บทที่ 94: เพื่อนคนแรก
ภายในห้องโถงบ้านตระกูลอัน อันซานเฉิงตบโต๊ะตัดสินใจเด็ดขาด เรื่องการเรียนของลูกชายคนเล็กถือว่าตกลงกันตามนี้ชั่วคราว
หลังจากกินข้าวกลางวันไปได้ไม่กี่คำ อันหนิงก็ไม่ได้ลงไปทำงานในนาอย่างที่ปกติมักจะทำ แต่เธอกลับนั่งอยู่ในบ้าน หยิบแบบเรียนทั้งหมดของอันกั๋วผิงมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว
อันกั๋วผิงไม่กล้าปริปากส่งเสียงรบกวน เขาได้แต่นั่งจ้องมองพี่สาวอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นอันหนิงพับหนังสือเล่มสุดท้ายปิดลง เขาถึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น
“พี่ อ่านรู้เรื่องเหรอ”
อันหนิงหันหน้ากลับมา ดวงตาสีดำสนิทคู่สวยฉายแววราบเรียบไร้ระลอกคลื่น เธอมองอันกั๋วผิงแล้วตอบสั้นๆ
“รู้เรื่อง”
“แต่ว่า รอแป๊บนะ พี่จะไปหาหนังสืออื่นมาอ่านเพิ่มหน่อย”
พอพูดจบ อันหนิงก็ไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว เธอคว้าจักรยานแล้วปั่นออกไปทันที
ทิ้งให้อันกั๋วผิงนั่งงงอยู่ในห้องคนเดียว เขาหยิบหนังสือของตัวเองมาเปิดดูซ้ำไปซ้ำมา ขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
“สรุปว่าอ่านจบจริงหรือเปล่านะ”
สุดท้ายเขาก็เก็บหนังสือให้เรียบร้อย แล้วรีบลงไปทำงานในนาก่อน
ตอนนี้ที่บ้านตระกูลอันเหลือเพียงคนป่วยหนึ่งคนและคนท้องอีกหนึ่งคน โดยมีหลินกุ้ยฮวาคอยทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล
ทางด้านอันหนิง เธอปั่นจักรยานพ้นเขตหมู่บ้านออกมาได้ไม่ไกล ระหว่างทางก็บังเอิญเจอกับเจียงเซี่ยที่กำลังวิ่งหน้าตั้งจนเหงื่อท่วมศีรษะ
ดูท่าทางเขาก็กำลังมุ่งหน้าไปทางตัวตำบลเช่นเดียวกัน
อันหนิงนึกถึงข้อตกลงความร่วมมือของทั้งสองคน จึงตะโกนเรียกออกไปทันที
“เจียงเซี่ย ไปด้วยกันมั้ย ฉันจะไปส่ง”
เจียงเซี่ยเงยหน้าเห็นอันหนิงปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้า เขารีบปฏิเสธทันที
“ไม่จำเป็น คนอย่างฉัน ร่างกายแข็งแรงแบบนี้ ยังต้องพึ่งไอ้เจ้านั่นอีกเหรอ”
เจียงเซี่ยปากแข็งไปอย่างนั้นเอง แต่ในใจลึกๆ เขาไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้อันหนิง
ทั้งสองคนไม่ใช่ญาติพี่น้อง แถมยังเป็นหนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์ด้วยกันทั้งคู่ การจะให้นั่งซ้อนท้ายจักรยานแนบชิดกัน ในยุคสมัยนี้ถือเป็นเรื่องล่อแหลมและสนิทสนมเกินงาม ทำไม่ได้เด็ดขาด
น่าเสียดายที่อันหนิงไม่ได้เข้าใจความคิดอันซับซ้อนของเจียงเซี่ย เมื่อถูกปฏิเสธ เธอก็เพียงแค่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยกลับไป
“คุณรีบมากเหรอ”
“ใช่!”
