บทที่ 12: น้องสาวชอบผม แล้วมันใช่ความผิดของผมหรือไง
หลินชิงซานก้มหน้าลงมองลูกชายตัวน้อยด้วยแววตาสงสัย พลางเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ว่าไงนะ? ลูกจะเอากรงไปทำอะไร?”
ใบหน้าเล็กมอมแมมของโก่วตั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี เขาหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ก็เอามาเลี้ยงกระต่ายไงพ่อ!”
เด็กน้อยวาดฝันในจินตนาการไว้อย่างสวยหรู
ถ้าเลี้ยงกระต่ายเอาไว้ รอให้กินไก่ตัวอ้วนพีจนหมด พวกเขาก็จะได้กินเนื้อกระต่ายต่อทันที
เขานี่มันเป็นเด็กฉลาดหลักแหลมจริงๆ
“เลี้ยงกระต่าย? แล้วไปเอากระต่ายมาจากไหน?”
เสียงของหลินชิงซานแทบจะหลงคีย์ด้วยความตกใจ แต่เขาก็พยายามกดเสียงลงต่ำในทันที ทำให้โทนเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูแปลกแปร่งพิกล
โก่วตั้นมองเห็นสายตาที่ลุกโชนไปด้วยความตื่นเต้นของผู้เป็นพ่อแล้วก็รู้สึกหวั่นใจจนต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
มือเล็กคว้าจับมือของหลินถังเอาไว้แน่นเพื่อเรียกความมั่นใจ กลับมารู้สึกปลอดภัยอีกครั้งเมื่อได้อยู่ใกล้อาเล็ก
เขาเงยหน้าดำเมี่ยมขึ้นมองพ่อแล้วตอบเสียงใส
“อาเล็กเป็นคนจับมาได้!”
สิ้นเสียงคำตอบของโก่วตั้น บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับมีเสียง ‘ขวับ’ ดังขึ้นพร้อมกัน
สมาชิกทุกคนในบ้านตระกูลหลินต่างหันขวับไปมองที่หลินถังเป็นตาเดียว
ดวงตาหลายคู่ทอประกายวาววับ จ้องมองมาที่หญิงสาวด้วยความคาดหวังอย่างแรงกล้า
“ถังถัง ที่โก่วตั้นพูดเป็นเรื่องจริงหรือลูก? ลูกจับกระต่ายมาได้อีกตัวหนึ่งเหรอ?”
หลี่ซิ่วลี่เป็นตัวแทนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะเรื่องกระต่ายนี่เธอก็เพิ่งจะได้ยินพร้อมทุกคนเหมือนกัน
หลินถังไม่ได้ตอบอะไรแต่เดินตรงไปยังมุมกำแพง
เธอเอื้อมมือไปหยิบกองหญ้าที่ปิดปากตะกร้าใบเล็กออก
เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตขนปุยสีขาวนวล ตัวอ้วนกลมดูนุ่มนิ่มที่นอนขดตัวอยู่ด้านใน หญิงสาวอุ้มมันขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนดู
“ซี๊ด...”
เสียงสูดปากดังขึ้นโดยรอบ
ทำไมมันถึงได้ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขนาดนี้? งานนี้มีลาภปากกันถ้วนหน้าแล้ว!
นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนบ้านหลินแทบทุกคน
หลินลู่หรี่ตามองเจ้ากระต่ายในอ้อมแขนลูกสาว สังเกตเห็นว่าช่วงท้องของมันดูผิดปกติไปสักหน่อย
เขาจึงยื่นมือไปรับกระต่ายมาจากมือของหลินถัง ลองลูบคลำดูเบาๆ เพียงครู่เดียวดวงตาของชายชราก็สว่างวาบขึ้นมา
“ฮ่าๆๆ ถังถังโชคดีจริงๆ ด้วย
นี่มันกระต่ายตัวเมีย แถมดูท่าทางอีกไม่กี่วันก็น่าจะออกลูกแล้วด้วยนะ”
หลินชิงมู่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ฉายแววดีใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความกังวลใจ
“พ่อ แล้วเราจะเลี้ยงมันได้เหรอ?”
