บทที่ 74: รสชาติของกากหมู
แสงแดดช่วงเที่ยงสาดส่องลงมายังโต๊ะอาหารกลางบ้านตระกูลอัน บรรยากาศดูอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความห่วงใยของผู้เป็นพ่อ
"อันหนิง บนภูเขาไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหมลูก"
อันซานเฉิงเอ่ยถามขึ้นพร้อมวางตะเกียบลง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่วางใจ ลูกสาวคนเล็กของเขาคนนี้บทจะทำอะไรก็ทำเลย มีความคิดเป็นของตัวเองสูงมากจนเขาอดห่วงไม่ได้
อันหนิงที่กำลังก้มหน้าจัดการอาหารในชามชะงักไปเล็กน้อย เธอนึกไม่ถึงว่าพ่อจะยังกังวลและถามย้ำเรื่องนี้อีก
คำถามของอันซานเฉิงเหมือนเป็นการจุดชนวนความกังวลให้คนข้างๆ ทันทีที่เขุาพูดจบ อันหนิงยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ หลินกุ้ยฮวาก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"เป็นอะไรไปล่ะ บนภูเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้น หรือว่ามีอันตราย ลูกแม่เป็นอะไรไหม"
แววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและหวาดกลัวของหลินกุ้ยฮวา ทำให้อันหนิงรู้ทันทีว่าเธอไม่สามารถเล่าความจริงทั้งหมดได้ ขืนบอกไปว่าไปเจออะไรมาบ้าง แม่คงหัวใจวายแน่
"แม่ บนภูเขาไม่มีเรื่องอะไรเลยค่ะ แม่ดูหนูสิ ขนาดรอยขีดข่วนจากใบหญ้ายังไม่มีเลยสักนิด ไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ ค่ะ"
อันหนิงรีบพูดปลอบประโลมจนหลินกุ้ยฮวาเริ่มคลายความกังวลลง จากนั้นจึงหันไปสบตากับอันซานเฉิงแล้วยืนยันเสียงหนักแน่น "พ่อคะ บนภูเขาสบายดีมากค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย"
"อ้อ ก็ได้ พ่อก็แค่ถามดูเพื่อความแน่ใจ" อันซานเฉิงตอบรับเสียงอ่อย
"ตาแก่นี่ ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง ทำเอาฉันตกอกตกใจหมด!"
หลินกุ้ยฮวาหันไปถลึงตาใส่สามีด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับบ่นอุบอิบ อันซานเฉิงได้แต่นั่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม รู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารและไร้ทางสู้เหลือเกิน
เขาทำอะไรผิดกันล่ะเนี่ย ก็แค่เป็นห่วงลูก
อันหนิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีบก้มหน้าลงซ่อนใบหน้าหลังชามข้าว เพื่อบดบังรอยยิ้มขบขันที่มุมปาก
หลังจากมื้อเที่ยงผ่านพ้นไป พี่สะใภ้ใหญ่รับหน้าที่เก็บกวาดถ้วยชาม ส่วนหลินกุ้ยฮวาเริ่มลงมือจัดการกับเนื้อหมูที่ได้มา
มีเนื้อสองชิ้นที่มีมันแทรกหนามาก หลินกุ้ยฮวาตัดสินใจจะเจียวเป็นน้ำมันหมูเก็บไว้ใช้ ส่วนกากหมูที่เหลือจากการเจียว เธอวางแผนว่าจะนำมาทำไส้เกี๊ยวทานกันในมื้อเย็น
ในขณะที่แม่และพี่สะใภ้สาละวนอยู่ในครัว อันหนิงหยิบเครื่องมือสองสามชิ้นพร้อมกับไม้ขนาดยาวเดินกลับเข้าห้องส่วนตัว เพื่อจัดการซ่อมแซมราวม่านหน้าต่างให้เข้าที่เข้าทาง
ส่วนฝ่ายชายอย่างอันซานเฉิงและอันกั๋วชิ่งก็ง่วนอยู่กับการผสมดินโคลนที่ลานบ้าน เพื่อเตรียมสร้างห้องอาบน้ำใหม่และถือโอกาสทำรังกระต่ายไปพร้อมกัน
ตลอดช่วงบ่าย คนบ้านอันไม่มีใครได้หยุดพักมือเลย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่หลินกุ้ยฮวากำลังเจียวน้ำมันหมู กลิ่นหอมฟุ้งของไขมันหมูที่โดนความร้อนค่อยๆ ลอยอบอวลไปทั่วบ้าน มันช่างยั่วน้ำลายจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
อันหนิงที่เพิ่งติดตั้งราวม่านเสร็จ จมูกกระดิกตามกลิ่นหอมนั้นจนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเตาไฟในครัว
"แม่คะ หอมจังเลย"
"ก็กากหมูนี่นา จะไม่หอมได้ยังไงล่ะ" หลินกุ้ยฮวาตอบยิ้มๆ มือก็ใช้ทัพพีตักน้ำมันใสแจ๋วสีทองออกจากกระทะ ใส่ลงในไหใบเล็กสีน้ำตาลเข้มอย่างระมัดระวัง
เมื่อน้ำมันเหล่านี้เย็นลง มันจะจับตัวเป็นไขสีขาวเนียน เก็บไว้ในที่แห้งและเย็นจะสามารถใช้ทำอาหารได้นานแรมเดือน
"มานี่สิ" หลินกุ้ยฮวากวักมือเรียก
อันหนิงเดินเข้าไปใกล้อย่างว่าง่าย นึกว่าแม่จะเรียกใช้ให้หยิบจับอะไร
"อ้าปาก ระวังร้อนหน่อยนะ"
อันหนิงอ้าปากรับโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นกากหมูชิ้นสีเหลืองทองที่เพิ่งขึ้นจากกระทะก็ถูกป้อนเข้าปาก
"กร๊วม..."