เจียงเซี่ยกัดฟันเร่งฝีเท้าวิ่งแซงอันหนิงไป
อันหนิงเห็นดังนั้นจึงออกแรงปั่นจักรยานไล่ตามไปอีกครั้ง เธอกระโดดลงจากรถ แล้วเข็นแฮนด์จักรยานยัดใส่มือเจียงเซี่ย
“ให้ยืม อย่าทำพังล่ะ”
ครั้งนี้เจียงเซี่ยไม่ลังเลอีกต่อไป เขาก้าวขายาวๆ ขึ้นคร่อมจักรยาน หันมาตะโกนบอกอันหนิงเสียงดัง
“ขอบคุณ!”
เขาออกแรงปั่นจักรยานพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
อันหนิงที่ไร้พาหนะคู่ใจ เดินทอดน่องอยู่ด้านหลัง พลางคำนวณในใจว่าจะลองไปหาหนังสือที่ร้านหนังสือในตัวตำบล
เมื่อเธอเดินทางมาถึงในตัวตำบล อันหนิงตรงดิ่งไปยังร้านหนังสือเป็นที่แรก แต่ทว่าเเจ้าของร้านกลับแนะนำให้เธอไปลองดูที่สถานีรับซื้อของเก่าแทน
“ไปดูทางนั้นสิ ราคาถูกกว่าตั้งเยอะ หนังสือพวกนี้น่ะ ไม่ว่าใหม่หรือเก่า ความรู้ข้างในมันก็เหมือนกันทั้งนั้น ถ้าหาทางนั้นไม่เจอ ค่อยวนกลับมาซื้อที่นี่ก็ยังไม่สาย”
“ขอบคุณค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
อันหนิงเดินออกจากร้านหนังสือ มุ่งหน้าไปยังสถานีรับซื้อของเก่าตามคำแนะนำ
และเธอก็พบขุมทรัพย์เข้าจริงๆ ที่นี่มีหนังสือที่เธอต้องการมากมาย รวมถึงตำราวิชาการระดับสูงบางเล่มที่ถูกคนนำมาทิ้งขว้างอย่างไม่เห็นค่า ชั่งกิโลขายเป็นเศษกระดาษ
อันหนิงเลือกเพลินจนกองหนังสือสูงท่วมหัว
เมื่อนำไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าหนักถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบจิน
คุณลุงคนดูแลสถานีรับซื้อของเก่าถึงกับตาโตด้วยความตกใจ
“แม่หนู นี่ซื้อกลับไปก่อไฟหรือไง”
“เปล่าค่ะ ฉันซื้อกลับไปอ่าน”
คุณลุงเงยหน้ามองอันหนิงสลับกับกองหนังสือมหึมาด้วยความกังขา
“เยอะขนาดนี้ จะอ่านจบเมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย”
คุณลุงคิดเงินสิบหยวน อันหนิงจ่ายเงินแล้วกวาดหนังสือทั้งหมดลงกระสอบใบใหญ่ที่คุณลุงแถมให้ จนกระสอบพองคับแน่น
“หนูมีรถมาขนมั้ย จะเอากลับไปไหวเรอะ”
อันหนิงยื่นมือเล็กๆ ออกไปจับมุมกระสอบอย่างมั่นคง
“ฉันแบกกลับไปเองค่ะ”
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคุณลุง อันหนิงเหวี่ยงกระสอบหนักอึ้งขึ้นบ่าอย่างง่ายดายราวกับมันบรรจุนุ่น เธอจับมุมกระสอบไว้แน่นแล้วเดินดุ่มๆ ออกไป
“คุณลุง ลาก่อนค่ะ”
“ลา... ลา... ลาก่อน”
คุณลุงส่ายหน้าอย่างเหลือเชื่อ
