดาษ
ใช่แล้ว... เธอใช้วิธีวาดมันออกมาจริงๆ
อันหนิงไม่รู้วิธีการเขียนตามลำดับขีดที่ถูกต้อง เธอเพียงแค่บันทึกภาพของตัวอักษรเหล่านั้นไว้ในสมอง แล้วถ่ายทอดมันออกมาเหมือนกับการสเก็ตช์ภาพศิลปะ
“พ่อคะ เสร็จแล้ว พ่อลองตรวจดูสิคะ”
อันซานเฉิงรับสมุดมาด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ เขาหันกลับไปมองเทียบกับหนังสือพิมพ์บนผนัง ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความรู้แตกฉาน จึงต้องใช้วิธีเทียบรูปร่างเอาทีละตัวอย่างช้าๆ
ทุกตัวอักษรถูกต้องแม่นยำ... แม้กระทั่งขนาดของตัวอักษรที่เธอวาดลงไป ก็ยังมีสัดส่วนเท่ากับต้นฉบับบนผนังไม่ผิดเพี้ยน
“นี่แก... แกจำได้จริงๆ เหรอ? แถมยังเขียนออกมาได้เหมือนกันขนาดนี้เชียว?”
อันหนิงพยักหน้า สำหรับเธอแล้ว นี่เป็นเพียงการใช้พลังจิตขั้นพื้นฐานในการจดจำภาพถ่ายเท่านั้น
ทว่าอันซานเฉิงไม่อาจล่วงรู้ถึงความลับนี้ ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และความภาคภูมิใจถาโถมเข้ามาในอกคนเป็นพ่อ ราวกับคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดสาด ก่อนจะค่อยๆ ตกตะกอนกลายเป็นความมุ่งมั่นบางอย่าง
“อันหนิง... แกไปโรงเรียนซะ ไปเรียนหนังสือ”
“ไม่ไปค่ะ”
คำปฏิเสธนั้นสวนกลับมาทันควัน รวดเร็วและเด็ดขาดจนอันซานเฉิงถึงกับชะงัก
“ทำไมล่ะ? มีเหตุผลอะไร?”
“หนูไม่อยากไปเรียนค่ะ”
เหตุผลของอันหนิงนั้นเรียบง่าย ขวานผ่าซาก แต่เธอกลับประเมินค่าความปรารถนาของคนในยุคนี้ต่ำเกินไป สำหรับคนชนบท การได้เรียนหนังสือคือบันไดทองคำที่จะพาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
อันซานเฉิงวางสมุดในมือลงช้าๆ บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไป สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาเป็นครั้งแรก
“อันหนิง เรื่องอื่นพ่อตามใจแกได้ แต่เรื่องนี้พ่อตามใจแกไม่ได้ แกจำเป็นต้องไปโรงเรียน”
เขาพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง “พ่อจะบอกอะไรให้นะ ชีวิตในหมู่บ้านเรากับในเมืองมันต่างกันราวฟ้ากับเหว แกมีสมองที่ดีขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่คนอื่นเขาอยากมีกันแทบตาย ไปเรียนเถอะลูก”
อันหนิงยืนนิ่ง สบตาผู้เป็นพ่อด้วยแววตาที่ดื้อรั้นไม่แพ้กัน ก่อนจะเน้นเสียงทีละคำ
“หนู-ไม่-ไป”
“บ้านนี้พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว พ่อบอกให้ไป แกก็ต้องไป!”
เสียงตะคอกของอันซานเฉิงดังลั่นห้อง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโมโห ความดื้อรั้นของลูกสาวกำลังท้าทายอำนาจของเขา และที่สำคัญกว่านั้น... เขากำลังกลัวว่าลูกจะทิ้งโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตไป
แต่ดูเหมือนอันหนิงจะไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบและเยือกเย็น
“ถึงพ่อจะบังคับให้หนูไป หนูก็จะไม่เรียน หนูจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เวลาสอบหนูจะส่งกระดาษเปล่า ให้ได้ศูนย์คะแนน พ่อบังคับใจหนูไม่ได้หรอก”
“แก...!”
คำพูดท้าทายนั้นทำให้อันซานเฉิงฟิวส์ขาด เขาลุกพรวดพราดขึ้นยืนบนเตียงเตาด้วยความลืมตัว
ปั้ก!
เสียงศีรษะกระแทกกับเพดานห้องดังสนั่น แต่ความเจ็บปวดทางกายไม่อาจหยุดยั้งความโกรธของคนเป็นพ่อได้
“มันจะมากไปแล้วนะ!”
อันซานเฉิงคว้าไม้กวาดอันเล็กที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาชี้หน้าลูกสาว มือของเขาสั่นระริก
“ฉันถามคำเดียว แกจะเรียนหรือไม่เรียน!”
