บทที่ 1: ฝ่ามือพิฆาต
ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหนึ่ง เทือกเขาซวงชิงที่หลับใหลผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนานมาตลอดหลายเดือนเริ่มค่อยๆ ตื่นรู้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง
บริเวณตีนเขา ดอกหยิงชุนและดอกแอปริคอตต่างพากันแย่งชิงผลิบานอวดเกสร ส่งสัญญาณแห่งความมีชีวิตชีวาปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า
ในวินาทีที่สติของหลินถังเริ่มกลับคืนมา เธอรู้สึกปวดร้าวที่หนังศีรษะอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นเหมือนกับมีใครบางคนกำลังกระชากผมของเธออย่างแรงราวกับพยายามจะถอนหัวไชเท้าดึงรั้งร่างของเธอให้ลุกขึ้นจากพื้นดิน
ท่ามกลางความมึนงงและสายตาที่ยังพร่ามัว เธอพยายามลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหญิงสาวอายุน้อยคนหนึ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความอิจฉาริษยาและเกลียดชัง มือของคนคนนั้นกำลังจิกทึ้งผมของเธอแล้วลากถูไปข้างหน้าอย่างไม่ปรานี
“...ถุย! นังปีศาจจิ้งจอก รู้จักแต่วิธีล่อลวงผู้ชาย!”
เจ้าของเสียงด่าทอพร้อมทั้งจิกเล็บลงบนผิวเนื้อของหลินถังอย่างแรง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังแต่ก็แฝงแววลำพองใจ
เมื่อมือนั้นสะบัดออก บนใบหน้าขาวซีดของหลินถังก็ปรากฏรอยเล็บขูดยาวเด่นชัดขึ้นมาทันที
หวังเจาตี้เพียงแค่คิดถึงเรื่องเมื่อวาน ที่หลิวกั๋วฮุยชายหนุ่มที่เธอแอบชอบปันใจหันไปมองหลินถัง นังจิ้งจอกสาวคนนี้ถึงสองครั้งสองครา หัวใจของเธอก็ร้อนรุ่มแทบจะระเบิดออกมาด้วยความริษยา
นังจิ้งจอก อาศัยแค่ว่ามีใบหน้าสะสวยก็เที่ยวไปหว่านเสน่ห์อ่อยผู้ชายไปทั่ว!
หลินถังเริ่มได้สติเต็มร้อย อาการแสบวูบวาบที่หนังศีรษะเล่นงานเธออย่างหนัก
ยังไม่ทันที่สมองจะประมวลผลได้ทันท่วงที ท่อนแขนของเธอก็ถูกหยิกซ้ำอีกครั้ง
ประกายตาเย็นยะเยือกวาบผ่านดวงตาของหลินถัง เธอตวัดมือสวนกลับทันที ผลักร่างของคนที่กำลังดึงทึ้งผมเธออยู่นั้นจนกระเด็นหงายหลังไป
วินาทีถัดมา
ตุ้บ!
เสียงร่างกายกระทบพื้นดังสนั่น
หวังเจาตี้ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ร่างกายที่ผอมแห้งกระแทกเข้ากับโคนต้นไม้อย่างจังจนเจ็บจุก
“โอ๊ย!”
เธอรีบเอามือกุมเอวแล้วยันตัวลุกขึ้นนั่ง สีหน้าแสดงความเจ็บปวดและโกรธจัด ตวาดเสียงแหลมใส่คนตรงหน้า
“หลินถัง แกอยากตายหรือไง!”
หลินถังไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของหวังเจาตี้ เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนที่ความตกตะลึงจะฉายชัดอยู่บนใบหน้า
นี่เธอ... ได้กลับมาแล้วเหรอ?
ไม่ใช่ว่าเธอกำลังทำการทดลองอยู่ในห้องแล็บหรอกหรือ!?
พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ แล้วก็เจ้าโก่วตั้น เจ้าโช่วตั้น...