เสียงเคี้ยวกรุบกรอบดังขึ้นภายในปาก กลิ่นหอมฉุยของไขมันหมูที่ระเบิดออกผสมกับรสสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน ทำให้อันหนิงตาลุกวาว
"อร่อยค่ะ"
อันหนิงรีบกลืนลงคอด้วยความฟิน แต่เธอก็ไม่กล้ายืนแช่อยู่ตรงนั้นนาน แม้จะอยากกินอีกแค่ไหน แต่การมายืนเฝ้าขอบกระทะรอกินเหมือนเด็กตะกละก็คงดูไม่งาม
เธอจึงหมุนตัวเดินออกไปช่วยพ่อและพี่ชายก่อสร้างห้องน้ำอยู่พักใหญ่
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อันหนิงก็ขอตัวกลับลงไปทำงานในนาอีกครั้ง
เธอยังคงเลือกที่จะไปทำงานในไร่ เพื่ออาศัยความสงบในการฟื้นฟูและสะสมพลังจิต เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญในการส่งเมล็ดพันธุ์คืนนี้
เสียงนกหวีดบอกเวลาเลิกงานดังขึ้นในช่วงเย็น อันหนิงเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านและมาถึงลานบ้านตระกูลอันเป็นคนแรก
"อันหนิง เอาไปส่งให้บ้านลุงใหญ่หน่อยลูก"
หลินกุ้ยฮวากำลังง่วนอยู่กับการตักของบางอย่างออกจากหม้อ ไอความร้อนพวยพุ่งจนอันหนิงมองเห็นแค่ก้อนแป้งสีขาวๆ แวบหนึ่งก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นอะไร
"เร็วเข้า รีบเอาไปให้บ้านลุงใหญ่ กลับมาพวกเราจะได้กินเกี๊ยวกัน"
เกี๊ยว?
ในความทรงจำอันน้อยนิดและเลือนรางของเจ้าของร่างเดิม ดูเหมือนชีวิตนี้จะเคยได้ลิ้มรสเกี๊ยวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
อันหนิงรีบรับกะละมังใบเล็กที่หลินกุ้ยฮวายื่นให้ ด้านบนมีฝาชีสานปิดครอบไว้อย่างมิดชิด
"เดินช้าๆ หน่อย ระวังหกนะลูก"
อันหนิงรับคำสั้นๆ ประคองกะละมังใส่เกี๊ยวเดินออกจากประตูรั้ว มุ่งหน้าไปยังบ้านของลุงใหญ่
โชคดีที่หลายวันมานี้ เธอเริ่มจดจำเส้นทางและที่อยู่ของญาติพี่น้องในหมู่บ้านได้บ้างแล้ว
"นั่นอันหนิงไม่ใช่เหรอ จะไปไหนน่ะ!"
