บทที่ 48: ค้าขายต้องเด็ดขาด
ในระหว่างที่พักฟื้น อันหนิงได้ใช้เวลาขบคิดและร่างแบบแปลนสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนออกมาได้หลายแผ่น สาเหตุที่เธอต้องลงแรงขนาดนี้ก็เพราะเธอไม่วางใจให้อันกั๋วหมิงเดินทางไปเจรจาธุรกิจเพียงลำพัง
โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ร่างกายของอันกั๋วหมิงดูซูบผอมลงไปกว่าเดิมมาก สภาพของเขาทำให้อันหนิงรู้สึกกังวลว่าเพียงแค่ลมพัดแรงขึ้นอีกนิด พี่ชายของเธอก็คงปลิวตามลมไปได้ง่ายๆ หากโชคร้ายไปเจอกับสถานการณ์ที่ต้องมีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่น อันกั๋วหมิงคงไม่มีโอกาสหนีรอดกลับมาได้เลย
ภายในห้องผู้ป่วย บรรยากาศเงียบสงบเพราะมีเพียงสมาชิกครอบครัวอันอยู่กันพร้อมหน้า
“แม่ไม่วางใจเลย แกเพิ่งจะหายดีแท้ๆ จำเป็นต้องดันทุรังไปเดี๋ยวนี้เลยหรือไง”
หลินกุ้ยฮวาจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง และยิ่งเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นอันกั๋วหมิงที่นั่งยองๆ หลบมุมอยู่ตรงประตู ผู้เป็นแม่ก็ยิ่งรู้สึกโมโหพี่ชายตัวดีคนนี้มากขึ้นไปอีก
อันหนิงขยับตัวก้าวไปบังสายตาแม่ เพื่อปกป้องพี่ชายเอาไว้
“แม่คะ หนูไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ แต่ถ้าให้พี่รองไปคนเดียวแล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา พวกเราจะอดหาเงินก้อนโตนะคะ”
อันหนิงย่อตัวลงนั่งข้างเตียง แล้วกระซิบเสียงเบาข้างหูหลินกุ้ยฮวาว่า “พวกเราตั้งเป้าว่าจะขายให้ได้ราคานี้ค่ะ”
หญิงสาวชูนิ้วชี้หนึ่งนิ้วขึ้นมาตรงหน้าผู้เป็นแม่
“หนึ่งร้อยเหรอ” หลินกุ้ยฮวาเดา
อันหนิงส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะกระซิบบอกตัวเลขที่แท้จริง “หนึ่งพันค่ะ”
“หา”
หลินกุ้ยฮวาอุทานลั่นพร้อมกับลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้ แต่เมื่อได้สติว่าที่นี่คือโรงพยาบาล นางก็นั่งลงอย่างลนลานแล้วรีบคว้ามือลูกสาวมากุมไว้แน่น
“ลูกรัก แม่จะบอกอะไรให้นะ ไอ้เรื่องชั่วช้าเลวทรามผิดศีลธรรมน่ะ บ้านเราทำไม่ได้เด็ดขาดนะลูก”
“แม่คะ พวกหนูแค่จะไปขายของ ไม่ได้จะไปปล้นใครเสียหน่อย ถ้าไม่ถึงเวลาจำเป็นจริงๆ หนูกับพี่รองจะไม่ฆ่าคนวางเพลิงแน่นอนค่ะ”
อันหนิงอาจจะยังสับสนกับสำเนียงท้องถิ่นบางคำ แต่หลินกุ้ยฮวาที่ได้ยินประโยคนั้นกลับหัวใจเต้นรัวยิ่งกว่ากลองเพล อะไรคือ ‘ถ้าไม่ถึงเวลาจำเป็นจริงๆ’ แสดงว่าถ้าจำเป็นลูกสาวเธอก็พร้อมจะทำอย่างนั้นใช่ไหม
คนเป็นแม่ตีเบาๆ ที่ศีรษะของอันหนิงด้วยความหมั่นเขี้ยวปนกังวล หัวอกคนเป็นแม่ตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่สงบเลย
“นี่พ่อของลูกก็ไม่อยู่เสียด้วยสิ” หลินกุ้ยฮวามองดูอันหนิงที่ทำตัวว่าง่ายด้วยความลำบากใจ สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เอาเถอะ ไปก็ไป แต่ต้องรีบไปรีบกลับนะ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน”