“ไม่เรียน”
คำตอบเพียงสองคำนั้นหนักแน่นดั่งหินผา อันซานเฉิงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขากระโดดลงจากเตียงทั้งที่ยังไม่ทันได้สวมรองเท้า
เสียงโครมครามภายในห้องทำให้อันกั๋วหมิงที่แอบซุ่มฟังอยู่ตรงมุมกำแพงข้างนอกหน้าถอดสี เขารีบวิ่งไปตามกำลังเสริมอย่างหลินกุ้ยฮวาทันที
“นี่มันเรื่องอะไรกัน! มีอะไรก็ค่อยๆ พูดจากันสิ นั่นลูกสาวนะ ไม่ใช่พวกลิงทะโมนพวกนั้น จะตีลูกจริงๆ หรือไง!”
หลินกุ้ยฮวารีบพุ่งเข้ามาในห้อง แย่งไม้กวาดจากมือสามีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอันซานเฉิงเองก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี ราวกับรอให้ใครสักคนมาห้ามเขาอยู่แล้ว
“ใครจะไปตีมันลง! แม่ลองฟังสิ่งที่ลูกสาวตัวดีของแม่พูดสิ ฉันบอกให้ไปเรียนหนังสือ แต่มันยืนยันหัวชนฝาว่ายังไงก็จะไม่ไป!”
น้ำเสียงของอันซานเฉิงเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ เขาโมโหที่ลูกดื้อ แต่ลึกๆ แล้วเขาเจ็บปวดที่ลูกมองไม่เห็นความหวังดี เขาอยากให้ลูกสบาย อยากให้ลูกได้ดี แต่ทำไมลูกถึงไม่เข้าใจ
หลินกุ้ยฮวาถอนหายใจ เธอเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อดี เธอหันมามองอันหนิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความห่วงใย
“ลูกแม่... ลูกคิดอะไรอยู่? ลูกก็เห็นว่างานในหมู่บ้านมันเหนื่อยแค่ไหน หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทั้งปี เก็บเงินได้ไม่ถึงยี่สิบหยวนด้วยซ้ำ ถ้าลูกไปเรียน จบมาทำงานในเมือง ไม่ต้องตากแดดตากลม มีเงินเดือนกินทุกเดือน ทำไมลูกถึงไม่อยากได้ชีวิตแบบนั้นล่ะ?”
อันหนิงมองสบตาพ่อกับแม่ เธอสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่แผ่ออกมาจากพวกเขา แต่เธอมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเธอคือการฟื้นฟูดวงดาวด้วยเมล็ดพันธุ์คุณภาพเยี่ยม เธอแบกรับความหวังของยุคดวงดาวเอาไว้บนบ่า
การจากไปเรียนหนังสือในเมืองอาจจะดูดีในสายตาคนยุคนี้ แต่สำหรับเธอ การได้ใกล้ชิดผืนดิน ได้ดูแลพืชผล คือหนทางเดียวที่จะช่วยฟื้นฟูพลังจิตที่ร่อยหรอของเธอได้ ไม่มีวิธีอื่นใดมาทดแทน
“พ่อคะ แม่คะ... หนูรู้ว่าพ่อกับแม่อยากให้หนูสบาย อยากให้หนูหาเงินได้เยอะๆ แต่เรื่องพวกนั้น ถึงหนูจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ หนูก็ทำได้ค่ะ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อรวบรวมคำพูด “ส่วนเรื่องเรียน หนูไม่คิดว่าการไปนั่งในห้องเรียนจะช่วยอะไรหนูได้มาก หนังสือเรียนของน้องเล็กหนูอ่านรอบเดียวก็จำได้หมดแล้ว”
“หนูขอสัญญานะคะ ไม่ว่าหนูจะไปโรงเรียนหรือไม่ หนูจะไม่มีวันหยุดเรียนรู้ และหนูจะทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นแน่นอน หนูชอบที่นี่... หนูชอบการเป็นเกษตรกรค่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง คำยืนยันที่หนักแน่นของอันหนิงทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ถึงกับพูดไม่ออก
ในเมื่อลูกสาวไม่เต็มใจ ใครหน้าไหนก็บังคับเธอไม่ได้
อันกั๋วหมิงที่ยืนเกาะขอบประตูรู้สึกผิดที่จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“น้องเล็ก... เธอรู้หรือเปล่าว่ามันมีมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องการปลูกผักทำนาโดยเฉพาะด้วยนะ?”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดความหวังในดวงตาของอันซานเฉิงและหลินกุ้ยฮวาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขามองไปที่อันหนิงอย่างคาดหวัง
อันหนิงชะงักไปเล็กน้อย ความสนใจฉายชัดในแววตา แต่เธอก็รีบดึงสติตัวเองกลับมา
เธอยังใหม่ต่อโลกใบนี้และยุคสมัยนี้ อาจารย์เคยสอนไว้เสมอว่าต้องรู้จักแฝงตัว ต้องทำตัวให้กลมกลืน และรักษาความลับของตัวเองให้ดีที่สุด การรีบออกไปเผชิญโลกกว้างในตอนนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
“ตอนนี้หนูยังไม่อยากไปค่ะ เอาไว้วันหลังค่อยว่ากันนะคะ”
ถึงแม้คำตอบจะยังไม่ใช่การตกลง แต่ก็ไม่ใช่การปฏิเสธแบบปิดตายเสียทีเดียว ความหวังของพ่อแม่และพี่ชายจึงยังพอมีเหลืออยู่บ้าง
บรรยากาศในห้องเริ่มอึดอัดน้อยลง แต่อันหนิงก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง
“เรามาทำกระเป๋านักเรียนกันเถอะค่ะ มาดูผ้าที่หนูกับพี่รองซื้อมาดีกว่า”
การเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหันของเธอได้ผล อันซานเฉิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลง เขาโบกมือไล่ความขุ่นมัว
“เออๆ ไปหยิบมาสิ ให้ทุกคนได้เห็นกันหน่อย”
“ผมไปเอง! เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้!”
