บทที่ 8: พลังจิตที่ฟื้นคืน
อันหนิงไม่ได้รับรู้เลยว่าในใจของพี่รองอย่างอันกั๋วหมิงกำลังก่นด่าโชคชะตาและบ่นกระปอดกระแปดถึงเธออย่างไรบ้าง สองมือของเธอจับด้ามจอบมั่น ยิ่งลงมือทำ ร่างกายก็ยิ่งขยับได้ดั่งใจนึก ความรวดเร็วและความคล่องแคล่วเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะการหายใจ
ความเร็วระดับที่คนปกติยากจะทำได้นี้ แซงหน้าแม่ของเธออย่างหลินกุ้ยฮวาที่ถางหญ้าอยู่แปลงข้างๆ ไปจนทิ้งห่าง หลินกุ้ยฮวาสังเกตเห็นว่าลูกสาวทำงานเร็วจนน่าตกใจ จึงรีบเหลียวหลังกลับไปมองด้วยความฉงน
“ทำได้ดีมากเลยนี่นา”
เดิมทีหลินกุ้ยฮวายังตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนจะทำงานในไร่ไม่ไหว แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความกังวลที่แขวนค้างอยู่ในใจก็พลันมลายหายไป กลับกลายเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจแปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาแทนที่ ลูกสาวบ้านนี้ช่างถอดแบบแม่มาไม่มีผิด ทำงานทำการคล่องแคล่วว่องไวได้ดั่งใจจริงๆ
แต่ทว่า พอสายตาของเธอเหลือบไปเห็นอันกั๋วหมิงที่รับผิดชอบแปลงนาฝั่งเดียวกันแต่กลับรั้งท้ายอยู่ไกลลิบ ความภูมิใจเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปในพริบตา กลายเป็นความหงุดหงิดใจขึ้นมาแทน เจ้ารองมันไปได้นิสัยอืดอาดแบบนี้มาจากใครกันนะ
“แม่จ๋า หนูต้องทำตรงไหนต่อ”
เสียงเรียกใสๆ ที่ดังขึ้นกะทันหันของอันหนิง ทำเอาหลินกุ้ยฮวาที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งโหยงจนตัวโยน
ผู้เป็นแม่ยกมือทาบอกพลางพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด สายตามองไปยังลูกสาวที่ยืนแบกจอบด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง
“อ้าว ทำไมเดินกลับมาแล้วล่ะ ทำเสร็จแล้วเหรอ”
อันหนิงพยักหน้าหงึกหงักรัวเร็วราวกับไก่จิกข้าวเปลือก ดวงตาคู่สวยทอประกายวิบวับ ถามย้ำด้วยน้ำเสียงเปี่ยมพลังว่า “เสร็จแล้วจ้ะ แม่จะให้หนูไปทำตรงไหนต่ออีกไหม”
“ไม่เหนื่อยบ้างหรือลูก พักสักหน่อยเถอะ”
พักอย่างนั้นหรือ? อันหนิงส่ายหน้าดิกทันที ในหัวของเธอตอนนี้ไม่มีคำว่าพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย เธออยากจะทำงานให้ได้เยอะที่สุด เพื่อที่จะได้กอบโกยเมล็ดพันธุ์เข้ากระเป๋าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยิ่งมีเมล็ดพันธุ์มากเท่าไหร่ ประชาชนในยุคดวงดาวก็จะมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสแบบที่เธอได้กินมากเท่านั้น
เพียงแค่จินตนาการถึงผลลัพธ์ ไฟในการทำงานของอันหนิงก็ลุกโชนโชติช่วง
“หนูยังเหงื่อไม่ออกเลยสักเม็ด ไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียวค่ะ”
หลินกุ้ยฮวาพินิจดูใบหน้าของลูกสาวก็เห็นว่าไร้เม็ดเหงื่อจริงๆ ผิวพรรณยังดูสดชื่นแจ่มใส จึงยกมือขวาชี้ไปทางทิศตะวันออกแล้วเอ่ยว่า “งั้นก็ทำไล่ไปทางทิศตะวันออกโน่นเลยลูก อยากทำเท่าไหร่ก็มีให้ทำจนเบื่อเลยล่ะ”
อันหนิงมองตามทิศทางที่แม่ชี้ไป ภาพเบื้องหน้าคือผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ท้องทุ่งสีเขียวขจีทอดตัวยาวเหยียดจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
นี่มันขุมทรัพย์เมล็ดพันธุ์ชัดๆ
หญิงสาวกระชับจอบบนบ่า เดินมุ่งหน้าไปทางหัวแปลงด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้ายิ่งกว่าเดิม จิตใจจดจ่ออยู่กับการสะสมแต้มผลงาน
“น้องเล็ก เหนื่อยแล้วเหรอ”
