บทที่ 88: เข้าครัวครั้งแรก
“ซี้ด———”
“เลวระยำจริงๆ”
“นั่นเรียกว่าเลวเหรอ เรียกว่าไม่มีความเป็นคนเลยต่างหาก”
“ต่อให้ควักลูกตาออกมาล้างดูใหม่แปดรอบก็ยังดูไม่ออกว่าคนพรรค์นี้จะมีดีตรงไหน”
ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างเบ้ปากด้วยความขยะแขยง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยามเกากวงจงอย่างปิดไม่มิด ลามไปถึงทุกคนในตระกูลเกาด้วย
หัวหน้ากองผลิตที่รีบตามมาถึงที่เกิดเหตุ ในใจก็รู้สึกสะอิดสะเอียนไม่แพ้กัน
ในละแวกนี้ คนที่รักลูกชายมากกว่าลูกสาวนั้นมีอยู่ทั่วไปก็จริง แต่คนที่ทำลายชีวิตลูกสาวตัวเองได้ลงคอขนาดนี้ เห็นจะมีแต่บ้านนี้แหละที่ทำได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอย่างเกากวงจง สิ่งที่ทำลงไปนั้นห่างไกลจากคำว่าคนนัก
“เกากวงจง นายมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย”
“ผมไม่รู้นี่ว่าเกากุ้ยเฟินท้อง!”
สิ้นเสียงตะโกนแก้ตัวจนเส้นเอ็นปูนโปนของเกากวงจง อันกั๋วชิ่งก็พุ่งตัวเข้าไปหาทันทีด้วยความเดือดดาล หมายจะซัดหน้ามันสักที
หัวหน้ากองผลิตแกล้งทำท่าทางขึงขังดึงรั้งไว้นิดหน่อย ราวกับว่าพยายามสุดชีวิตแล้วแต่ก็ยังสู้แรงไม่ไหว ปล่อยให้อันกั๋วชิ่งหลุดมือพุ่งออกไปอย่างง่ายดาย
อันกั๋วชิ่งลงมือรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำ หมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ดั้งจมูกของเกากวงจงเต็มแรง เลือดสีแดงสดทะลักออกมาในพริบตา
เกากวงจงแหกปากร้องโหยหวน พ่อกับแม่ของเขารีบถลาเข้ามาเอาตัวเข้าแลก กอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไว้แน่น ปกป้องมันไว้ใต้ร่างของพวกตน
“ตีสิ ถ้าแน่จริงก็ตีพวกเราให้ตายไปเลย!”
“กวงจง! กวงจงลูกแม่!”
สองผู้เฒ่ายังไม่ทันจะหยุดโวยวาย จากด้านนอกก็มีผู้หญิงสองคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้อนรน รีบมายืนขวางหน้าเกากวงจงเอาไว้
“อันกั๋วชิ่ง! แกมีสิทธิ์อะไรมาตีน้องชายฉัน!”
“ใช่! ไอ้วายร้าย แน่จริงก็ตีฉันสิ ตีฉันเลย!”
หนึ่งในหญิงวัยกลางคนแอ่นหน้าอกเข้าใส่อันกั๋วชิ่งอย่างท้าทาย พร้อมจะปะทะเต็มที่
อันกั๋วชิ่งรีบถอยหลังหนีด้วยความขยะแขยง คนพวกนี้มันหน้าไม่อายกันทั้งบ้านจริงๆ
“เพียะ!”
อันหนิงพุ่งตัวออกมาขวางหน้าพี่ชายไว้ แล้วตวัดฝ่ามือตบหน้าผู้หญิงคนนั้นฉาดใหญ่ ก่อนจะกะพริบตากลมโตคู่สวยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“คุณบอกให้ตีเองนะ”
“และฉันแถมให้อีกทีด้วย”
“เพียะ!”
ฝ่ามือที่สองตามไปติดๆ หญิงคนนั้นถูกตบจนตัวหมุนคว้างอยู่กับที่ มึนงงจนหาทิศทางไม่เจอ
อันกั๋วชิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังน้องสาว ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความสะใจ เยี่ยมไปเลย!