ฉันได้กลับมาแล้วจริงๆ ใช่ไหม?
หลินถังทอดสายตามองทิวทัศน์ภูเขาที่ทอดยาวอยู่ไกลลิบๆ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ผสมปนเปไปกับความดีใจที่เอ่อล้นออกมาจนไม่อาจระงับได้
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเธอก็หัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ ริมฝีปากพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“...ฉันกลับมาแล้ว ฉันกลับมาได้แล้วจริงๆ...”
หวังเจาตี้เห็นท่าทางแปลกประหลาดของหลินถังก็รู้สึกขนลุกพิกล ใจจริงอยากจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนอีกสักยก แต่เอวที่กระแทกต้นไม้เมื่อครู่ยังเจ็บแปลบ ทุกครั้งที่ขยับตัวความเจ็บก็แล่นพล่านไปทั่ว
ดังนั้นเธอจึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะลงมือซ้ำ แล้วเปลี่ยนมาใช้ปากด่าทอด้วยความเคียดแค้นแทน
“นี่! นังหนอนหนังสือเน่า ฉันบอกให้แกเลิกยุ่งกับหลิวกั๋วฮุย แกได้ยินหรือเปล่าหะ?”
หลินถังยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้
“หลินถัง!”
หวังเจาตี้กัดฟันกรอดด้วยความโมโห
“แกเป็นบ้าหรือหูหนวกกันแน่! ฉันพูดกับแกอยู่ได้ยินไหม!”
เสียงของหวังเจาตี้แหลมสูงจนแสบแก้วหู เสียงแตกพร่าของเธอทิ่มแทงโสตประสาทของหลินถังจนหูอื้ออึงไปหมด
เดี๋ยวนะ นี่คือหวังเจาตี้งั้นเหรอ?
เมื่อกี้หวังเจาตี้... กระชากผมเธอ แล้วยังหยิกเธอด้วยใช่ไหม?
สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของหลินถังตวัดกลับมาจ้องมองที่ร่างของหวังเจาตี้ เธอสาวเท้าก้าวเข้าไปหา ก่อนจะง้างมือขึ้นแล้วตบฉาดเข้าที่ใบหน้านั้นเต็มแรง
เพียะ!
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงไปจนหวังเจาตี้หน้าหัน สมองมึนงงไปชั่วขณะ
“คนอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินถังดูเย็นชาจนน่ากลัว
“ตบนี้ถือว่าเป็นคำเตือน ต่อไปอยู่ให้ห่างจากฉันเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นเธอจะได้รู้ว่าคำว่าตายมันสะกดยังไง!”
พูดจบ เธอก็ยกมือขึ้นลูบหนังศีรษะที่ยังเจ็บแปลบ ให้ตายเถอะ ยัยนี่มือหนักเป็นบ้า!
เล่นดึงกันจนหนังหัวแทบหลุดติดมือออกมา
ด้วยความโมโหที่พุ่งพล่าน หลินถังอดใจไม่ไหวตวัดมือตบซ้ำไปอีกฉาดใหญ่
ผิวหน้าของหวังเจาตี้คล้ำแดดจนดำกร้าน แม้หลินถังจะตบไปถึงสองที แต่ก็แทบมองไม่เห็นรอยแดงบนใบหน้านั้นเลย
หวังเจาตี้ถูกตบจนสติหลุด พอตั้งตัวได้ก็กรีดร้องด่าทอออกมาด้วยความโกรธแค้นสุดขีด
“หลินถัง! นังสารเลว แกกล้าตบฉันเหรอ! เชื่อไหมว่าฉันจะฆ่าแกให้ตาย!”
เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดดังลั่นป่า จนฝูงนกที่กำลังหลับใหลแตกตื่นบินหนีไปคนละทิศละทาง
หลินถังไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับคนพาล
ความหิวโหยทำให้ร่างกายของเธออ่อนแรงจนเริ่มทรงตัวไม่อยู่ จู่ๆ อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามา ความทรงจำมากมายที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึงตลอดตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหลทะลักเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก
ความทรงจำของทั้งสองโลกตีกันยุ่งเหยิงจนสับสนไปหมด...