“อยู่มาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเจอคนแบบนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ”
แกได้แต่โบกพัดใบธูปฤาษีวีผมม้าไปมา แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกด้วยความมึนงง
ทางด้านอันหนิง เธอแบกกระสอบใบยักษ์เดินดุ่มๆ กลับไปตามทางเดิม
และช่างบังเอิญเหลือเกินที่เธอได้เจอกับเจียงเซี่ยอีกครั้ง
ทั้งสองคนช่วยกันมัดกระสอบหนังสือไว้ที่เบาะท้ายรถจักรยาน เจียงเซี่ยตบกระสอบดังปุๆ แล้วถามขึ้น
“ในนี้คือหนังสือเหรอ”
“ใช่”
เจียงเซี่ยไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ จึงถามต่อด้วยความสงสัย
“ซื้อหนังสือพวกนี้ไปทำไมเยอะแยะ เอาไปก่อไฟเหรอ”
อันหนิงที่ถูกถามคำถามเดิมซ้ำสองก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“ทำไมใครๆ ก็คิดว่าฉันจะเอาไปก่อไฟล่ะ ฉันเอาไปอ่านไม่ได้เหรอ”
เจียงเซี่ยถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเจอคำย้อนนี้
ฟังดูเหมือนเขาจะเสียมารยาทไปหน่อยจริงๆ
“ไม่ใช่ความหมายนั้น ฉันเคยเห็นคนรักการอ่านนะ แต่ไม่เคยเห็นใครบ้าพลังซื้อหนังสือไปอ่านทีละเยอะขนาดนี้มาก่อน”
“ไม่เป็นไร ตอนนี้คุณก็ได้เห็นแล้วไง”
อันหนิงตัดบทแล้วทำท่าจะเข็นจักรยานเดินต่อ
เจียงเซี่ยที่เดินตามหลังมา วันนี้มาแปลกกว่าทุกที เขาไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงแต่กลับตะโกนเรียกชื่อเธอ
“อันหนิง เธอชอบหนังสือแนวไหน ฉันซื้อจากปักกิ่งกลับมาฝากได้นะ ถือซะว่าเป็นการขอบคุณที่ให้ยืมจักรยานวันนี้”
อันหนิงหยุดเดินทันที
“ที่ฉันหาซื้อได้ ฉันก็ซื้อมาหมดแล้ว”
“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงฉันกำลังจะไปปักกิ่ง หนังสือที่นั่นมีเยอะกว่าที่นี่มาก”
เจียงเซี่ยเดินขึ้นมาช่วยประคองกระสอบด้านหลัง ส่งสัญญาณให้อันหนิงเดินต่อ
อันหนิงไม่ได้ซักไซ้อะไร เธอเข็นรถเดินต่อไปเงียบๆ
กลับเป็นเจียงเซี่ยที่รู้สึกอึดอัดใจจนต้องถามขึ้นเอง
“เธอไม่คิดจะถามหน่อยเหรอว่าฉันจะไปทำอะไรที่ปักกิ่ง”
“ทำไมฉันต้องถามด้วยล่ะ เกี่ยวอะไรกับฉันเหรอ”
คำตอบของอันหนิงช่างตรงไปตรงมาและไร้อารมณ์ เจียงเซี่ยฉุกคิดดูแล้วก็เห็นจริงตามนั้น
เขาจะไปไหนหรือทำอะไร มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับอันหนิงเลยสักนิด
“ไม่เป็นไร ช่างเถอะ ฉันแค่คิดว่า... เราสองคนก็นับว่าเป็นเพื่อนกันแล้วมั้ง”
เพื่อน?