ทุกครั้งที่มีเรื่องกัน พี่สาวสองคนของมันมักจะงัดไม้นี้มาใช้ หน้าด้านถอดเสื้อผ้าท้าทายกลางฤดูหนาว ทำเอาเขาไปไม่เป็นทุกที ต้องยอมถอยเพราะทำอะไรไม่ถูก
แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน บ้านเขามีน้องเล็กอยู่ด้วย
“พอได้แล้ว! พอๆ หยุดมือกันเดี๋ยวนี้”
ในที่สุดหัวหน้ากองผลิตก็ก้าวออกมาจัดการสถานการณ์อีกครั้ง
บทสรุปของเรื่องราวลงเอยด้วยการที่บ้านเกาต้องชดใช้เป็นแม่ไก่ห้าตัว ไข่ไก่สามสิบเจ็ดฟอง น้ำตาลทรายแดงหนึ่งชั่ง ข้าวฟ่างสามชั่ง เรียกว่าของบำรุงอะไรที่พอจะหาได้ในบ้าน ล้วนถูกขนออกมาจ่ายค่าเสียหายจนหมดเกลี้ยง
ตอนจะกลับ อันกั๋วชิ่งมองเกากวงจงด้วยความเสียดายเล็กน้อย ไอ้หมอนั่นมักจะถูกพวกคนแก่กอดรัดฟัดเหวี่ยงปกป้องไว้ในอ้อมอกเสมอ
แต่ก็เอาเถอะ มันต้องมีสักวันที่พวกนั้นปกป้องแกไม่ได้
คนตระกูลอันเดินกลับบ้านกันอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
อันหนิงเดินตามอยู่ด้านหลัง สองมือหิ้วไก่ข้างละตัว ส่วนของอื่นๆ ชาวบ้านคนอื่นช่วยกันถือตามมา
เมื่อขบวนคนกลับมาถึงในหมู่บ้าน อันกั๋วชิ่งก็เดินไปขอบคุณทุกคนทีละคน
ชาวบ้านต่างโบกไม้โบกมือบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมกำชับว่าถ้ามีเรื่องอะไรอีกให้เรียกได้เลย
หลังจากอันกั๋วชิ่งส่งแขกทุกคนกลับไปหมดแล้ว อันหนิงก็เดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย
“พี่ใหญ่ เราไม่ต้องให้อะไรตอบแทนเขาเหรอคะ”
“ให้อะไรนะ”
อันกั๋วชิ่งทำหน้างงยิ่งกว่าอันหนิงเสียอีก
“ก็พวกเขามีน้ำใจมาช่วย เราไม่ต้องให้ของตอบแทนน้ำใจบ้างเหรอคะ”
“อ๋อ เรื่องนี้น่ะเหรอ... ไม่ต้องหรอก วันหลังถ้าบ้านไหนมีเรื่อง พวกเราก็ต้องไปช่วยเหมือนกัน พ่อบอกว่านี่แหละคือระบบเครือญาติในหมู่บ้าน”
อันหนิงพยักหน้ารับรู้ เป็นอันว่าเข้าใจวัฒนธรรมนี้แล้ว
ทั้งสามคนกลับเข้าบ้าน อันกั๋วชิ่งคว้าจักรยานแล้วหิ้วไก่ที่เชือดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วสองตัว มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที
ตอนนี้ที่บ้านตระกูลอันจึงเหลือแค่ อันกั๋วผิง อันซานเฉิง อันกั๋วหมิง และอันหนิง รวมสี่ชีวิต
แต่อันกั๋วหมิงขอออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายข้างนอกสักหน่อย
ในครัวตอนนี้ จึงเหลือกันอยู่สามคนกับปัญหาโลกแตก ใครจะเป็นคนทำกับข้าว?
อันหนิงท่าทางกระตือรือร้นอยากลองดูสักตั้ง อันซานเฉิงเองก็ไม่อยากดับฝันลูกสาว จึงอนุญาตให้เธอแสดงฝีมือ
อันหนิงพยายามนึกย้อนภาพตอนที่หลินกุ้ยฮวาทำอาหาร เธอผสมแป้งข้าวโพดเตรียมจะทำแป้งจี่ติดขอบกระทะ
ส่วนในหม้อก็ต้มมันฝรั่ง ผักกาดขาว และวุ้นเส้นรวมกัน ส่วนเนื้อสัตว์นั้นมื้อนี้คงต้องงดไปก่อน
ทุกขั้นตอนดูเหมือนจะราบรื่นคล่องแคล่ว จนกระทั่งกลิ่นฉุนกึกกระแทกจมูกลอยฟุ้งออกมา
“พี่! ไหม้แล้ว!”
อันกั๋วผิงได้กลิ่นโชยไปถึงห้องอื่น เขารีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในครัวแล้วเปิดฝาหม้อทันที
อันหนิงรีบลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดูในหม้อด้วยความตกใจ
“แคกๆ ——-”
“แคกๆ ——”
สองพี่น้องไอโขลกเขลกสำลักควัน ควันที่พวยพุ่งออกมาจากหม้อกลายเป็นสีดำสนิท
เมื่อควันเริ่มจางลง อันซานเฉิงก็เดินเข้ามา พอชะโงกหน้าดูสภาพในหม้อก็อดทักไม่ได้
“พวกแกสองคนเผาถ่านกันอยู่หรือไง”
อันซานเฉิงหยิบเศษฟืนที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วลองเคาะลงไปบนก้อนวัตถุสีดำมะเมื่อมที่ระบุชนิดไม่ได้ในหม้อ
เสียงเคาะดังกังวานฟังดูใสเสนาะหู
“แข็งโป๊กเลยแฮะ”
จากนั้นเขาก็หันไปมองแป้งจี่ที่ติดอยู่ขอบกระทะ ลองบิดออกมาอันหนึ่งแล้วเคาะกับขอบหม้อด้วยความสงสัย
“เชี่ย!”
“พ่อ! หม้อทะลุแล้ว!”