ศีรษะปวดร้าวแทบระเบิด ร่างกายซวนเซจนเกือบล้ม
หวังเจาตี้เห็นหลินถังไม่แม้แต่จะปรายตามองมาที่ตน ก็รู้สึกเหมือนโดนดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง
หน้าอกที่แบนราบราวกับถนนยางมะตอยกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงโทสะ
ความโกรธทำให้เธอขาดสติ หวังเจาตี้คว้าก้อนหินคมกริบก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น อาศัยจังหวะที่หลินถังไม่ทันระวังตัว ปาก้อนหินนั้นกระแทกเข้าที่ท้ายทอยของอีกฝ่ายอย่างจัง
คมหินเจาะลึกเรียกเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจนเหนียวเหนอะหนะที่ด้านหลังศีรษะ
เส้นผมถูกย้อมจนเป็นสีแดงฉาน ร่างของหลินถังทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที
เมื่อเห็นคู่อริล้มลงแน่นิ่ง หวังเจาตี้ที่เพิ่งได้สติก็เริ่มตื่นตระหนก
เธอ... เธอฆ่าคนตายแล้วเหรอ!?
ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนลืมความเจ็บปวดที่เอวไปจนหมดสิ้น เธอรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีลงเขาไปอย่างไม่คิดชีวิต
หลินถังฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในตอนบ่าย
เธอนอนอยู่ภายในบ้านดินหลังเล็กๆ หลังคามุงด้วยท่อนไม้เก่าคร่ำคร่า ผนังดินมีเศษฝุ่นร่วงกราวลงมาเป็นระยะ
ภายในห้องว่างเปล่าโหวงเหวง!
มันเป็นสภาพบ้านที่แม้แต่หนูยังไม่อยากจะย่างกรายเข้ามาทำรัง
หลินถังรีบยันกายลุกขึ้นนั่ง มองสำรวจห้องที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาในเวลาเดียวกัน น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลพรากอาบสองแก้ม
ยี่สิบกว่าปีแล้ว... ในที่สุดเธอก็ได้กลับมา!!
เธอจำได้แม่นยำเสมอว่าเธอคือหลินถัง แห่งบ้านตระกูลหลิน ในกองพลผลิตซวงซาน เธอถูกหวังเจาตี้คู่ปรับวัยเด็กพลั้งมือฆ่าตาย จากนั้นวิญญาณของเธอก็ข้ามเวลาไปโผล่ในศตวรรษที่ 23 กลายเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตร
ในโลกที่แปลกประหลาดใบนั้น เธอต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องแม้แต่คนเดียว
โชคยังดีที่เธอมีสมองอันชาญฉลาดเป็นต้นทุน อาศัยทุนการศึกษาจากผู้ใจบุญจนสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำ และในที่สุดก็ได้เข้าทำงานในสถาบันวิจัยยา
ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะกลับมา คือภาพเหตุการณ์ระเบิดในห้องแล็บ
หลินถังใช้เวลาสักพักเพื่อเรียบเรียงความทรงจำ ดูเหมือนว่าช่วงเวลานี้จะเป็นยุคหลังผ่านพ้นวิกฤตความอดอยากมาหมาดๆ
ผู้คนต่างอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าไม่พอใส่ จะซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปอง...
มันคือยุคที่ทรัพยากรทุกอย่างขาดแคลนอย่างหนัก
ทันทีที่หลินถังลำดับเหตุการณ์ในหัวเสร็จสิ้น
จู่ๆ ในสมองของเธอก็มีเสียงดังขึ้น
ติ๊ง...
เสียงกลไกสังเคราะห์ที่แข็งกระด้างและดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเธอชะงักไป
หูแว่วไปเองหรือเปล่า?
