บทที่ 89: นำกระเป๋านักเรียนกลับคืน
คืนแรกที่โจวกุ้ยเฟินพี่สะใภ้ใหญ่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อันหนิงก็สร้างวีรกรรมด้วยการทำหม้อเหล็กใบใหญ่ของที่บ้านไหม้จนเสียหาย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อันกั๋วชิ่งปั่นจักรยานกลับมาจากโรงพยาบาลเพื่อส่งข่าวให้คนในบ้านทราบ เขาบอกว่าอาการของพี่สะใภ้ใหญ่ดีขึ้นมากแล้ว พักดูอาการอีกแค่สองวันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้
เมื่อได้ยินข่าวดี ทุกคนในบ้านอันต่างก็รู้สึกโล่งใจและคลายความกังวลลงไปได้มาก
“พ่อ ทานข้าวกันเสร็จหรือยังครับ ผมยังไม่ได้ทานเลย”
อันกั๋วชิ่งเดินเข้าไปในครัว ตั้งใจจะเปิดฝาหม้อเพื่อตักข้าว แต่ทว่าเมื่อเปิดฝาหม้อขึ้นมา เขากลับพบความผิดปกติบางอย่าง ฝาหม้อที่ควรจะปิดได้สนิทกลับวางลงไปไม่ได้เหมือนเดิม
“หม้อใบนี้... ทำไมมัน...”
“ไหม้ไปแล้ว”
อันซานเฉิงผู้เป็นพ่อตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“วันนี้ลองฟังเสียงเรียกจากข้างนอกดูนะ เผื่อมีช่างรับปะชุนหม้อผ่านมา ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ค่อยยกไปซ่อมที่ในเมือง”
ในระหว่างที่สมาชิกในบ้านกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีแขกคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน เธอคือป้าสะใภ้ใหญ่ ภรรยาของลุงอันต้าเฉิงนั่นเอง
“ยังไม่ได้กินข้าวกันใช่ไหม รีบกินให้เสร็จแล้วรีบลงไปทำงานเถอะ มื้อเที่ยงไปกินที่บ้านฉันนะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่วางตะกร้าใบหนึ่งลง แล้วก็เดินกลับออกไปทันทีโดยไม่รอให้ใครเกรงใจ
อันซานเฉิงเองก็ไม่ได้ถือพิธีรีตองอะไร เขาเรียกทุกคนให้มาล้อมวงกินข้าว เพื่อที่จะได้รีบออกไปทำงานในนา
ภายในตะกร้าที่ป้าสะใภ้ใหญ่นำมาส่ง มีหม้อข้าวต้มข้าวโพดบดร้อนๆ กับเต้าหู้อีกสามก้อนใหญ่ ซึ่งเพียงพอสำหรับทุกคน
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว อันซานเฉิงก็หันมากำชับอันกั๋วหมิงลูกชายคนรองว่าให้เฝ้าบ้านดีๆ เผื่อว่าจะมีช่างรับปะหม้อผ่านมาทางหน้าบ้าน
อันกั๋วหมิงรับคำอย่างแข็งขัน ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือก็แยกย้ายกันแบกจอบเสียมลงไปทำงานที่แปลงนา
เมื่อมาถึงทุ่งนา อันหนิงก้มหน้าก้มตาทำงานไปได้ประมาณสองชั่วโมงเศษ ก็มีชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งมาตาม บอกว่ามีโทรศัพท์ทางไกลโทรมาหาเธอ
อันหนิงทิ้งจอบในมือทันที แล้วรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ด้วยความรวดเร็ว ในใจคาดเดาว่าน่าจะเป็นข่าวคราวจากทางตระกูลจู