ที่ขอบหม้อเหล็กตอนนี้ปรากฏรอยบิ่นแหว่งขนาดเล็ก ซึ่งเข้าล็อกพอดีเป๊ะกับขอบของแป้งจี่ก้อนนั้น
“สุดยอดไปเลยลูกพ่อ ถ้าวันหลังอีเตอร์ขุดดินของหมู่บ้านพัง ฝีมือทำอาหารของลูกคงได้เอาไปใช้ประโยชน์แทนได้แน่”
อันหนิงยืนหน้าชาด้วยความอับอายขายขี้หน้า เธอทำตามขั้นตอนของแม่เป๊ะๆ แล้วมันผิดพลาดตรงไหนกันนะ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอตั้งใจเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ดันไม่ได้เป็นอาหาร แต่กลายเป็นอาวุธทำลายล้างไปเสียอย่างนั้น
“งั้น... หนูขอลองใหม่อีกรอบมั้ยคะ”
“อย่า!”
“ไม่ต้อง!”
อันซานเฉิงกับอันกั๋วผิงตะโกนห้ามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้คำพูดจะต่างกันแต่น้ำเสียงนั้นเป็นเอกฉันท์สุดๆ
สามพ่อลูกมองหน้ากัน สุดท้ายก็กลั้นขำไม่ไหว หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ไฟไหม้! รีบมาช่วยกันดับไฟเร็ว!”
“ดับไฟเร็วเข้า!”
จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนโวยวายดังมาจากลานบ้าน ทำให้ทั้งสามคนต้องรีบวิ่งออกไปดู นึกว่าบ้านใครไฟไหม้อีก
“ซ่า——-”
น้ำถังใหญ่ถูกสาดโครมเข้าใส่อันซานเฉิงเต็มๆ อันกั๋วผิงที่ยืนอยู่ข้างหลังก็พลอยฟ้าพลอยฝนเปียกไปด้วย
“พี่ อย่าออกมานะ!”
“ลูกสาว หลบไปก่อนอย่าออกมา”
ทั้งพ่อทั้งน้องชายต่างร้องบอกอันหนิงเป็นเสียงเดียวกัน เพราะกลัวเธอจะเปียกปอนไปด้วย
คนที่นำทีมสาดน้ำเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลุงใหญ่ของบ้านอันนั่นเอง พอเห็นสภาพเปียกมะลอกมะแลกของน้องชาย ก็รู้ทันทีว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว
“บ้านแกทำอะไรกันเนี่ย! ควันดำโขมงขนาดนั้น ฉันมองเห็นตั้งแต่อยู่ไกลลิบๆ”
เล่นเอาตกอกตกใจหมด
อันซานเฉิงลูบน้ำออกจากหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “เจ้าสามมันดื้อจะทำกับข้าว แต่ฝีมือไม่ถึง ก็เลยกลายเป็นสภาพนี้แหละ”
อันกั๋วผิงกลายเป็นแพะรับบาปให้พ่อเอามาบังหน้าทันควัน ส่วนอันหนิงที่อยู่ด้านหลังยังไม่ทันจะได้อ้าปากแก้ตัว ก็ได้ยินน้องชายพูดขึ้นว่า
“ผมทำไม่เป็นเองแหละครับ เลยเละเทะไปหน่อย”
อันหนิงที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มควันจางๆ แอบอมยิ้ม ครอบครัวนี้น่ารักขนาดนี้ จะไม่ให้เธอรักได้ยังไงไหว
สรุปว่าไม่ได้มีไฟไหม้อะไร ชาวบ้านที่ขนอุปกรณ์ดับเพลิงมากันเต็มไม้เต็มมือเลยแยกย้ายกันกลับไป
ส่วนสมาชิกบ้านอันถูกลุงใหญ่ลากตัวไปกินข้าวที่บ้านของแก
จริงๆ อันซานเฉิงก็พอจะทำกับข้าวเป็นอยู่บ้าง ถึงรสชาติจะงั้นๆ แต่ก็รับประกันว่าสุกกินได้
แต่ติดปัญหาตรงที่พอจะลงมือทำจริงๆ ก็พบว่าหม้อเหล็กใบใหญ่ของบ้านถูกเจาะทะลุเป็นรูไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนที่อันหนิงเห็นรูรั่วนั่น เธอแทบอยากจะมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด น่าขายหน้าที่สุดเลย
สุดท้ายสี่คนพ่อลูกก็ได้ไปฝากท้องที่บ้านลุงใหญ่
ป้าสะใภ้ใหญ่ลงทุนเจียวไข่ใส่ต้นหอมจานโตมาเลี้ยงต้อนรับ นี่ถือเป็นอาหารดีที่สุดในบ้านแล้ว
พอกินข้าวอิ่ม สี่พ่อลูกก็เตรียมตัวกลับบ้าน
อันหนิงทอดสายตามองไปที่ยอดเขาไกลลิบ พลางคิดในใจว่าเธอคงต้องหาเวลาขึ้นเขาไปหาสมุนไพรพวกนั้นดูสักที
คำพูดของหมอยังคงดังก้องอยู่ในหัวเธอไม่ลืม
[จบบท]