บทที่ 112: เรื่องหนักใจกับโอกาสที่คาดไม่ถึง
[ระบบขอเรียนให้ทราบว่า ระบบนี้เป็นระบบคุณภาพสามดีที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่สินค้าลอกเลียนแบบด้อยคุณภาพจากภายนอก ขอให้โฮสต์กรุณาหยุดคาดเดาด้วยเจตนาที่มองโลกในแง่ร้ายเดี๋ยวนี้]
น้ำเสียงของระบบที่ดังขึ้นในหัวฟังดูคล้ายกับกำลังน้อยเนื้อต่ำใจปนโมโหที่ถูกกล่าวหา
หลินถังกำลังก้าวเดินไปตามเส้นทางดินเพื่อกลับบ้านหลังจากเลิกงานในตอนเย็น
การสนทนาโต้ตอบกับระบบอัจฉริยะในสมองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจังหวะการก้าวเดินของเธอเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าของเธอยังคงมั่นคงสม่ำเสมอ
“นายออกภารกิจมาแต่ละที นี่ไม่คิดจะดูบริบทสังคมปัจจุบันประกอบบ้างเลยเหรอ ไอ้เรื่องความยากน่ะฉันพอทนได้ แต่ระยะเวลาหนึ่งเดือนเนี่ยนะ! ให้เวลาฉันแค่หนึ่งเดือน! แล้วฉันจะไปหาซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากที่ไหนกัน นายทำแบบนี้มันจะไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือไง!!”
เพียงแค่จินตนาการว่าหากทำภารกิจนี้ล้มเหลว แล้วต้องถูกระบบหน้าเลือดหักคะแนนสะสมไปถึงสองพันคะแนน หลินถังก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะเดินต่อไม่ไหว
“...” ไม่น่าหน้ามืดตามัวเพราะรางวัลล่อใจสองพันคะแนนเลยจริงๆ
ระบบตอบกลับด้วยใบหน้านิ่งเฉยแฝงความเย็นชาตามแบบฉบับปัญญาประดิษฐ์
[นี่เป็นภารกิจของโฮสต์ โปรดเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด การบ่นพร่ำเพรื่อไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การใช้สมองคิดหาวิธีการคือทางรอดเดียวเท่านั้น]
หลินถังได้แต่คิดค้อนในใจ เรื่องนั้นใครบ้างจะไม่รู้
เฮ้อ!
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน การจะได้ครอบครองบ้านสักหลังก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเสมอ
นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย...
หลินถังขบคิดหาวิธีการแก้ปัญหาไปตลอดทางจนกระทั่งกลับมาถึงที่พัก เธอผลักประตูรั้วเดินเข้ามาในลานบ้าน
ขณะที่เธอกำลังจะเทน้ำใส่กะละมังเพื่อล้างคราบเหงื่อไคลบนใบหน้า
หูของเธอก็พลันได้ยินเสียงบทสนทนาดังลอดออกมาจากห้องของเจ้าของบ้าน ปู่เจียงและย่าเจียงกำลังปรึกษาหารือกันอยู่
เสียงย่าเจียงถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ราวกับแบกความทุกข์ใจเอาไว้เต็มอก
สายตาของหญิงชรากวาดมองไปรอบห้องที่ถูกเก็บข้าวของลงกล่องจนดูว่างเปล่า
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอาลัยอาวรณ์
“พวกเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งสิบกว่าปี จู่ๆ จะต้องย้ายออกไป ในใจฉันมันรู้สึกโหวงเหวงบอกไม่ถูกเลยจริงๆ”
อิฐทุกก้อน มุมห้องทุกมุม ล้วนแต่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา!
