บทที่ 72: ภารกิจเสี่ยงตายในป่าลึก
ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของอันกั๋วหมิงเปรียบเสมือนปุ่มหยุดเวลาที่ทำให้ความเคลื่อนไหวภายในบ้านตระกูลอันชะงักลง
เสียงสานตะกร้าเงียบหาย เสียงจักรเย็บผ้าหยุดลง แม้กระทั่งเสียงพลิกหน้ากระดาษพจนานุกรมก็ยังพลอยเงียบไปด้วย ทุกสายตาพุ่งตรงมาที่ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้น
บรรยากาศที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำเอาอันกั๋วหมิงรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก เขาจึงแสร้งกระแอมไอแก้เก้อเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง
“คือว่า... ผมคิดว่าพวกเราทำกระเป๋านักเรียนตุนไว้เยอะขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาต้องออกไปหาลู่ทางระบายของได้แล้วล่ะครับ”
เมื่อได้เริ่มเกริ่นนำ ความกล้าก็ค่อยๆ กลับคืนมา อันกั๋วหมิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น
“คราวก่อนผมกับพี่ใหญ่ใช้วิธีเดินเคาะประตูขายตามบ้าน แต่ตอนนั้นสินค้าเราไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนี้ รอบนี้ขืนใช้วิธีเดิมคงไม่ไหว ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องหาเจ้าใหญ่รับซื้อเหมาล็อตไปทีเดียวเลย”
พูดจบสายตาของเขาก็เบนไปหาอันหนิงราวกับรอคอยการตัดสินใจ
ไม่ใช่แค่เขา แต่ทุกคนในบ้านต่างก็มองไปที่เธอเช่นกัน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอันหนิงได้กลายเป็นเสาหลักทางความคิดของครอบครัวไปเสียแล้ว
“ฉันเห็นด้วยกับพี่รอง พรุ่งนี้ฉันจะออกไปช่วยพี่เอง”
“อย่าเลยน้องเล็ก พี่ไม่ได้จะไปมีเรื่องตบตีกับใครเสียหน่อย รอบนี้พี่จะไม่ไปเสี่ยงในตลาดมืด แต่จะลองวิ่งเต้นหาช่องทางที่ถูกกฎหมายดู ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรหรอก”
อันหนิงไตร่ตรองตามแล้วก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น
สิ่งที่สำคัญกว่ากำไรคือการเติบโตของอันกั๋วหมิง เขาจำเป็นต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้ เธอไม่สามารถตามประกบเขาไปตลอดชีวิต
ต่อให้ครั้งนี้จะล้มเหลวขาดทุนย่อยยับ ครอบครัวพวกเขาก็ยังมีสายป่านยาวพอที่จะรับความเสียหายได้
อย่างแย่ที่สุด ก็แค่ขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายโปะทุนคืนอีกสักรอบสองรอบก็สิ้นเรื่อง
เมื่อคิดตกผลึกแล้ว อันหนิงจึงพยักหน้าสนับสนุน “ตกลง พี่รองไปลุยเองเลย ส่วนฉันวางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะขึ้นเขาไปเดินสำรวจอะไรหน่อย”
เธอรีบหันไปดักคอหลินกุ้ยฮวาที่กำลังอ้าปากเตรียมจะคัดค้าน
“แม่ไม่ต้องห่วง ฉันรับปากว่าจะระวังตัวอย่างดี”
เมื่อตกลงกันได้ ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตน
อันกั๋วหมิงกลับไปเช็กสต็อกสินค้าอย่างละเอียด จำนวนกระเป๋านักเรียนที่ผลิตเสร็จแล้วมีมากกว่าร้อยใบ
สำหรับอำเภอเล็กๆ ปริมาณเท่านี้นับว่าเป็นการส่งสินค้าล็อตใหญ่ที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม หมู่บ้านสือหลี่โกวก็เข้าสู่ความเงียบสงบ
เช้าตรู่วันใหม่ อันหนิงตื่นขึ้นมาเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินป่า ก่อนออกจากบ้านเธอยังไม่ลืมที่จะแวะไปทักทายสหายไก่คู่ใจ
“จุ๊ๆ... รอฉันกลับมานะ เดี๋ยวจะจับหนอนตัวอ้วนๆ มาฝาก แล้วอย่าลืมพานพี่รองวิ่งออกกำลังกายด้วยล่ะ”