อันหนิงยิ้มหวานอย่างเอาใจ รีบลุกขึ้นยืนแล้วหันไปกวักมือเรียกอันกั๋วหมิงให้เตรียมตัว
“แม่วางใจได้เลยค่ะ พวกหนูจะรีบกลับมา”
หลินกุ้ยฮวาพยักหน้าพลางกำชับด้วยความเป็นห่วงอีกยืดยาว ซึ่งอันหนิงก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะทุกคำ
ทั้งสองพี่น้องเดินออกมาจากโรงพยาบาล บรรยากาศรอบตัวดูคุ้นตาเล็กน้อย เพราะที่นี่คือตัวอำเภอที่อันหนิงเคยมาเยือนแล้ว
“พี่รอง เราต้องไปซื้อสมุดกับปากกาก่อน”
อันกั๋วหมิงพาอันหนิงเดินลัดเลาะไปที่สหกรณ์ร้านค้าอย่างชำนาญทาง เขาจัดการซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนตามที่น้องสาวต้องการ และยังหยิบซองจดหมายขนาดใหญ่ติดมือมาด้วยหนึ่งซอง
อันหนิงมองดูซองจดหมายในมือพี่ชายแล้วเอ่ยชม “พี่รองนี่รอบคอบจริงๆ เตรียมซองมาใส่เงินล่วงหน้าเลย”
ใส่เงินงั้นเหรอ
อันกั๋วหมิงได้แต่หัวเราะแห้งๆ แก้เขิน
“น้องเล็ก รอพี่ตรงนี้เดี๋ยวนะ”
อันหนิงมองตามหลังอันกั๋วหมิงที่วิ่งกลับเข้าไปในสหกรณ์ร้านค้าอีกครั้ง ไม่นานเขาก็กลับออกมาพร้อมกับซองจดหมายอีกหนึ่งซองในมือ
“เรียบร้อย คราวนี้ไปกันได้แล้ว”
อันหนิงมองหามุมสงบใต้ร่มไม้ เธอนั่งลงบนก้อนอิฐก้อนใหญ่ ใช้เวลาขีดเขียนและวาดแบบร่างออกมาอย่างตั้งใจจนได้ผลงาน 3 แผ่น
“พี่รอง พี่ช่วยดูหน่อยสิว่าแบบนี้ใช้ได้ไหม”
อันกั๋วหมิงรับกระดาษไปพิจารณา รูปวาดนั้นมีความละเอียดและสมบูรณ์แบบมาก ที่สำคัญคือมันมีดีไซน์ที่แตกต่างจากกระเป๋านักเรียนแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง
มันมีกระเป๋าข้างเพิ่มเข้ามาเพื่อความสะดวก และยังมีช่องแบ่งชั้นลอยที่ดูแปลกใหม่ น่าสนใจมากทีเดียว
“น้องเล็ก นี่เธอเขียนว่าอะไรน่ะ”
อันกั๋วหมิงชี้ไปที่กลุ่มสัญลักษณ์หน้าตาประหลาดที่เขาไม่เคยเห็น ซึ่งกำกับอยู่ข้างๆ รูปวาด
“พินอินค่ะ หนูเขียนตัวอักษรพวกนั้นไม่เป็น”
สองพี่น้องสบตากันด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนบอกไม่ถูก อันหนิงจึงเอ่ยปากถามกลับไปบ้าง “แล้วพี่เขียนเป็นไหมล่ะ”
อันกั๋วหมิงส่ายหน้าแล้วก็รีบพยักหน้าแก้เก้อ พูดเสียงอ้อมแอ้มว่า “เอ่อ พี่เองก็รู้หนังสือไม่กี่ตัวหรอก เรื่องเขียนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”
อันหนิงพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์ทันที
“ที่แท้พวกเราสองคนก็เป็นพวกไม่รู้หนังสือเหมือนกันสินะ”
อันหนิงเริ่มวางแผนการบางอย่างในใจอย่างเงียบๆ แต่สายตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่ร่างของพี่ชายไม่วางตา
จ้องมองจนอันกั๋วหมิงเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“น้องเล็ก ครั้งก่อนที่เธอมองพี่ด้วยสายตาแบบนี้ วันต่อมาพี่ก็โดนลากไปวิ่งรากเลือดเลยนะ”
อันหนิงฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายวาววับขณะมองไปยังพี่ชาย
“พี่รองฉลาดสมกับเป็นพี่ชายหนูจริงๆ ค่ะ หนูตัดสินใจแล้วว่าจะพาพี่ไปเรียนรู้ตัวอักษรและหัดเขียนหนังสือไปพร้อมๆ กัน”
อันกั๋วหมิงทำหน้าเหมือนคนกินยาขม เดินคอตกตามหลังน้องสาวต้อยๆ