อันกั๋วหมิงเห็นน้องสาวเดินย้อนกลับมา ก็เข้าใจผิดคิดว่าเธอคงถอดใจเหมือนกับเขา รอยยิ้มแห่งความเข้าใจหัวอกเดียวกันยังไม่ทันได้ปรากฏชัดบนใบหน้า อันหนิงก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขาแวบหนึ่ง
“พี่รอง พี่ทำไมยังวนเวียนอยู่ตรงนี้อีกคะ”
อันหนิงตอกกลับนิ่มๆ พร้อมกับลงจอบถางหญ้าฉับใหญ่อย่างแม่นยำ ก่อนจะซ้ำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “หนูประเมินพละกำลังของพี่รองสูงเกินไปจริงๆ สินะ พี่ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ค่อยๆ ทำไปเถอะ ความอ่อนแอมันไม่ใช่ความผิดของพี่เสียหน่อย ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวหนูมาช่วยเอง”
พูดจบ อันหนิงก็ออกวิ่งเหยาะๆ กระโดดข้ามร่องแปลงอย่างคล่องตัว ทุกย่างก้าวลงสู่พื้นดินอย่างแม่นยำราวจับวาง ไม่มีการเหยียบย่ำโดนต้นกล้าข้าวโพดเลยแม้แต่ใบเดียว
อันกั๋วหมิงที่โดนน้องสาวแทงใจดำเข้าอย่างจังถึงสองดอก ได้แต่ก้มหน้ามองแปลงนาของตัวเองด้วยความช้ำใจ แล้วบ่นอุบอิบว่า “มันต้องเป็นเพราะแถวของฉันยาวกว่าของคนอื่นแน่ๆ”
“ยาวบ้าบออะไรล่ะ! เจ้ารอง แกเลิกอืดอาดเป็นเรือเกลือได้แล้ว รีบๆ ทำให้เสร็จแปลงนี้ แล้วรีบกลับบ้านไปหุงข้าวซะ”
หลินกุ้ยฮวาที่ตอนแรกไม่ค่อยวางใจฝีมือการทำไร่ของลูกสาว จึงเดินย้อนกลับมาตรวจสอบความเรียบร้อย แต่ผลลัพธ์ที่เห็นคือแปลงนาสะอาดเกลี้ยงเกลา ไร้ร่องรอยวัชพืช ดีกว่าที่เธอทำเองเสียด้วยซ้ำ
แต่จังหวะนั้นเอง เธอก็ดันมาได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดของลูกชายคนรองเข้าพอดี
อันกั๋วหมิงที่โดนแม่เอ็ดเข้าให้ รีบขยับไม้ขยับมือทันที เขาเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ไม่โต้เถียง และไม่ฝืนสังขาร การกลับไปทำกับข้าวนั้นถือเป็นทางรอดที่ดีที่สุด เขาเต็มใจเป็นพ่อครัว ดีกว่าต้องมาทนฟังแม่บ่นจนหูชา
เมื่อจัดการกับลูกชายจอมขี้เกียจเสร็จสรรพ หลินกุ้ยฮวาก็เดินไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่บัญชีหลิวของหมู่บ้านอยู่สองสามประโยค พอกลับมา ใบหน้าของเธอก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
งานที่ลูกสาวเธอลงแรงไป จะให้เสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด แต้มงานทุกแต้มต้องจดบันทึกให้ครบถ้วน
ในอีกด้านหนึ่ง อันหนิงที่ใช้พลังจิตควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดอ่อน ผสานกับร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ทำให้ความเร็วในการทำงานของเธอทั้งรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพ
แม้แต่เจ้าหน้าที่บัญชีหลิวที่ตั้งใจเดินมาตรวจสอบยังต้องเอ่ยปากชมไม่หยุดหย่อน ว่าบ้านสกุลอันได้ยอดฝีมือในการทำไร่เพิ่มมาอีกคนแล้ว หากยังรักษาระดับการทำงานแบบนี้ต่อไป รับรองว่าต้องได้แต้มงานเต็มอัตราศึกอย่างแน่นอน
ภาพการทำงานขยันขันแข็งของอันหนิงตกอยู่ในสายตาของชาวบ้านหลายคน ระหว่างที่มือทำเกษตร ปากของพวกเขาก็เริ่มจับกลุ่มสนทนาตามประสาชาวบ้านร้านตลาด
“ลูกสาวคนเล็กบ้านอันเนี่ย นอกจากสมองจะกลับมาปกติแล้ว ดูสิ ทำงานคล่องแคล่วว่องไวใช่เล่นเลยนะ”
“เมื่อก่อนแม่หนูนั่นเชื่องช้าจะตาย แต่ถ้าไม่มีอาการป่วยนั่น ก็คงเป็นคนขยันขันแข็งคนหนึ่งแหละนะ”
“นั่นสินะ”
สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ร่างของหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับงาน ความคิดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของเหล่าแม่สื่อแม่ชักจำเป็น