ในที่สุดอันหนิงก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง เธอหยุดจักรยานแล้วหันมามอง
“พวกเราเป็นเพื่อนกันเหรอ... ได้สิ”
เธอพิจารณาดูแล้ว นิสัยใจคอของเจียงเซี่ยไม่มีปัญหา การร่วมมือทำธุรกิจกันที่ผ่านมาก็น่าพอใจ การมีเขาเป็นเพื่อนก็ดูท่าจะไม่เลวร้ายอะไร
อีกอย่าง... เธอยังไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า 'เพื่อน' มาก่อนเลย
เจียงเซี่ยที่ได้รับสถานะเพื่อนมาโดยไม่ทันตั้งตัว เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างดูโง่เขลาเป็นครั้งแรก ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยมีเพื่อนที่จริงใจเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำแพงในใจลดลงหรือเปล่า เจียงเซี่ยถึงได้ยอมลดทิฐิและความเย่อหยิ่งลง เขาเริ่มเล่าเรื่องส่วนตัวให้อันหนิงฟัง
“ปู่ของฉันได้รับอนุญาตให้กลับปักกิ่งได้แล้ว ฉันต้องไปส่งปู่กลับไปที่นั่นรอบหนึ่ง”
“อ๋อ”
อันหนิงตอบรับเพียงสั้นๆ ไม่ใช่ว่าเธอเย็นชาหรือไม่รู้สึกยินดี แต่เธอไม่เข้าใจความซับซ้อนของความรู้สึกขมขื่นและความยากลำบากที่แฝงอยู่ในเรื่องนี้เลย
ซึ่งเจียงเซี่ยเองก็ไม่ได้ต้องการความสงสารเห็นใจ เขาเพียงแค่อยากบอกเล่าให้เพื่อนฟังเท่านั้น
“ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนเธอหน่อย ฉันกับปู่ต้องรีบเดินทางด่วน ช่วยดูแลเจ้าต้าอิงให้ฉันสักพักได้มั้ย”
“เธอวางใจได้เลย ฉันจะออกค่าอาหารและค่าที่พักให้ ไม่ให้เธอช่วยฟรีๆ หรอก”
“ได้สิ คุณส่งต้าอิงมาที่บ้านฉันก็พอ”
“ขอบคุณ ขอบคุณมากจริงๆ”
เจียงเซี่ยกล่าวขอบคุณจากใจ เขาปล่อยมือจากรถจักรยาน ตบกระสอบเบาๆ แล้วพูด
“เธอรีบไปเถอะ”
“โอเค ลาก่อน”
อันหนิงขึ้นคร่อมจักรยานอย่างทะมัดทะแมง แล้วปั่นกลับบ้านไปโดยไม่ได้หันกลับมามอง
เจียงเซี่ยรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับปักกิ่ง
ถ้าขืนกลับช้าไปกว่านี้ คนบางคนอาจจะไม่รู้สำนึก ดีแต่ทำเรื่องไม่อายฟ้าดิน
อันหนิงกลับถึงบ้านได้ไม่นาน หนังสือที่กองเป็นภูเขายังจัดไม่ทันเสร็จ เจียงเซี่ยก็จูงต้าอิงมาส่งถึงที่
“โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!”
เสียงเห่าทักทายของต้าอิงทำให้อันหนิงลุกขึ้น เธอหันไปบอกกล่าวกับหลินกุ้ยฮวา
“แม่ หนูรับปากเขาไว้ว่าจะช่วยดูแลต้าอิงสักพักค่ะ”
“หือ? เอาสิลูก มีอะไรจะไม่ได้ล่ะ”
หลินกุ้ยฮวาไม่ได้ขัดข้องอะไร นางมองว่าเจียงเซี่ยเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี นางเองก็เอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อย
เจ้าต้าอิงวิ่งรี่เข้ามาหาอันหนิงอย่างคุ้นเคย มันเอาหัวถูไถออดอ้อนที่ขาของเธอ เจียงเซี่ยที่ยืนดูอยู่ข้างหลังถึงกับคิ้วกระตุกด้วยความหมั่นไส้
“นี่เป็นค่าอาหารและค่าที่พักของต้าอิง ขอบคุณเธอมากนะ”
อันหนิงรับเงินมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอก้มลงมองจำนวนเงินแล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานราวกับคู่ค้าธุรกิจ
“ยินดีต้อนรับกลับมาใช้บริการใหม่ในโอกาสหน้าค่ะ”
[จบบท]