หลินลู่ตอสวนกลับทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทำไมจะเลี้ยงไม่ได้? ยุคนี้ข้าวปลาอาหารไม่พอปากท้อง ใครบ้านไหนเขาไม่แอบทำอะไรลับหลังกันบ้าง
แค่เลี้ยงกระต่ายไม่กี่ตัว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก
เดี๋ยวตอนทำไก่เสร็จแล้ว เอาไปแบ่งให้ลุงใหญ่ของพวกแก ก็ค่อยกระซิบเกริ่นเรื่องนี้กับเขาหน่อยก็พอ”
เมื่อหลินชิงมู่นึกถึงลุงใหญ่ที่เป็นถึงหัวหน้ากองผลิต เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พอความกังวลหายไป ความสนใจของเขาก็พุ่งกลับมาที่เจ้ากระต่ายตัวอ้วนอีกครั้ง เขาใช้นิ้วจิ้มพุงนุ่มนิ่มของมันเล่น
“ดูสิ กระต่ายตัวนี้กินดีอยู่ดีจนอ้วนตั้บ ของดีในป่าน่าจะมีเยอะแน่ๆ...”
เขาหมายถึงภูเขาต้าชิงที่ดูลึกลับซับซ้อนลูกนั้น
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยคดี ฝ่ามืออรหันต์ของหลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ก็ฟาดเปรี้ยงลงมาพร้อมกัน
คนหนึ่งตบเข้าที่ท้ายทอย อีกคนฟาดเข้าที่ไหล่
หลินลู่หน้าตึงขึ้นมาทันที ตวาดเสียงเข้ม
“ไม่ว่าในป่าจะมีอะไรดี แกก็ห้ามขึ้นไปเด็ดขาด ถ้าข้าเห็นแกโผล่หัวไปแถวนั้น พ่อจะตีขาแกให้หัก”
ภูเขาลูกนั้นใช่ที่ที่ใครจะเดินดุ่มๆ ขึ้นไปได้หรือไง?
ขนาดพรานป่าฝีมือดีที่หากินกับป่ามาทั้งชีวิต ยังเอาชีวิตไปทิ้งมานักต่อนักแล้ว
หลี่ซิ่วลี่เองก็จ้องหน้าลูกชายคนเล็กตาเขียวปัด
“ใครบ้างไม่รู้ว่าในป่ามีของดี แต่แกเก่งมาจากไหนถึงคิดจะไป?
คนในหมู่บ้านที่อยากไปเสี่ยงดวงก็มีตั้งเยอะแยะ แล้วผลเป็นยังไง? ไม่เห็นมีใครได้กลับมาสักคน แล้วแกยังกล้าคิดจะไปอีกเรอะ?
ถ้าแกอยากไปรนหาที่ตายจริงๆ สู้ให้พ่อกับแม่ตีขาแกให้หักเสียตั้งแต่วันนี้ยังจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องลำบากพวกฉันไปตามเก็บศพแกทีหลัง”
ถ้อยคำของคนเป็นแม่ฟังดูรุนแรงและดุดัน
แต่ลึกๆ แล้วหลี่ซิ่วลี่รู้ดีว่าถ้าไม่พูดให้หนักเข้าไว้ก็คงเอาไม่อยู่
เจ้าลูกชายคนที่สามคนนี้ทั้งดื้อรั้นและใจกล้าบ้าบิ่นที่สุดในบรรดาพี่น้อง
เธอกลัวจับใจว่าเจ้าสามจะไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ แอบย่องขึ้นเขาไปจนเกิดเรื่องร้าย
หลินชิงซานกับหลินชิงสุ่ยเห็นพ่อกับแม่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
สองพี่น้องหันมาสบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะพุ่งเข้าไปล็อคแขนซ้ายขวาของน้องชายคนเล็ก แล้วลากตัวเดินออกไปข้างนอกทันที
ไอ้น้องเวรคนนี้ ถ้าไม่โดนสั่งสอนสักยกคงไม่รู้จักจำ
หลินชิงมู่เห็นท่าไม่ดี รีบตีหน้าเศร้าแหกปากร้องโวยวาย
“พ่อ! แม่! พี่ใหญ่ พี่รอง! ผมก็แค่พูดเปรยๆ เอง ไม่ได้คิดจะขึ้นไปบนเขาจริงๆ สักหน่อย!”