เจ้าไก่ตัวผู้ผงกหัวรับคำสั่งด้วยท่าทางขึงขัง อันหนิงเห็นแล้วก็หลุดยิ้ม ก่อนจะพลิกตัวกระโดดข้ามกำแพงรั้วออกไปอย่างคล่องแคล่ว
ทำไมต้องปีนกำแพงแทนนที่จะออกทางประตู? สำหรับอันหนิงแล้ว ทางไหนเร็วกว่าทางนั้นก็คือทางออกที่ดีที่สุด
ร่างเล็กวิ่งทะยานขึ้นสู่ภูเขาด้วยความเร็วที่คนธรรมดาคงได้แค่มองตามตาปริบๆ เธอแผ่ขยายพลังจิตครอบคลุมพื้นที่รอบตัวเพื่อสแกนหาสมุนไพรล้ำค่า
“ตำราบอกว่าโสมชอบอากาศเย็นและชื้น มักซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่มีซากใบไม้ทับถมหนาแน่น หรือในป่าโปร่งที่มีแดดรำไร”
“ต้องเข้าไปให้ลึกกว่านี้อีก”
ด้วยความจำที่เป็นเลิศ เธอจดจำเนื้อหาในพจนานุกรมไปได้ค่อนเล่มแล้ว บวกกับความรู้เรื่องสมุนไพรที่เคยอ่านผ่านตา ทำให้ตอนนี้เธอมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
พลังจิตที่เธอใช้เปรียบเสมือนเรดาร์นำทาง ช่วยกรองพื้นที่ว่างเปล่าออกไป ทำให้เธอสามารถมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตป่าดงดิบ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้ายืนตระหง่าน กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายบดบังแสงตะวันจนเกือบมิด
เส้นทางเบื้องหน้าดูมืดสลัว วังเวง และเงียบสงัดจนน่าขนลุก
มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบงันที่กดดันประสาทสัมผัส ราวกับว่ามีสายตาของนักล่าจับจ้องมาจากทุกทิศทาง
พื้นดินเต็มไปด้วยซากกิ่งไม้และใบไม้เน่าเปื่อยที่ทับถมกันมานานปี พันเกี่ยวด้วยเถาวัลย์และหญ้ารกทึบ แสงสลัวทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงจนแทบมองไม่เห็นทาง
อันหนิงย่อตัวลงจัดการยัดขากางเกงเข้าในถุงเท้าเพื่อป้องกันแมลงและสัตว์เลื้อยคลาน ก่อนจะมุ่งหน้าต่อไป
เธอเลือกเดินลัดเลาะไปตามแนวร่มเงา กลิ่นชื้นของดินและกลิ่นเหม็นเอียนของซากพืชเน่าตีขึ้นจมูกผสมกับกลิ่นสดชื่นของใบไม้เขียวขจีจนแยกไม่ออก
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
เสียงเห่ากระโชกทำให้อันหนิงหยุดชะงัก หูของเธอผึ่งรับเสียงด้วยความระแวดระวัง
“ต้าหวง! วิ่ง!”
เสียงตะโกนที่คุ้นเคยทำให้อันหนิงรู้ทันทีว่าเป็นใคร เจียงเซี่ย!
ไม่รอช้า เธอพุ่งตัวไปตามทิศทางเสียงนั้นด้วยความเร็วสูงสุด
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเจียงเซี่ยที่ยืนถือมีดพร้าด้วยท่าทางตึงเครียด เขาเอาตัวเข้าบังต้าหวงที่มีรอยเลือดซึมจากแผลข่วนที่หลัง
และคู่ต่อสู้ของเขาคือหมีสีน้ำตาลตัวมหึมาที่กำลังยืนสองขา เสียงหายใจฟืดฟาดและเสียงคำรามในลำคอของมันบอกชัดว่ามันกำลังโกรธจัดถึงขีดสุด
แววตาของเจียงเซี่ยเต็มไปด้วยความดุดัน เขาถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เพราะหากแสดงความอ่อนแอออกมา เขาและต้าหวงคงกลายเป็นอาหารเช้าของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้
ในวินาทีวิกฤต อันหนิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลังหมีอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี เธอส่งสัญญาณมือบอกให้เจียงเซี่ยไม่ต้องส่งเสียง
ชายหนุ่มไม่ได้เล่นบทพระเอกผู้เสียสละไล่ให้เธอหนีไป เขารู้ดีว่าสถานการณ์นี้พลาดนิดเดียวคือตายหมู่
อันหนิงพอใจในความสุขุมของเขา เธอยกมีดขึ้น พยายามกดข่มจิตสังหารและลบตัวตนให้กลมกลืนไปกับป่า แล้วค่อยๆ ย่องเข้าหาหมีสีน้ำตาลจากด้านหลัง
แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าไม่เคยพลาด หมีสีน้ำตาลรับรู้ถึงอันตราย มันเริ่มขยับตัว
“โจมตีที่ท้อง!”