และก็เป็นไปตามคาด เมื่ออันหนิงวางสายจากผู้จัดการโรงงานหลี่ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็มลายหายไป แทนที่ด้วยความมั่นคงดั่งฝุ่นตะกอนที่ตกลงสู่พื้นนิ่งสงบ
จูเจี้ยนผิงโดนจับแล้ว
ไม่ใช่แค่ข้อหาทุจริตรับสินบนเท่านั้น แต่ยังมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของโรงงานอีกด้วย
ครั้งนี้เขาคงต้องเข้าไปชดใช้กรรมในคุกอีกหลายปี รับรองว่าไม่ได้ออกมาง่ายๆ แน่นอน
เมื่อจูเจี้ยนผิงล้ม จูเจี้ยนเซ่อผู้เป็นน้องชายก็ไปไม่รอดเช่นกัน เพราะตำแหน่งและอำนาจที่เขามีอยู่ ล้วนได้มาจากการวางแผนและช่วยเหลือของพี่ชายทั้งสิ้น
เบื้องหลังอำนาจของจูเจี้ยนผิงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวภรรยาของเขาที่มีเส้นสายในสหกรณ์ร้านค้า
แต่จูเจี้ยนผิงกลับเลี้ยงดูผู้หญิงอื่น และที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือเขากับชู้รักมีลูกด้วยกันวัยสามขวบแล้ว
เรื่องนี้ภรรยาหลวงของจูเจี้ยนผิงย่อมรับไม่ได้ เธอตัดสินใจฟ้องหย่าทันที
พอเกิดการหย่าร้าง เส้นสายที่คอยหนุนหลังจูเจี้ยนเซ่ออยู่ก็ขาดสะบั้น เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ อีก
หลักฐานการส่งของกำนัลและสินบนที่จูเจี้ยนเซ่อเคยส่งให้พี่ชายหลายต่อหลายครั้งถูกขุดคุ้ยออกมาแฉจนหมดเปลือก สถานีตำรวจตำบลซานเหอจึงดำเนินการควบคุมตัวเขาไว้สอบสวนต่อทันที
หลังจากอันหนิงวางสายจากผู้จัดการหลี่ได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เป็นสายจากสถานีตำรวจตำบลซานเหอ แจ้งว่าคดีเรื่องกระเป๋านักเรียนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ทางตำรวจอนุญาตให้ไปรับของกลางคืนได้ทั้งหมด ส่วนกระเป๋าที่ถูกขายออกไปแล้ว ทางตำรวจจะชดเชยเป็นเงินคืนให้
อันหนิงพกข่าวดีนี้รีบตรงดิ่งกลับไปที่บ้านตระกูลอัน เพื่อแจ้งข่าวให้อันกั๋วหมิงทราบ
เมื่อเธอมาถึงลานบ้าน ก็เห็นอันกั๋วหมิงกำลังนั่งช่วยคุณลุงช่างปะหม้อซ่อมหม้อใบใหญ่อยู่พอดี
“พี่รอง!”
“มีอะไรเหรอ”
อันกั๋วหมิงเงยหน้ามองน้องสาวที่ดูมีท่าทางดีใจผิดปกติ อันหนิงกวาดสายตามองรอบๆ ก่อนจะบอกให้พี่ชายนั่งลงดีๆ เพื่อฟังข่าวสำคัญ
“พี่รอง จูเจี้ยนเซ่อโดนจับแล้วนะ กระเป๋านักเรียนของเราเอากลับคืนมาได้แล้ว”
พอสิ้นเสียงของอันหนิง อันกั๋วหมิงก็นั่งนิ่งค้างไป ใบหน้าของเขาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
อันหนิงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าพี่ชาย พร้อมกับเรียกสติ
“พี่รอง?”