หลินชิงมู่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน
พี่ชายบ้านอื่นเขาปกป้องดูแลน้องชายอย่างดี แต่ดูพี่ชายบ้านเขาสิ เอะอะก็ง้างหมัดเตรียมทุบ
ไอ้พวกคนเถื่อน!
อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะ พี่ใหญ่กับพี่รองแค่อยากหาเรื่องระบายอารมณ์ใส่เขาชัดๆ
ก็น้องสาวรักเขามากกว่าพวกพี่ แล้วมันใช่ความผิดของเขาหรือไงเล่า
หลินถังเห็นพี่สามแกล้งทำท่าทางน่าสงสาร ก็อดขำไม่ได้จึงเอ่ยปากช่วยไกล่เกลี่ย
“พ่อจ๋า แม่จ๋า พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สามเขาคงไม่กล้าขึ้นเขาไปจริงๆ หรอกค่ะ
ครั้งนี้ยกโทษให้พี่สามไปก่อนเถอะ ตอนนี้เรามาคุยกันดีกว่าว่าจะเลี้ยงกระต่ายตัวนี้ยังไงดี?”
หลินชิงมู่ได้ยินเสียงสวรรค์ของน้องสาวก็น้ำตาแทบไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง
หลินชิงซานและหลินชิงสุ่ยอาจจะไม่ไว้หน้าใคร แต่สำหรับน้องสาวสุดที่รักคนนี้ พวกเขายอมลงให้เสมอ
สองพี่น้องรีบปล่อยมือจากน้องชายตัวดีที่ทำตัวไม่น่ารักทันที
ร่างของหลินชิงมู่ร่วงลงกระแทกพื้นดัง ‘ตุ้บ’
หลินชิงมู่: “...” นี่พวกพี่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของผมแน่เหรอ?
หลินชิงซานทำหูทวนลมใส่เสียงครวญครางของน้องชาย หันมาส่งยิ้มให้หลินถัง
“น้องหญิง เดี๋ยวพี่ไปทำกรงให้เอง”
“พี่ใหญ่ ฉันไปช่วยด้วย” หลินชิงสุ่ยที่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดีรีบเสนอตัวตามไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังเห่อกระต่ายตัวใหม่ โจวเหมยกลับไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ไก่ป่าตัวอ้วนพีที่นอนแน่นิ่งยั่วน้ำลายอยู่บนพื้น
“พ่อคะ แม่คะ แล้วไก่นี่เราจะทำกินกันเมื่อไหร่?
พวกเด็กๆ บ่นอยากกินเนื้อกันแล้ว น้ำใจของอาเล็กอุตส่าห์หามาได้ เราอย่าปล่อยให้เสียของเลยนะคะ คืนนี้ทำกินเลยดีไหม...”
เธอกลัวว่าถ้าบอกว่าตัวเองอยากกินจะโดนด่า เลยแกล้งยกพวกหลานๆ ขึ้นมาอ้างเป็นเกราะกำบัง
หลี่ซิ่วลี่หน้าตึงขึ้นมาทันควัน นัยน์ตาลุกวาวราวกับมีไฟสุมทรวง
“กิน กิน กิน! ในหัวหล่อนมีแต่เรื่องกินหรือไง? ปากตะกละไม่เลือกที่ เห็นของดีเข้าหน่อยก็จ้องจะยัดลงท้อง
เจ้าชิงสุ่ยมันไปทำเวรทำกรรมอะไรมา ถึงได้มาได้เมียทั้งขี้เกียจทั้งตะกละอย่างหล่อน...”
ทุกครั้งที่มีเรื่องผลประโยชน์หรือของกิน สะใภ้รองคนนี้ไม่เคยพลาด
ในฐานะที่หล่อนเป็นพี่สะใภ้ของถังถัง ถังถังกลับไม่เคยได้กินขนมจากมือหล่อนสักเม็ด
โจวเหมยหดคอหนีด้วยความกลัว
รีบคว้าไม้กวาดจากหลังประตูมาถือไว้ แล้วแสร้งทำเป็นกวาดลานบ้านอย่างขยันขันแข็ง
น่า... น่ากลัวชะมัด!!
หนิงซินโหรวได้แต่มองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“...”