“น้องเล็ก พี่อ่านออกตั้งหลายคำแล้วนะ ไม่ต้องหัดเขียนแล้วมั้ง”
อันหนิงที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหยุดเดินกะทันหันแล้วหมุนตัวกลับมาจ้องหน้า สีหน้าของเธอจริงจังขึ้นมาจนน่าเกรงขาม
“พี่รองคะ ถ้าพี่คิดจะทำการค้าให้รุ่งเรือง การอ่านออกเขียนได้มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดนะคะ ไม่ใช่แค่มีสมองดีกับปากเก่งแล้วจะประสบความสำเร็จได้ตลอดรอดฝั่ง”
อันกั๋วหมิงย่อมไม่ใช่คนหัวทึบ เขาเข้าใจเจตนาดีของน้องสาวจึงพยักหน้ารับคำ “ก็ได้ พอกลับไปถึงบ้านเรามาเรียนด้วยกัน”
อันหนิงยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“อ้อ แล้วยังมีเรื่องวิ่งออกกำลังกายที่พี่ขาดไป 5 วัน อย่าลืมชดเชยให้ครบด้วยนะคะ”
“หา นี่พี่ยังต้องชดเชยอีกเหรอ”
พออันกั๋วหมิงสบเข้ากับสายตาดุๆ ของน้องสาว เขาก็หุบปากฉับด้วยความกลัว
อันหนิงออกเดินนำหน้าต่อไป อันกั๋วหมิงรีบสาวเท้าตามมาติดๆ ปากก็บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า ตกลงบ้านนี้ใครเป็นพี่ใหญ่กันแน่
“พี่คือพี่รองค่ะ พี่ใหญ่ของพวกเราอยู่ที่บ้านโน่น”
อันกั๋วหมิงถึงกับพูดไม่ออกที่น้องสาวหูดีขนาดนี้ พี่ใหญ่ที่เขาบ่นถึง ไม่ใช่พี่ใหญ่อันกั๋วชิ่งเสียหน่อย
อันหนิงและอันกั๋วหมิงนั่งรถประจำทางท้องถิ่นเดินทางมาจนถึงหน้าโรงงานผลิตกระเป๋าแห่งหนึ่ง
ตอนที่อันกั๋วหมิงเอาตัวอย่างกระเป๋านักเรียนมาเสนอขาย เขาเคยผูกมิตรกับคนของโรงงานแห่งนี้ไว้บ้าง เขาจึงเดินไปที่ป้อมยามแล้วทักทายพูดคุยกับลุงยามอย่างเป็นกันเอง เพียงไม่กี่ประโยคลุงยามก็ยิ้มแย้มยินดีช่วยโทรศัพท์ตามคนข้างในให้
อันหนิงยืนสงบนิ่งไม่พูดจาอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ใบหน้านิ่งเรียบ กอดอก ยืนปักหลักมั่นคงราวกับเทพเจ้าทวารบาลผู้พิทักษ์ประตู
เธอเคยเรียนรู้ทฤษฎีการทำธุรกิจมาจากเหล่าอาจารย์ในยุคดวงดาวมาไม่น้อย แม้โดยส่วนตัวเธอจะไม่ได้พิศวาสวงการธุรกิจเท่าไรนัก แต่เธอก็มีความชื่นชอบในตัวเงินอยู่พอสมควร
สิ่งที่เธอทำอยู่ในตอนนี้ เป้าหมายเดียวก็เพื่อสนับสนุนให้เธอสามารถทำไร่ทำนาได้อย่างราบรื่น และสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้ครอบครัว
“น้องเล็ก เขามาแล้ว ไปกันเถอะ”
อันหนิงเดินตามหลังอันกั๋วหมิงและผู้ชายคนหนึ่งที่เดินออกมารับ เข้าไปภายในโรงงานผลิตกระเป๋า
ทั้งสามคนเดินมาถึงห้องทำงานห้องหนึ่ง ชายที่อันกั๋วหมิงเรียกว่าหัวหน้าแผนกหวัง ได้แนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกับผู้จัดการโรงงาน
ทว่าผู้จัดการจูที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานนั้น กลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองแขก เขาเพียงแค่ส่งเสียงในลำคอรับรู้แบบขอไปทีเท่านั้น
ท่าทางวางก้ามใหญ่โตแบบนี้ แม้แต่อันหนิงก็ยังสัมผัสได้ทันทีว่า การเจรจาครั้งนี้คงยากจะสำเร็จ
“สวัสดีครับผู้จัดการจู ผมชื่ออันกั๋วหมิงครับ เรื่องกระเป๋าเป้สะพายหลังใบนั้นคือพวกเรา...”
“พวกคุณมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า ถ้าไม่มีอะไรผมยังต้องไปประชุมต่อ ส่วนกระเป๋าที่คุณพูดถึง ผมดูแล้วก็งั้นๆ แหละ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่น่าสนใจเท่าไหร่”
ผู้จัดการจูพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับลุกขึ้นทำท่าจะเดินหนี ส่วนคนกลางอย่างหัวหน้าแผนกหวังที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่แน่นอนว่าน้ำหนักในใจเขาย่อมต้องเอนเอียงไปทางเจ้านายตัวเอง
อันกั๋วหมิงทำท่าจะอ้าปากแย้งเพื่อโน้มน้าวต่อ แต่อันหนิงยื่นมือมาดึงแขนเขาเอาไว้เสียก่อน
“คุณพูดถูกแล้วค่ะ กระเป๋านักเรียนแบบนั้นก็งั้นๆ จริงๆ นั่นแหละ พวกเราขอตัวกลับก่อนดีกว่า รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณมากแล้ว”
เมื่อน้องสาวเอ่ยปากตัดบท อันกั๋วหมิงผู้เชื่อฟังน้องสาวจึงไม่ต่อความยาวสาวความยืดอีกแม้แต่คำเดียว เขากล่าวลาทั้งสองคนตามมารยาท แล้วพาอันหนิงเดินเชิดหน้าออกจากโรงงานทันที
เมื่อก้าวพ้นประตูโรงงานออกมา ประโยคแรกที่อันหนิงเอ่ยถามก็คือ “พี่รอง ตอนนี้พวกเรามีเงินทุนอยู่เท่าไหร่คะ”
“หนึ่งพันกับอีกเจ็ดสิบแปดหยวน เงินที่เหลือเก็บมาก่อนหน้านี้รวมกับเงินที่ขายกระเป๋านักเรียนได้ทั้งหมดอยู่ที่พี่แล้ว”
สมองของอันหนิงกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว จักรเย็บผ้าหนึ่งหลัง ราคาหนึ่งร้อยยี่สิบหยวน เงินจำนวนนี้สามารถซื้อได้ถึง 9 หลัง คำนวณดูแล้วถ้าซื้อสัก 7 หลัง เงินส่วนที่เหลือก็เอาไปซื้อวัตถุดิบผ้า
ลงมือผลิตเองเพื่อกอบโกยกำไรจากกระแสกระเป๋านักเรียนในช่วงแรกให้ได้เป็นกอบเป็นกำ หลังจากนั้นจักรเย็บผ้าพวกนี้ก็ยังสามารถขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ขาดทุน
“พี่รอง พวกเราไปโรงงานทอผ้า ไปหาผู้จัดการหลี่กันค่ะ”
“ได้เลย”
สมองของอันกั๋วหมิงยังมึนงงเล็กน้อย ตามความคิดที่กระโดดไปมาของน้องสาวไม่ทัน แต่ขาของเขาก็ก้าวตามหลังอันหนิงไปโดยอัตโนมัติ สายตามองดูแผ่นหลังเล็กๆ ที่เดินนำอยู่ด้านหน้า
ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าน้องสาวคนนี้ช่างเก่งกาจและพึ่งพาได้ ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอยากจะเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเธอโดยไม่รู้ตัว
ส่วนอันหนิงที่เดินนำลิ่วอยู่ด้านหน้านั้นกลับไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เธอเพียงแต่ไม่ชอบการเข้าสังคมที่ยืดเยื้อ เยิ่นเย้อ และไร้ประสิทธิภาพ ความเรียบง่าย รวดเร็ว และตรงไปตรงมาคือกฎเหล็กที่เธอยึดถือปฏิบัติมาตลอดชีวิตในยุคดวงดาว
ผู้จัดการโรงงานจูคนนั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกมองคนแค่เปลือกนอก เจรจาไปก็เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปหาลู่ทางอื่นดีกว่า
และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้เธอร้อนใจอยากจะกลับบ้านเต็มแก่แล้ว
ตามข้อมูลที่ได้ยินมาจากเหมียวเสี่ยวฮวา ในหมู่บ้านฝนทิ้งช่วงไม่ตกมาหลายวันแล้ว เธอต้องรีบกลับไปดูให้เห็นกับตาว่าต้นกล้าในแปลงนาของเธอเป็นอย่างไรบ้าง
สองพี่น้องขึ้นรถประจำทางรุ่นเก่าอีกครั้งเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป นั่นคือโรงงานทอผ้า
อาจจะเป็นเพราะวีรกรรมครั้งก่อนที่อันหนิงสร้างความทรงจำเอาไว้ได้ลึกซึ้งมาก คุณลุงยามหน้าโรงงานทอผ้าจึงจำพวกเขาได้ทันทีที่เห็นหน้า
“อ้าว พ่อหนุ่มกับแม่หนู มาหาผู้จัดการหลี่ใช่ไหม เดี๋ยวลุงตะโกนเรียกให้ รอแป๊บนึงนะ”
[จบบท]