“หน้าตาก็สะสวย โรคภัยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แถมยังขยันตัวเป็นเกลียวขนาดนี้ นับว่าเป็นแม่ศรีเรือนที่ดีคนหนึ่งเลยเชียว”
“ทำไมล่ะ มีความคิดอะไรหรือไง”
“เปล่าๆ ไม่มีอะไรซะหน่อย”
คนที่เปิดประเด็นรีบปฏิเสธพัลวัน ถึงมีก็บอกพวกแกไม่ได้หรอก ของดีต้องเก็บไว้ให้ลูกหลานตัวเองดูก่อน
แต่คำพูดลอยๆ นั้น กลับทำให้ใครหลายคนเก็บไปขบคิด อันหนิงคนนี้หากมองข้ามเรื่องที่เคยถอนหมั้นไป ก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมหาตัวจับยากคนหนึ่งในหมู่บ้านเลยทีเดียว
อันหนิงที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาหลัก ไม่ได้รับรู้เลยว่ามีคนกำลังหมายตาเธออยู่ เธอยิ่งทำงานก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น โดยเฉพาะพลังจิตภายในกายที่ดูเหมือนจะตื่นตัวผิดปกติ มันค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาสัมผัสกับต้นกล้าข้าวโพดในแปลงทีละเล็กทีละน้อย
พลังจิตที่เคยสูญเสียไปจากการควบคุมขวดไคลน์ กลับค่อยๆ ได้รับการเติมเต็มอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่าพืชผลเหล่านี้กำลังส่งมอบพลังชีวิตบางอย่างคืนกลับมาให้เธอ
แม้ความเร็วในการฟื้นฟูจะไม่รวดเร็วปรู๊ดปร๊าด แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน
หัวใจของอันหนิงเต้นแรงด้วยความตื่นตะลึง
การทำไร่ทำนามีผลพลอยได้ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้เชียวหรือ?
ปกตินั้น การจะฟื้นฟูพลังจิตของเธอ จำเป็นต้องใช้หินพลังงานพิเศษที่มีเฉพาะในยุคดวงดาวเท่านั้น เธอข้ามมิติมาเพียงแค่จิตวิญญาณ นอกจากขวดไคลน์ที่ผูกติดกับจิตแล้ว เธอก็ไม่สามารถนำสิ่งของล้ำค่าใดๆ ติดตัวมาได้เลย
และทุกครั้งที่เธอต้องการหยิบจับสิ่งของเข้าออกขวดไคลน์ มันจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญพลังจิต สาเหตุที่เธอต้องรีบร้อนติดสินบนพี่รองเพื่อแลกเมล็ดพันธุ์ ก็เพราะข้อจำกัดด้านพลังงานที่เธอมีอยู่อย่างจำกัดนี่เอง
แต่ในวินาทีนี้ การที่พลังจิตสามารถฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติจากการสัมผัสพืชผล มันได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดให้กับเธอแล้ว
อันหนิงเองก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า การทำเกษตรกับพลังจิตมีความเชื่อมโยงกันในรูปแบบใด เธอทำได้เพียงดื่มด่ำและน้อมรับการตอบแทนอันบริสุทธิ์จากพืชผลตัวน้อยเหล่านี้ด้วยความยินดี
จอบในมือของหญิงสาวยกขึ้นและฟาดลงด้วยจังหวะที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด วัชพืชตัวร้ายถูกกำจัดจนสิ้นซากทีละต้น
ในขณะเดียวกัน ต้นกล้าข้าวโพดที่สัมผัสกับกระแสพลังจิตของเธอ นอกจากจะไม่เหี่ยวเฉาแล้ว ใบของพวกมันกลับคลี่ขยายออกรับแสงแดด และในชั่วพริบตาที่ใบคลี่บานนั้น ให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกมันเติบโตแข็งแรงขึ้นผิดหูผิดตา
อันหนิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ เธอเองก็สุดจะคาดเดาว่าข้าวโพดเหล่านี้จะเติบโตไปในทิศทางใด แต่ขอเพียงแค่ไม่ส่งผลเสียต่อผลผลิต เธอก็เบาใจแล้ว
ทางด้านนี้ อันหนิงจัดการถางหญ้าจนเสร็จไปสี่แปลงรวด ก่อนจะวนกลับมาทำจากอีกฝั่งย้อนกลับมาอีกสี่แปลง
เดินหน้าถอยหลัง กลับไปกลับมา ไม่รู้ว่าทำวนไปกี่รอบจนตะวันเริ่มตรงหัว
“อันหนิง! อันหนิง!”