เธอจนปัญญาจะสรรหาคำมาพูดถึงคู่สะใภ้คนนี้จริงๆ
สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านหลินพอได้ยินคำด่ากราดของหลี่ซิ่วลี่ ก็พอจะเดาได้ว่าคืนนี้คงชวดกินเนื้อไก่แน่แล้ว ต่างพากันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นสักคำ
อำนาจสูงสุดในครัวอยู่ที่คนถือตะหลิว!
โก่วตั้นสังเกตเห็นบรรยากาศเริ่มกร่อย จึงรีบตะโกนขึ้นมา
“ย่าบอกแล้วว่าเย็นนี้จะคั่วไข่ไก่ให้กิน พรุ่งนี้ค่อยกินเนื้อ!”
โช่วตั้นผู้เป็นน้องชาย ไม่ค่อยได้สัมผัสรสชาติเนื้อสัตว์บ่อยนัก
รสชาติของเนื้อมันเป็นยังไงเขาจำแทบไม่ได้แล้ว แต่เขารู้จักไข่ไก่ดี
พอได้ยินพี่ชายพูดคำว่า ‘ไข่’ น้ำลายของเด็กน้อยก็ไหลย้อยลงมาทันที
“...ไข่ ไข่ โช่วตั้นจะกินไข่”
โก่วตั้นหันไปเห็นน้องชายน้ำลายยืด
เขารีบเหลือบมองหลินถังแวบหนึ่ง ก่อนจะกุลีกุจอเช็ดน้ำลายให้น้องชายจนสะอาดสะอ้าน
เหล่าพี่ชายตระกูลหลินไม่คิดว่าน้องสาวจะกล่อมแม่ได้สำเร็จ จนยอมควักไข่ไก่ออกมาคั่วให้กินมื้อเย็นได้จริงๆ
ดวงตาของแต่ละคนเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น จ้องมองไปที่หลี่ซิ่วลี่อย่างมีความหวัง
หลี่ซิ่วลี่เห็นสายตาละห้อยของลูกชายแต่ละคน ในใจก็รู้สึกสงสารระคนเวทนา แต่ปากยังคงแข็งกร้าว
“มองอะไรกันนักหนา เจ้าโก่วตั้นพูดถูกแล้ว เย็นนี้แม่จะคั่วไข่ให้กิน”
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความยากจนแท้ๆ
ถ้าเลือกได้ เธอก็อยากทำของดีๆ ให้ลูกหลานกินทุกวันเหมือนกัน
ในระหว่างที่หลี่ซิ่วลี่กำลังพาลูกสะใภ้ทั้งสองเข้าครัวเตรียมอาหาร หลิวต้าจู้ พ่อของหลิวกั๋วฮุยก็เดินเข้ามาในลานบ้าน
ทันทีที่คนบ้านหลินเห็นหน้าหลิวต้าจู้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันตาเห็น
เหอะ! ยังกล้าเสนอหน้ามาอีกเรอะ!
หลิวต้าจู้เองก็รู้ตัวดีว่าหลังจากที่ลูกชายตัวดีของเขาฉีกหน้าฝ่ายหญิงด้วยการถอนหมั้น เขาก็ไม่มีหน้ามาสู้สายตาหลินลู่ได้อีกแล้ว
แต่... เขาจำเป็นต้องมา
ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์กับบ้านตระกูลหลินคงได้ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร
“ต้าจู้? นายมาทำอะไรที่นี่?”
หลินลู่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจที่เห็นหลิวต้าจู้กล้าโผล่หัวมา
ก่อนที่เด็กสองคนจะถอนหมั้นกัน ความสัมพันธ์ของเขากับหลิวต้าจู้นับว่าดีมากทีเดียว
อยู่ๆ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนมาโดนถอนหมั้นหยามหน้าแบบนี้
ที่เขาไม่บุกไปชกหน้าอีกฝ่ายถึงบ้าน ก็ถือว่าไว้หน้าความเป็นเพื่อนเก่ามากโขแล้ว
หลิวต้าจู้รู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิด เขาทำหน้าเจื่อนด้วยความรู้สึกผิดขณะมองไปที่หลินลู่
“พี่หลิน... หลินถังไม่อยู่เหรอ? เรื่องถอนหมั้นนั่นเป็นความผิดของเจ้ากั๋วฮุยมัน ผมจัดการสั่งสอนไอ้ลูกชายตัวดีไปเรียบร้อยแล้วครับ”
[จบบท]