เสียงตะโกนสั่งการของอันหนิงดังขึ้น เจียงเซี่ยตอบสนองทันทีด้วยการเอนตัวหลบกรงเล็บมรณะแล้วแทงสวนเข้าไปที่หน้าท้องของมัน
วินาทีเดียวกันนั้น อันหนิงกระโดดลอยตัวขึ้นสูง ง้างมีดพร้าในมือฟันฉับลงไปที่กลางกบาลของหมีอย่างเต็มแรง
ดูเหมือนแรงคุกคามจากอันหนิงจะรุนแรงกว่า หมีสีน้ำตาลจึงละความสนใจจากเจียงเซี่ย แล้วหันขวับมาตบสวนใส่เธอด้วยกรงเล็บอันทรงพลัง
การปะทะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เจียงเซี่ยกลิ้งตัวหลบไปฟันที่ขาของมันเพื่อตัดกำลัง
คมมีดของอันหนิงปะทะเข้ากับไหล่หนาของหมี เสียงโลหะกระทบกระดูกดังสนั่น พร้อมกับมีดในมือเธอที่หักสะบั้นลงเป็นสองท่อน
ส่วนมีดของเจียงเซี่ยทำได้เพียงสร้างแผลลึกที่ขา แต่มันยังไม่ดีพอที่จะหยุดยั้งสัตว์ร้ายขนาดนี้
“โฮก!!!”
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้นของหมีดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วป่า
“หนีเร็ว!”
เจียงเซี่ยรู้ดีว่าสู้ต่อไม่ไหว เขาตะโกนบอกทันที
อันหนิงเองก็อยากจะเผด็จศึก แต่ตอนนี้เธอไร้อาวุธ แม้จะฆ่ามันได้ด้วยมือเปล่าแต่ต้องแลกกับการใช้พลังจิตซึ่งเธอไม่อาจเปิดเผยความลับนี้ต่อหน้าเจียงเซี่ยได้
ทางเลือกเดียวคือต้องถอย!
อันหนิงทิ้งตัวลงพื้นอย่างสวยงาม ลอดตัวผ่านหว่างขาของหมี แล้วคว้าคอเสื้อด้านหลังของเจียงเซี่ย กระชากร่างชายหนุ่มให้ปลิวตามเธอไป
“ต้าหวง ตามมา!”
เจ้าหมาแสนรู้รีบสับตีนแตกวิ่งตามหลังอันหนิงโดยไม่ต้องรอให้เรียกซ้ำ
ภาพการหลบหนีจึงดูประหลาดพิลึก หมาสี่ขาวิ่งตีคู่กับหญิงสาวสองขาที่ลากผู้ชายตัวโตวิ่งไปด้วย แต่กลับทำความเร็วได้สูสีกันอย่างเหลือเชื่อ
เจียงเซี่ยที่ถูกหิ้วคอเสื้อจนตัวลอยได้แต่คิดในใจว่า แรงควายและฝีเท้าของอันหนิงนี่มันระดับเหนือมนุษย์ชัดๆ เขาคงไม่มีวันวิ่งทันเธอแน่ๆ
โชคดีที่หมีตัวนั้นไม่ได้ตามมา อาจเพราะมันเองก็บาดเจ็บและสัมผัสได้ว่าเหยื่อรายนี้อันตรายเกินไป
เมื่อหนีพ้นระยะอันตราย ทั้งคนและหมาก็หยุดพักหายใจ เจียงเซี่ยรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยขึ้น
“แม่จอมยุทธ์หญิง... ช่วยวางฉันลงก่อนได้ไหม?”
“อ้าว? ได้สิ”
คำว่านุ่มนวลไม่อยู่ในสารบบของอันหนิง เธอปล่อยมือทันที ร่างของเจียงเซี่ยร่วงกระแทกพื้นดังตุ้บ!
ชายหนุ่มนอนไอโขลกๆ เสียงแหบแห้ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบคอตัวเองที่แทบจะหักคาเสื้อ
พอลุกขึ้นนั่งได้ เขาก็เงยหน้ามองอันหนิงด้วยสายตาที่ยากจะบรรยาย
“ถ้าลากฉันต่ออีกสักร้อยเมตร ฉันคงถูกจารึกว่าเป็นคนแรกที่รอดตายจากหมี แต่มาตายคาเงามือคนช่วยเพราะขาดอากาศหายใจ”
อันหนิงมองรอยแดงเป็นปื้นที่คอของเขาซึ่งเกิดจากแรงดึงมหาศาลของเธอ ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
“อะแฮ่ม... ก็มันเป็นการช่วยคนครั้งแรกนี่นา ประสบการณ์ยังน้อย ครั้งหน้าจะปรับปรุงการบริการให้ดีกว่านี้”
“ครั้งหน้า?” เจียงเซี่ยรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ขอทีเถอะ อย่ามีครั้งหน้าเลย ชีวิตของเสี่ยวเย่อย่างฉันมีค่าตัวแพงนะจะบอกให้”
อันหนิงมองท่าทางยโสโอหังที่กลับคืนมาอย่างรวดเร็วของเขาแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
“ในเมื่อรู้ว่าค่าตัวแพง แล้วนายจะวิ่งแจ้นไปหาเรื่องหมีทำไมไม่ทราบ”
[จบบท]