อันกั๋วหมิงรีบเสนอหน้าทันทีเพื่อกู้สถานการณ์ “แม่ครับ ผมกับน้องเล็กซื้อผ้ามาเยอะเลยนะ ตัดเสื้อใหม่ให้ทุกคนในบ้านได้เลย”
“จริงเหรอ? แพงรึเปล่าลูก?” หลินกุ้ยฮวาหูผึ่งทันที เรื่องของสวยๆ งามๆ กับผู้หญิงเป็นของคู่กัน
“ไม่แพงเลยครับแม่! เป็นผ้ามีตำหนินิดหน่อย ถ้าไม่เพ่งดีๆ ก็ไม่เห็นหรอก ราคาถูกเหมือนได้เปล่าเลยครับ”
ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไป สมาชิกทั้งสี่คนเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องครัว พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ใหญ่ที่ยืนลุ้นตัวโก่งอยู่ในครัวรีบขยับหาที่ทาง
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องทะเลาะกันเมื่อครู่อีก
ห่อผ้าขนาดใหญ่สี่ห่อถูกวางกองรวมกันจนเต็มพื้นที่ห้องครัวเล็กๆ
“โอ้โฮ... ผ้าเนื้อดีจริงๆ ด้วย จับดูนุ่มมือเชียว” หลินกุ้ยฮวาลูบคลำผ้าสีน้ำเงินเข้มในมืออย่างทะนุถนอม “แล้วมันมีตำหนิตรงไหนเนี่ย”
“ตรงกลางนั่นไงครับแม่ สีมันด่างไปนิดนึง”
หลินกุ้ยฮวาต้องเพ่งมองอยู่นานกว่าจะเห็น “โอ๊ย แค่นี้ไม่เรียกว่าตำหนิหรอก ได้ของดีราคาถูกขนาดนี้ ถือว่าพวกเราโชคดีสุดๆ แล้ว”
แม่จัดการแบ่งผ้าตัดเสื้อให้ทุกคนอย่างยุติธรรม พี่สะใภ้ใหญ่ยิ้มแก้มปริเมื่อได้รับส่วนแบ่ง ผ้าผืนใหญ่ขนาดนี้ตัดเสื้อได้หลายตัวเลยทีเดียว
จากนั้นความสนใจของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ผ้าใบกองโตและเศษผ้า อันกั๋วหมิงอธิบายแผนการทำกระเป๋านักเรียนขาย ซึ่งทุกคนต่างเห็นดีเห็นงามด้วย
“เอาล่ะ เมียเจ้าโตกับแม่แกอยู่บ้านช่วยกันเย็บกระเป๋า เจ้าลูกรองอยู่เป็นลูกมือ ส่วนคนที่เหลือก็ลงไปทำนาตามปกติ”
อันซานเฉิงแจกแจงหน้าที่เสร็จสรรพ เขาหันไปเห็นอันหนิงกำลังส่งยิ้มบางๆ ให้ ความรู้สึกขัดเขินทำให้เขาต้องแสร้งทำเป็นกระแอมไอ แล้วหันไปเรียกลูกชายคนโตให้เดินตามออกไปทำงาน
“พ่อไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูตามไป”
อันหนิงรอจนพ่อรับคำแล้วเดินลับตาไป เธอจึงเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบกระดาษและปากกาออกมาเริ่มร่างแบบแปลน
สิ่งที่เธอกำลังวาดไม่ใช่แค่รูปทรงกระเป๋าธรรมดา แต่มันคือแบบแปลนทางวิศวกรรม
อันหนิงแยกชิ้นส่วนของกระเป๋าออกมาทีละชิ้น ราวกับกำลังเขียนคู่มือประกอบเครื่องจักรกลที่ซับซ้อน มีการระบุขนาดสัดส่วนและลำดับขั้นตอนการเย็บไว้อย่างละเอียด ยิบย่อย แต่ชัดเจนจนใครเห็นก็ต้องเข้าใจ
“พี่รอง... ดูแบบนี้แล้วเข้าใจไหมคะ?”
[จบบท]