ปู่เจียงได้ยินคู่ชีวิตบ่นพ้อเช่นนั้น เขาก็วางวิทยุเครื่องโปรดในมือลง ชายชราเอื้อมมือไปตบไหล่ภรรยาคู่ยากเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจ
เขาเอ่ยปลอบใจด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ถ้าเธอคิดถึงที่นี่ เอาไว้ฉันค่อยพาเธอกลับมาเยี่ยมบ้านใหม่ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตคอขาดบาดตายอะไรเลย ไม่เห็นต้องกลุ้มใจขนาดนั้น”
หญิงชราส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับระบายยิ้มบางๆ ออกมา
แม้หางตาของนางจะเต็มไปด้วยรอยตีนกาตามวัย แต่แววตากลับฉายแววอ่อนโยนลึกซึ้งที่ถูกกาลเวลาขัดเกลามาอย่างงดงาม
“ไม่ต้องลำบากหรอก! อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกเราอายุไม้ใกล้ฝั่งกันแล้ว จะให้เดินทางไปๆ มาๆ ก็ดูไม่เหมาะสม ลูกชายเองรู้เข้าก็คงไม่วางใจเปล่าๆ วันข้างหน้าหน้าที่ของเราก็แค่ช่วยเลี้ยงดูหลานๆ ช่วยลูกชายดูแลบ้านช่องให้เรียบร้อย แล้วก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
ปู่เจียงพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย “ได้ ฉันจะทำตามที่เธอว่าทุกอย่าง”
“คุณก็ฟังฉันทุกเรื่องมาตลอดนั่นแหละ” ย่าเจียงรู้สึกหัวใจพองโตด้วยความสุข แต่ก็แกล้งทำตาเขียวใส่สามีไปทีหนึ่งแก้เขิน
ผ่านไปเพียงครึ่งนาที ใบหน้าของนางก็กลับมาฉายแวววิตกกังวลอีกครั้ง
“คุณว่าวันข้างหน้าพวกเราคงไม่ต้องถ่อสังขารกลับมาเก็บค่าเช่าบ้านทุกปีหรอกใช่ไหม ในเมื่อเราจะไม่กลับมาอยู่แล้ว ใจจริงถ้าขายออกไปได้ก็คงจบเรื่องจบราวไป การปล่อยเช่าดูแลระยะไกลมันยุ่งยากกว่าจริงๆ”
ต้องเข้าใจว่าบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ราคายังไม่พุ่งสูงจนเกินเอื้อม
ครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นพนักงานโรงงานกินเงินเดือน หากรู้จักเก็บหอมรอมริบสักหน่อยก็พอจะมีกำลังซื้อได้
แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ แม้ที่อยู่อาศัยในเมืองจะขาดแคลนอย่างหนัก แต่บ้านเรือนกลับเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถซื้อขายกันได้ตามใจชอบ คนที่กล้าประกาศขายบ้านจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
การลักลอบซื้อขายบ้านโดยพลการ หากถูกทางการจับได้จะต้องถูกประกาศประจานให้อับอายและต้องเขียนรายงานสารภาพความผิด
ผู้คนในยุคนี้ต่างรักเกียรติรักศักดิ์ศรีของตนเองยิ่งชีพ จึงไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงฝ่าฝืนกฎระเบียบ
หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายเหล่านี้ คู่สามีภรรยาตระกูลเจียงคงขายบ้านหลังนี้ทิ้งไปนานแล้ว
ปู่เจียงคิดในใจว่าผู้หญิงมักชอบคิดมากตีตนไปก่อนไข้ แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากว่ากล่าวภรรยา
ทำได้เพียงพูดปลอบใจให้ความหวังต่อไป “บางทีอีกไม่กี่ปีนโยบายอาจจะเปลี่ยนแล้วขายได้ก็ได้ ถึงตอนนั้นหนูหลินถังก็คงเก็บเงินได้สักก้อนพอดี ไม่แน่ว่าเธออาจจะอยากซื้อลานบ้านนี้ต่อจากเราก็ได้ ตอนนี้เธอคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะปวดหัวเปล่าๆ ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ”
หลินถังที่ยืนนิ่งอยู่ในลานบ้านได้ยินบทสนทนานี้ชัดเจนทุกถ้อยคำ ดวงตาของเธอก็ลุกวาวขึ้นมาทันทีราวกับเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
เมื่อครู่เธอยังกลุ้มใจเรื่องภารกิจอยู่หยกๆ
นี่มันคนง่วงนอนเจอกับหมอนนุ่มๆ ชัดๆ
เธอลืมปู่เจียงกับย่าเจียงไปได้ยังไงกันนะ
เธอหลงคิดไปเองว่าผู้เฒ่าทั้งสองหวงบ้านและอยากจะปล่อยเช่าเพียงอย่างเดียว ไม่เคยคิดจะขายเสียอีก
ช่างเป็นจังหวะที่ประจวบเหมาะอะไรอย่างนี้...