เสียงแหลมสูงดังขึ้น หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมา คอยืดจนแทบจะยาวเป็นยีราฟ ดวงตาเป็นประกายวาววับจ้องเขม็งมาที่กะละมังในมือของอันหนิง
"กลิ่นอะไรเนี่ย หอมจังเลย เอามาให้ป้าดูหน่อยสิว่ามีอะไรข้างใน"
หญิงคนนั้นพูดจบก็ไม่รอช้า ยื่นมือที่ดำเมี่ยมเข้ามาหา มันไม่ใช่ความดำจากการกรำแดดทำงานหนัก แต่เป็นความดำสกปรกจากคราบไคลที่สะสมเพราะไม่ล้างทำความสะอาด ตามซอกเล็บยาวๆ นั้นอัดแน่นไปด้วยขี้ดินสีดำ
อันหนิงเพิ่งเคยเผชิญหน้ากับคนประเภทนี้เป็นครั้งแรก ประสบการณ์ในการรับมือกับมนุษย์ประเภทหน้าด้านไร้ยางอายในยุคนี้ของเธอนั้นแทบจะเป็นศูนย์
แต่เธอจำได้แม่นว่าเป้าหมายหลักของภารกิจนี้คือการรักษาเมล็ดพันธุ์ และพลังจิตคือสิ่งสำคัญที่สุด
หากต้องมาเสียเวลาหรือเสียอารมณ์จนกระทบกับพลังจิต ทุกอย่างที่ทำมาก็สูญเปล่า
"ไม่ได้ค่ะ ฉันรีบ"
อันหนิงเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ตอบปฏิเสธด้วยประโยคที่เธอคิดว่าสุภาพและอ้อมค้อมที่สุดแล้ว
ทว่าหญิงตรงหน้ากลับมีความพยายามเป็นเลิศ หล่อนขยับเท้าก้าวตามเข้ามาขวางทางแล้วพูดตื๊อว่า "จะไปบ้านลุงใหญ่ใช่ไหมล่ะ พอดีป้าก็ผ่านทางนั้นเลย เอามาให้ป้าดูหน่อยสิว่าเป็นของดีอะไร แบ่งป้าชิมสักคำก็ได้มั้ง"
หญิงคนนั้นยื่นมือสกปรกเข้ามาหมายจะเปิดฝาชี อันหนิงขมวดคิ้วมุ่น เบี่ยงตัวหลบอีกครั้ง คราวนี้ระบบประมวลผลความเกรงใจของอันหนิงถูกปิดลง ความตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซากจึงทำงานทันที
"ฉันไม่อยากให้ป้าดู ไม่อยากให้ป้าจับ และที่สำคัญฉันไม่อยากให้ป้ากินด้วยค่ะ"
"ครั้งนี้ฉันพูดชัดเจนหรือยังคะ คุณฟังภาษาคนรู้เรื่องไหม"
ดวงตาสดำขลับใสซื่อของอันหนิง จ้องมองหญิงคนนั้นนิ่งๆ โดยไม่กะพริบตา ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจที่บิดเบี้ยว
"เอาล่ะ ฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจความหมายของฉันแล้ว ลาก่อนค่ะ"
อันหนิงกระชับกะละมังเกี๊ยวในมือแน่น แล้วออกวิ่งด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทิ้งห่างจากรัศมีความโลภนั้นทันที
หญิงเพื่อนบ้านที่ถูกทิ้งไว้กลางทางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ถ่มน้ำลายลงพื้นดัง 'ถุย' แล้วตะโกนไล่หลังว่า "ใครจะไปอยากได้ของแกกันยะ! ทำเป็นเล่นตัว เชอะ!"
หล่อนเดินสะบัดก้นกลับบ้านไปด้วยความฮึดฮัด ชาวบ้านละแวกนั้นที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เบ้ปากมองบน ไม่มีใครอยากจะเสวนาด้วย
ก็รู้กันทั้งบางว่าเป็นครอบครัวจอมขี้เกียจ วันๆ จ้องแต่จะฉวยโอกาสกินของฟรีจากคนอื่น ฝันกลางวันไปเถอะ
อันหนิงวิ่งเหยาะๆ มาจนถึงบ้านลุงใหญ่ ส่งมอบเกี๊ยวให้ถึงมือเรียบร้อยก็เตรียมตัวจะกลับ
"เดี๋ยวก่อนอันหนิง เอาไข่ไก่กลับไปกินหน่อยสิลูก"
ป้าสะใภ้ใหญ่มองดูเกี๊ยวแป้งสาลีล้วนลูกอวบอ้วนเต็มกะละมัง จะให้หลานสาวกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร ในยุคนี้แป้งสาลีล้วนถือเป็นของมีค่ามาก
แต่อันหนิงไม่รับ เธอกล่าวปฏิเสธแล้ววิ่งออกมาทันที แป๊บเดียวก็ไปไกลแล้ว
ป้าสะใภ้ใหญ่รีบคว้าตะกร้าไข่ไล่ตามมาสองสามก้าว แต่ก็ไม่ทัน ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งหายไปแล้วหัวเราะชอบใจ "เด็กสมัยนี้นี่แข็งแรงจริงๆ ฉันไล่ตามไม่ทันเลยสักก้าวเดียว"