“อ้อ... พี่ได้ยินแล้ว พี่ได้ยินแล้ว”
ปฏิกิริยาตอบรับของอันกั๋วหมิงผิดไปจากที่อันหนิงคาดการณ์ไว้มาก
เขาดูไม่ได้ตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าอย่างที่คิด
“พี่รอง พี่โอเคหรือเปล่า”
อันหนิงมองพี่ชายด้วยความเป็นห่วง อันกั๋วหมิงส่ายหน้าช้าๆ บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความขมขื่นแต่ก็ดูโล่งใจในเวลาเดียวกัน
“ไม่เป็นไร พี่ดีใจมากต่างหาก”
“น้องเล็ก ขอบใจมากนะ”
อันกั๋วหมิงรู้ดีว่าเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ น้องสาวของเขาต้องลงแรงไปไม่น้อย
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ พี่เป็นพี่ชายของฉันนะ”
“พี่รองเฝ้าบ้านไปนะ เดี๋ยวฉันจะไปเอากระเป๋านักเรียนของเรากลับมาเอง”
“ได้ เธอไปเถอะ”
อันหนิงปั่นจักรยานออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
อันกั๋วหมิงแหงนหน้ามองท้องฟ้า น้ำตาลูกผู้ชายหยดหนึ่งไหลลงมาเงียบๆ ก่อนที่เขาจะรีบปาดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
อันหนิงปั่นจักรยานมาถึงตัวตำบลในเวลาไม่นาน เธอจัดการดำเนินเรื่องเอกสารต่างๆ จนเสร็จสิ้น และได้รับกระเป๋านักเรียนทั้งหมดคืนมา รวมถึงเงินชดเชยอีกสองร้อยกว่าหยวน
ตอนนี้อันหนิงกำลังยืนอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจ มองดูกองกระเป๋านักเรียนมหึมาด้วยความกลัดกลุ้ม เธอจะขนของทั้งหมดนี้กลับบ้านคนเดียวได้อย่างไร
“น้องสาวคนนั้นน่ะ”
เสียงที่คุ้นหูทำให้อันหนิงหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นพี่อ้วน พ่อค้าที่รับซื้อหมูป่านั่นเอง
“มีธุระอะไรคะ”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนนอก อันหนิงมักจะสวมหน้ากากเย็นชาเสมอ ทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าเธอเป็นคนเข้าถึงยาก
พี่อ้วนเคยทำการค้ากับอันหนิงมาสองสามครั้งแล้ว เขาเดินยิ้มร่าเข้ามาหาพลางชี้มือไปทางด้านข้าง
“ไปคุยตรงนั้นกันหน่อยสิ”
อันหนิงหันไปมองกล่องใส่กระเป๋านักเรียนหลายใบที่วางกองอยู่หน้าประตู พี่อ้วนเข้าใจสถานการณ์ทันทีจึงรีบพูดดักคอ
“เดี๋ยวฉันให้ลูกน้องช่วยเฝ้าให้ เราไปคุยกันไม่ไกลหรอก อยู่ในสายตาน้องสาวแน่นอน”
“ตกลงค่ะ”
อันหนิงตอบรับสั้นๆ แล้วเดินตามพี่อ้วนไปยืนหลบมุมด้านข้าง โดยไม่พูดอะไรก่อน
“ฉันขอพูดตรงๆ เลยนะ”
จากการที่เคยดีลงานกันมา พี่อ้วนพอจะจับทางนิสัยของอันหนิงได้ว่าเธอไม่ชอบคนพูดจาอ้อมค้อมยืดเยื้อ
“ว่ามาสิคะ”
“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ ฉันสนใจกระเป๋านักเรียนล็อตนี้ของพวกเธอมาก ไม่รู้ว่าจะพอร่วมมือทำธุรกิจกันได้ไหม”
ตอนแรกอันหนิงคิดว่าเขาจะมาคุยเรื่องโสมคนเสียอีก ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องกระเป๋านักเรียน
“ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอกค่ะ คุณไปคุยกับพี่รองของฉันเถอะ เขาอยู่ที่บ้าน”
อันหนิงไม่ได้ปิดบังที่อยู่ของตัวเอง ในเมื่อตัดสินใจจะทำมาค้าขายแล้ว ไม่ช้าก็เร็วคนเขาก็ต้องรู้แหล่งอยู่ดี
“ได้เลย ฉันมีรถมาพอดี เดี๋ยวขนกระเป๋าพวกนี้ขึ้นรถแล้วฉันไปส่งเธอที่บ้านด้วยเลย ดีไหม”
“ดีค่ะ”
อันหนิงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
พี่อ้วนเป็นคนทำงานรวดเร็ว เขาขับรถบรรทุกคันเก่าเจ้าเดิมมาเทียบท่า ช่วยขนกระเป๋านักเรียนของอันหนิงขึ้นรถ แถมยังยกจักรยานของเธอขึ้นไปไว้บนกระบะท้าย แล้วมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสือหลี่โกวทันที
เมื่อรถวิ่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน สภาพถนนทำให้รถบรรทุกขับเข้าไปข้างในได้ลำบาก
ในขณะที่อันหนิงกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรต่อดี เจียงเซี่ยก็เดินผ่านมาพอดี
“ไฮ้!”