เสียงเรียกของหลินกุ้ยฮวาดังแว่วมาจากหัวแปลงนา อันหนิงเงยหน้าขึ้นจากงาน เห็นแม่ของเธอกำลังโบกผ้าโพกหัวสีเหลืองสดใสไปมา พร้อมตะโกนเสียงดังว่า “กลับบ้านกินข้าวได้แล้วลูก!”
อันหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง จิตใจเริ่มลังเลระหว่างอาหารกลางวันมื้อแรกที่ยังไม่เคยลิ้มลอง กับภารกิจเติมพลังจิตที่กำลังลื่นไหล
“การกินข้าวก็สำคัญ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กินอิ่มแล้วค่อยกลับมาลุยต่อก็ยังไม่สาย”
คิดได้ดังนั้น อันหนิงก็อยากจะโบกมือตอบแม่ แต่ติดที่เธอไม่มีผ้าโพกหัว จึงชูจอบคู่ใจขึ้นมาโบกไปมาแทน พร้อมตะโกนตอบกลับไปว่า “กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ!”
สิ้นเสียงตะโกน อันหนิงก็วางจอบลง แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่หัวแปลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เพียงชั่วอึดใจก็มาถึงจุดที่หลินกุ้ยฮวายืนรออยู่ เธอจัดการคืนเครื่องมือเกษตรให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเคียงข้างผู้เป็นแม่มุ่งหน้ากลับบ้าน
“เหนื่อยไหมลูก”
“ไม่เหนื่อยเลยจ้ะแม่”
หลินกุ้ยฮวาหันมามองหน้าลูกสาวที่ตอบด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อหู ทำงานหนักขนาดนั้นจะไม่เหนื่อยได้ยังไงกัน
ความจริงอันหนิงไม่ใช่ไม่เหนื่อยเลยเสียทีเดียว แต่ความเมื่อยล้าเพียงเล็กน้อยนี้เป็นสิ่งที่เธอยอมรับได้ เมื่อเทียบกับการค้นพบวิธีฟื้นฟูพลังจิต ความตื่นเต้นดีใจมันมีมากกว่าความเหนื่อยล้าทางกายหลายเท่าตัวนัก
“แม่จ๊ะ พอกินข้าวเสร็จแล้วเราต้องกลับมาลงนาอีกเหรอ”
“ก็ต้องอย่างนั้นสิลูก ช่วงนี้อากาศยังไม่ร้อนจัด พอมีแรงทำไหว ช่วงเที่ยงคงไม่ได้พักนานนักหรอก แต่นี่ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้วนะ สมัยก่อนยุ่งจนต้องห่อข้าวมากินกันที่หัวแปลงเลยทีเดียว”
หลินกุ้ยฮวานึกขึ้นได้จึงพูดเสริมว่า “เดี๋ยวพอถึงหน้าเกี่ยวข้าวฤดูใบไม้ร่วงนะ อย่าว่าแต่กลับมากินข้าวบ้านเลย เวลาจะเงยหน้ายังแทบไม่มี”
อันหนิงจดจำเกร็ดความรู้เรื่องวิถีชีวิตชาวนาที่แม่เล่าให้ฟังไว้ในใจเงียบๆ แล้วก้าวเดินตามหลังแม่ต่อไป
แต่ดูเหมือนคำว่าโลกกลมคงจะใช้ไม่ได้กับสถานการณ์นี้ ต้องเรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรตามติดเสียมากกว่า เพราะสองแม่ลูกที่เดินรั้งท้ายคนในครอบครัวอยู่ก้าวหนึ่ง ดันเดินมาประจันหน้าเข้ากับเหมียวเสี่ยวฮวาและเฉินหมิงเลี่ยงอย่างจัง
[จบบท]