หลินถังวางกะละมังล้างหน้าลงอย่างเบามือ แล้วเดินตรงไปเคาะประตูห้องของสองผู้เฒ่า
ย่าเจียงย่อมรู้อยู่แล้วว่าเป็นเสียงของหลินถังที่เพิ่งกลับมา
นางเข้าใจว่าหญิงสาวคงมีธุระจะไหว้วาน จึงรีบเดินไปเปิดประตูต้อนรับ
“หนูหลินถัง กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ มีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า”
การได้อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาหลายวัน ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันไม่น้อย
สังเกตได้จากคำเรียกขานที่เปลี่ยนไปดูเป็นกันเองมากขึ้น
หลินถังนึกขึ้นได้ว่าตนเองเผลอแอบฟังถ้อยคำปรับทุกข์ส่วนตัวของสองผู้เฒ่า ก็รู้สึกเกรงใจและละอายใจขึ้นมา
“เอ่อ... ย่าเจียงคะ หนูต้องขอโทษคุณย่าก่อนค่ะ”
“เมื่อกี้หนูบังเอิญได้ยินคุณย่าคุยกับปู่เจียงเรื่องบ้าน...”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การที่เธอไม่รีบเดินเลี่ยงออกไปแต่กลับยืนฟังจนจบความ ก็ถือว่าเธอเสียมารยาทอย่างยิ่ง
ย่าเจียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ไม่เป็นไรหรอก จะเป็นอะไรไปกันเชียว กลางวันแสกๆ ฉันกับตาแกไม่ได้พูดเรื่องความลับคอขาดบาดตายหรือเรื่องเลวร้ายอะไรกันสักหน่อย ได้ยินก็ได้ยินไปสิ”
“พวกเราอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกัน ได้ยินเสียงกันมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดานี่นา ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจให้รกสมองหรอก”
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เห็นจำเป็นต้องขอโทษขอโพยเลย
แม่หนูคนนี้ช่างขี้เกรงใจและมารยาทงามเสียจริง
หลินถังเห็นหญิงชราไม่ถือสาหาความ จึงยิ้มตอบด้วยความโล่งใจ “...ขอบคุณย่าเจียงที่ไม่ถือสาหนูนะคะ”
ย่าเจียงรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้มาก นางจึงเอื้อมมือไปจูงมือหญิงสาวพาเดินเข้ามาในห้อง
“หนูมีธุระจะคุยกับพวกเราใช่ไหม เข้ามานั่งคุยข้างในก่อนสิ”
เมื่อเข้ามาภายในห้อง ปู่เจียงที่นั่งอยู่เห็นหลินถังก็ยิ้มให้อย่างใจดี “...หนูหลินถังมาแล้วรึ”
จากนั้นเขาก็หันไปบอกคู่ชีวิตด้วยความเป็นห่วง “รีบไปหยิบของกินมาให้หนูหลินถังรองท้องหน่อย เพิ่งเลิกงานมาเหนื่อยๆ ต้องหิวแน่ๆ”
แม่หนูคนนี้มีของอร่อยอะไรก็มักจะนึกถึงและเอามาแบ่งปันให้คนแก่อย่างพวกเขาเสมอ
พวกเขาเองก็ย่อมต้องมีน้ำใจตอบแทน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
แม้จะให้ของมีราคาค่างวดมากไม่ได้ แต่ของที่พอกินรองท้องแก้หิวได้นั้น พวกเขามีให้แน่นอน
หลินถังรีบยกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ในห้องหนูมีของกินเตรียมไว้อยู่แล้ว เดี๋ยวหนูกลับไปกินที่ห้องก็ได้ค่ะ”
ย่าเจียงทำหูทวนลมไม่ฟังคำทัดทาน นางเดินไปหยิบขนมเปี๊ยะทอดออกมาสองสามชิ้นจากตู้กับข้าว
“ของในห้องหนูก็ส่วนของหนูสิ ของที่พวกเราให้หนูก็รับไว้เถอะ กินรองท้องไปก่อน”