อันหนิงวิ่งกลับมาถึงบ้านด้วยความรวดเร็ว
"พี่รองกลับมาแล้วเหรอคะ"
"กลับมาแล้ว วันนี้วิ่งวุ่นทั้งวัน เหนื่อยจะตายอยู่แล้วเนี่ย"
อันกั๋วหมิงกำลังวักน้ำล้างหน้าล้างตัวอยู่ที่ลานบ้านเพื่อคลายร้อน อันหนิงเองก็เข้าไปล้างไม้ล้างมือให้สะอาด เตรียมตัวกินเกี๊ยว
ตอนที่อันหนิงกลับมาถึง หลินกุ้ยฮวากำลังตักเกี๊ยวหม้อที่สองขึ้นมาพอดี เพราะหม้อแรกต้มได้ไม่เยอะและแบ่งไปให้บ้านลุงใหญ่แล้ว
"มาๆ กินข้าวกันได้แล้ว เกี๊ยวต้องกินตอนร้อนๆ ควันฉุยๆ นี่แหละถึงจะอร่อยที่สุด"
เสียงเรียกทานข้าวของแม่เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ สมาชิกทุกคนรีบมานั่งประจำที่อย่างพร้อมเพรียง
"โห เกี๊ยวแป้งสาลีล้วนเลยเหรอเนี่ย วันนี้วันพิเศษอะไรครับแม่"
อันกั๋วหมิงคีบเกี๊ยวลูกโตขึ้นมา เป่าลมฟู่ๆ ไล่ความร้อน พลางทำตาโตด้วยความตื่นเต้น
"มีเกี๊ยวยัดปากแล้วยังไม่หยุดพูดอีก รีบๆ กินเข้าไปเถอะน่า พูดมากจริงเชียวเรา" หลินกุ้ยฮวาแกล้งดุลูกชายแก้เขิน
อันกั๋วหมิงไม่ถือสาเลยสักนิด เขาหัวเราะแหะๆ แล้วอ้าปากกัดเกี๊ยวเข้าไปคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
อันหนิงเริ่มซึมซับและคุ้นเคยกับบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้แล้ว เธอรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ
"อันที่เป็นจีบสวยๆ นี่ไส้ผักกาดขาวผสมกากหมู ส่วนอันที่พับเรียบๆ เป็นไส้บวบผสมไข่ไก่ เลือกกินกันตามสบายเลยนะ"
หลินกุ้ยฮวาตั้งใจทำสุดฝีมือ ไหนๆ ก็ได้กินของดีทั้งที ต้องให้ทุกคนในครอบครัวได้กินให้อิ่มหนำสำราญ
อันหนิงมองดูเกี๊ยวร้อนๆ ที่ส่งควันหอมฉุยบนโต๊ะด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตรงกลางวงมีถ้วยน้ำจิ้มกระเทียมวางอยู่ เธอตัดสินใจคีบเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวกากหมูขึ้นมาลองก่อนเป็นอันดับแรก
ผักกาดขาวสดหวานกรอบ ผสมผสานกับกากหมูที่เจียวจนหอมมัน ห่อหุ้มด้วยแผ่นแป้งสาลีเนื้อเนียนนุ่มเหนียวหนึบ
ทันทีที่กัดลงไปหนึ่งคำ รสชาติของแป้ง ผัก และความหอมของไขมันหมู ผสมผสานกันอย่างลงตัวในปาก เป็นรสชาติที่เรียบง่ายแต่กลับให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด
ระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวัน
ทุกคนรู้ว่าวันนี้อันกั๋วหมิงออกไปวิ่งเต้นข้างนอกมาทั้งวัน หลักๆ คือไปดูลาดเลาและสถานการณ์ตลาด
"พี่รอง ยังต้องใช้อีกกี่วันคะกว่าจะเริ่มได้" อันหนิงถามขึ้น
"น่าจะสักสองสามวันนะ เดี๋ยวพี่ต้องดูสถานการณ์ให้แน่ใจอีกที"
อันหนิงพยักหน้ารับทราบ เธอไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ ในเมื่อมอบหมายหน้าที่ให้พี่รองจัดการแล้ว ก็ต้องให้ความเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่
"อันหนิง เขย่าเกี๊ยวให้หน่อยสิลูก"
อันหนิงหันไปมองตามเสียง เห็นหลินกุ้ยฮวากำลังสาธิตวิธีเขย่ากะละมังเกี๊ยวเบาๆ เพื่อให้เกี๊ยวที่เริ่มจะเกาะตัวกันคลายออกจากกัน ไม่ติดเป็นก้อน
อันหนิงพยักหน้าเข้าใจ เธอยื่นมือออกไปเตรียมจะทำตาม แต่ทว่า...
"อุ๊ย! อย่า... ลูกอย่าทำเลยดีกว่า ของพวกนี้มันบอบบาง ไม่ได้แข็งแรงทนทานเหมือนเขียงสับผักหรอกนะ" หลินกุ้ยฮวารีบเบรกตัวโก่งเมื่อนึกถึงวีรกรรมพลังช้างสารของลูกสาว
[จบบท]