“ระบบทำการผูกบัญชีสำเร็จ!”
ดูเหมือนระบบจะรู้ว่าเธอกำลังสงสัยในชีวิต มันจึงส่งเสียงยืนยันตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง
“ระบบเหรอ?”
หลินถังกระพริบตาปริบๆ
ในฐานะหัวกะทิแห่งศตวรรษที่ 23 ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เรื่องเหนือธรรมชาติแค่นี้ทำอะไรเธอไม่ได้หรอก
ข้ามเวลามาแล้วตั้งสองรอบ จะมีระบบโผล่มาอีกสักอย่างก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ประจวบเหมาะกับที่ท้องเจ้ากรรมร้องประท้วงโครกคราก ความหิวโสที่เล่นงานจนกระเพาะแทบพังทำให้หลินถังเอ่ยถามออกไปทันที
“ระบบ เธอมีของกินไหม?”
เธอกุมท้องที่แสบร้อนเพราะความหิวเอาไว้แน่น
“แต้มสะสมของระบบไม่เพียงพอ ฟังก์ชันแลกเปลี่ยนใช้งานไม่ได้”
เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างไร้เยื่อใย
หลินถังย่นจมูกอย่างขัดใจ
“กากขนาดนี้เลย?”
ระบบของคนอื่นเขาไม่เห็นจะเป็นแบบนี้ มีแต่เจ๋งๆ เทพๆ กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
ดูเหมือนระบบจะสัมผัสได้ว่ากำลังโดนโฮสต์ดูแคลน มันจึงรีบแก้ตัวขึ้นมาทันควัน
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับแพ็กเกจของขวัญสำหรับมือใหม่ ต้องการเปิดใช้งานเพื่อสุ่มรางวัลเลยหรือไม่?”
มีการสุ่มรางวัลด้วยเหรอ?
ดวงตาของหลินถังเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที
แน่นอนว่าต้องสุ่ม ต้องจัดเดี๋ยวนี้เลย ถ้าได้ของกินมาประทังชีวิตตอนนี้จะดีมาก
ภาพวงล้อเสี่ยงโชคปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ พื้นที่เกือบทั้งหมดบนวงล้อเขียนคำว่า 'ขอบคุณที่ร่วมสนุก' ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม
ส่วนพื้นที่รูปพัดเล็กๆ ที่เหลือ มีตัวอักษรจิ๋วเขียนกำกับไว้ว่า บิสกิต, แปรงสีฟัน, กระติกน้ำร้อน, ปากกาหมึกซึม... และของใช้อื่นๆ
ในยุคสมัยนี้ ของพวกนี้นับว่าเป็นของหายากราคาแพงทั้งนั้น
หลินถังจ้องมองคำว่า 'บิสกิต' ตาเป็นมัน เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างหิวกระหาย เธอกำมือน้อยๆ ขึ้นมาอย่างลุ้นระทึก
ยังไม่ทันที่เธอจะเปล่งเสียงคำว่า 'สุ่ม' ออกไป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลอดมาจากลานบ้านเสียก่อน
“หลิวกั๋วฮุย! แกพูดใหม่อีกทีซิ!”
เสียงตวาดกร้าวของหลี่ซิ่วลี่ดังลั่น ใบหน้าผอมแห้งของคนเป็นแม่ฉายแววเย็นชาดุดัน
หลิวกั๋วฮุยเมื่อสบเข้ากับสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อของนาง ก็เกิดอาการใจสั่นขวัญผวาขึ้นมา
แต่เขารู้ดีว่าโอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ จึงพยายามข่มความกลัวในใจ ยืดคอแข็งตอบโต้กลับไปเสียงดัง
“พูดอีกทีก็พูดอีกทีสิ ผมต้องการถอนหมั้นกับหลินถัง ยังไงซะระหว่างเราก็ไม่มีของหมั้นอะไรอยู่แล้ว ถอนๆ กันไปจะได้หมดเรื่องหมดราวสักที!”
[จบบท]