นางยัดขนมเปี๊ยะทอดใส่มือเธอ แล้วรินน้ำอุ่นใส่ชามมาวางให้ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
หลินถังเห็นความตั้งใจจริงจึงปฏิเสธไม่ลง ได้แต่กล่าวขอบคุณ “งั้นหนูต้องขอบคุณปู่เจียงกับย่าเจียงมากนะคะ”
ย่าเจียงยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างพึงพอใจ “แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย”
“จริงสิ เมื่อกี้หนูมาเคาะประตูหาฉันกับตาแกมีธุระอะไรหรือเปล่า” นางเอ่ยถามเข้าประเด็น
ปู่เจียงเองก็หันมามองหลินถังด้วยความประหลาดใจใคร่รู้
ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของหลินถังขึ้นสีแดงระเรื่อ ดูขัดเขินเล็กน้อยที่จะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ
“...คือว่า เมื่อกี้หนูได้ยินพวกคุณคุยกันที่หน้าประตูเรื่องอยากขายบ้าน หนูเลยอยากจะลองถามดูน่ะค่ะ”
ชายชราและหญิงชราต่างมีสีหน้าแปลกใจระคนตื่นเต้น
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะถามเรื่องใหญ่แบบนี้
ย่าเจียงไม่ได้คิดปิดบัง นางจึงพูดเปิดอกออกมาตามตรง “ฉันกับตาแกอยากขายบ้านหลังนี้จริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบหรอกนะ ก่อนจะตัดสินใจปล่อยเช่าบ้านเราก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว พวกเรากำลังจะย้ายไปอยู่เมืองหลวงของมณฑลกับลูกชาย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะ”
“ถ้าปล่อยเช่าบ้าน การจะกลับมาเก็บค่าเช่าหรือดูแลซ่อมแซมมันไม่สะดวก ก็เลยคิดว่าขายขาดไปเลยดีกว่า ตัดปัญหาไป แต่ว่า... ยุคสมัยนี้มันขายไม่ได้ง่ายๆ นี่นา ก็เลยจำใจต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป...”
พอพูดถึงเรื่องนี้ หญิงชราก็เริ่มมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวลใจอีกครั้ง
แม่หนูหลินถังคนนี้พวกเขาไว้ใจได้ ให้เธอเช่ายังถือว่าโชคดี เพราะเธอเป็นคนละเอียดรอบคอบและรักความสะอาด
แต่ถ้าวันหน้าเธอไม่เช่าแล้ว ต้องไปปล่อยเช่าให้คนแปลกหน้าคนอื่น พวกเขาคงนอนไม่หลับเพราะวางใจไม่ได้แน่
หลินถังได้ยินคำยืนยันดังนั้น ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกายสดใส
มีความคิดอยากขายก็ดีแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากัน
“ถ้าสมมติว่ามีวิธีทำให้ขายได้ พวกคุณตั้งราคาบ้านหลังนี้ไว้เท่าไหร่คะ”
ถ้าราคาเหมาะสมและอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เธอก็จะซื้อไว้
การมีบ้านเป็นของตัวเองยังไงก็ยรากฐานที่มั่นคงกว่า
การเช่าบ้านอยู่ไม่ใช่แผนการระยะยาวที่ดีนักสำหรับเธอ
“หนูมีวิธีงั้นเหรอ” ย่าเจียงยิ้มพร้อมส่ายหน้า พลางกล่าวว่า “ถ้าขายออกไปได้จริงๆ พวกเราจะขายสองร้อยหยวน กับคูปองอาหารอีกหนึ่งร้อยชั่ง”
พูดจบ นางก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้นุ่มนวลลงอย่างเอ็นดู
“แต่ว่า... ถ้าหนูหลินถังจะเป็นคนซื้อ ฉันกับตาแกจะคิดราคาพิเศษให้คนกันเอง เหลือร้อยแปดสิบหยวน กับคูปองอาหารอีกหนึ่งร้อยชั่งก็พอ”
[จบบท]