เสียงทักทายอย่างกระตือรือร้นดังขึ้น เจียงเซี่ยเหลือบไปเห็นอันหนิงนั่งอยู่บนรถบรรทุก
เขาวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา เงยหน้ามองอันหนิงแล้วถามว่า
“มีเรื่องให้ช่วยใช่ไหมครับ”
“ใช่”
เจียงเซี่ยหลุดขำออกมากับความตรงไปตรงมาของเธอ ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจหรืออ้อมค้อมเลยจริงๆ
“ได้สิ พอดีผมก็มีธุระจะคุยกับคุณเหมือนกัน”
อันหนิงกระโดดลงมาจากรถบรรทุก แล้วหันไปสั่งงานเจียงเซี่ยทันที
“คุณช่วยเฝ้าของบนรถให้หน่อย เป็นกระเป๋านักเรียนที่บ้านฉันทำเอง ฉันจะพาเขาเข้าไปหาพี่รอง”
“ไม่มีปัญหา ไว้ใจผมได้เลย”
อันหนิงค่อนข้างไว้ใจเจียงเซี่ย แม้ว่าบางครั้งพฤติกรรมของเขาจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ในเรื่องความสามารถส่วนตัว เขาเป็นคนที่เก่งที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาในยุคนี้
เมื่อมีคนเฝ้าของ อันหนิงก็หมดห่วง เธอพาพี่อ้วนเดินเข้าไปที่บ้านตระกูลอัน เพื่อให้เขาได้เจรจาธุรกิจกับอันกั๋วหมิงโดยตรง
ส่วนตัวเธอเองเลือกที่จะยืนรออยู่ข้างนอก ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
คนเราล้มตรงไหนก็ต้องลุกตรงนั้น อันหนิงคิดว่าอันกั๋วหมิงต้องการโอกาสนี้เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอไม่ตอบตกลงขายของให้พี่อ้วนไปตั้งแต่แรก
“ฮ่าๆๆๆ เยี่ยมไปเลย ตกลงตามนี้ ร่วมมือกัน”
เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากในบ้าน พี่อ้วนเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดกับอันหนิงว่า
“มิน่าล่ะถึงให้มาคุยกับพี่ชาย เธอมีพี่รองที่เก่งมากนะเนี่ย”
คำชมของพี่อ้วนมาจากใจจริง เมื่อก่อนอันกั๋วหมิงเป็นคนหัวไวก็จริงแต่มุมมองยังแคบ เป็นประเภทดีแต่พูด
แต่ตอนนี้อันกั๋วหมิงเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งคำพูดคำจาและการวางตัวดูสุขุมรอบคอบขึ้น ซึ่งพี่อ้วนสัมผัสได้ชัดเจน
อันกั๋วหมิงเดินตามออกมาจากในบ้าน หันมาบอกน้องสาวว่า
“น้องเล็ก กระเป๋านักเรียนของเราขายให้พี่อ้วนหมดแล้วนะ เขาจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เธอไปช่วยนับจำนวนของหน่อย ทั้งหมดสี่ร้อยเจ็ดสิบแปดใบ”
“รับทราบค่ะ พี่รอง”
อันหนิงเดินตามพี่อ้วนกลับไปที่รถบรรทุกหน้าหมู่บ้าน
ภาพที่เห็นคือ เจียงเซี่ยกำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่กับพวกคนขับรถบรรทุกอย่างสนุกสนาน ดูท่าทางสบายใจเฉิบเสียเหลือเกิน
[จบบท]