บทที่ 124: คมมีดที่จ่อคอหอย
“เธอคงหมายถึงเจ้าเฮยจึสินะ” หลินอ้ายกั๋วหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี พลางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย “หมอนั่นมันเพื่อนซี้พี่เอง เป็นคนกองผลิตเจี้ยนหมิง”
หลินถังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อกองผลิตที่คุ้นหู ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว “กองผลิตเจี้ยนหมิง... ที่เขาว่าเคยเลี้ยงหมูแล้วเจ๊งไม่เป็นท่านั่นหรือเปล่าคะ”
หลินอ้ายกั๋วชะงักไปอึดใจหนึ่ง สมองประมวลผลอยู่ครู่เดียวก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก “เออ ใช่! ก็ไอ้กองผลิตนั้นแหละ เพราะเลี้ยงหมูเจ๊งจนหมดตัวนี่แหละ พวกมันถึงต้องดิ้นรนหาเงินกันหน้ามืดตามัวแบบนี้ไง”
หลินถังพยักหน้ารับรู้ แต่แววตาของเธอฉายแววจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย แต่เนื้อหากลับวกเข้าสู่ประเด็นที่อันตรายกว่าเดิม “พี่อ้ายกั๋ว... ช่วงนี้พี่เพลาๆ เรื่องตลาดมืดหน่อยเถอะนะ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปก่อนจะดีกว่า”
คำเตือนเรียบๆ แต่แฝงนัยยะของหลินถังทำให้รอยยิ้มบนหน้าของหลินอ้ายกั๋วค่อยๆ จางหายไป เขาจ้องมองหน้าน้องสาว สัญชาตญาณดิบที่ถูกขัดเกลาจากโลกสีเทาเริ่มทำงาน “...ตลาดมืดกำลังจะมีเรื่องงั้นเหรอ”
ความจริงเขาก็พอจะได้กลิ่นตุๆ มาสักพักแล้ว ช่วงนี้ลมเปลี่ยนทิศ บรรยากาศในตลาดมืดมันตึงเครียดแปลกๆ คนค้าขายหน้าเดิมๆ ต่างระวังตัวกันแจ เดินเหินระแวดระวังราวกับนกที่ตื่นเกาทัณฑ์ แค่มีเสียงกิ่งไม้หักก็พร้อมจะเผ่นแน่บ พอหลินถังมาสะกิดแผลใจซ้ำแบบนี้ สมองของเขาก็แล่นปราดเข้าใจสถานการณ์ทันที พวกคนที่หากินทางนี้มันลื่นไหลยิ่งกว่าปลาไหลในโคลนตม จมูกไวต่ออันตรายเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว
หลินถังมองปฏิกิริยาของลูกพี่ลูกน้องด้วยความทึ่ง ไม่นึกว่าเขาจะหัวไวขนาดนี้ สายตาที่มองเขาจึงเต็มไปด้วยความชื่นชม “ใช่ค่ะ ลมมันเปลี่ยนทิศแล้ว พี่อ้ายกั๋วหยุดมือไว้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งเอาตัวไปเสี่ยงเลย”
ตั้งแต่วันที่เธอแอบเอาของไปปล่อยที่นั่น เธอก็รู้สึกถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว ยิ่งเมื่อเช้าเห็นพวกเจ้าหน้าที่เดินกันขวักไขว่ในอำเภอ สายตาพวกนั้นสอดส่ายเหมือนกำลังล่าเหยื่อ พอไปถึงโรงงานก็ได้ยินเสียงซุบซิบเรื่องการกวาดล้าง หลินถังมั่นใจว่าคราวนี้ไม่ใช่แค่ขู่ เบื้องบนคงเตรียมชักมีดออกมาเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วแน่ๆ
หลินอ้ายกั๋วรู้ดีว่าน้องสาวคนนี้ฉลาดและหวังดีกับเขาเสมอ เขาไม่ใช่พวกหัวรั้นที่เห็นโลงศพแล้วค่อยหลั่งน้ำตา จึงรีบรับคำหนักแน่น “ได้ พี่เชื่อเธอ ช่วงนี้พี่จะเก็บเนื้อเก็บตัว”
หลินถังลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยถ้าหยุดเขาไว้ได้ ลุงหลินฟูจะได้นอนหลับเต็มตาสักที เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแง้มพรายความหวังให้อีกฝ่ายฟัง “พี่ตั้งใจทำงานในกองผลิตไปเถอะค่ะ ไม่แน่หรอกนะ เร็วๆ นี้หมู่บ้านเราอาจจะมีโรงงานเป็นของตัวเองก็ได้”
ดวงตาของชายหนุ่มลุกวาวขึ้นมาทันที “ถังถัง! นี่เธอไปรู้อะไรดีๆ มาใช่ไหม”
หญิงสาวแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เม้มปากยิ้มบางๆ แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ “ฉันจะไปรู้อะไรได้ล่ะคะ ก็แค่คิดว่าอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ วันหน้าพวกเราคงไม่ลำบากหรอก”
ในใจเธอมั่นใจเรื่องโรงงานผลิตซอสเต็มร้อย แต่เรื่องเวลาที่แน่นอนยังบอกไม่ได้ ขืนพูดไปตอนนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นคนปล่อยข่าวลือเสียเปล่าๆ
หลินอ้ายกั๋วหมั่นไส้ปนเอ็นดู เอื้อมมือมายีหัวน้องสาวจนผมยุ่ง “...ยัยตัวแสบ ชอบพูดให้พี่อยากรู้แล้วก็จากไปตลอด”
เขาบ่นอุบอิบก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด “ถ้ามีโรงงานจริงก็คงดีพิลึก ไม่ต้องถึงขนาดได้กินเนื้อทุกมื้อแบบบ้านไอ้หนุ่มถังข่ายรุ่ยหรอก ขอแค่ไม่อดตายก็บุญโขแล้ว... เอ้อ พูดถึงบ้านถังข่ายรุ่ย เธอคงยังไม่รู้ล่ะสิ บ้านนั้นน่ะยกบ้านให้กองผลิตไปเรียบร้อยแล้วนะ! ตอนนี้ขนข้าวของไปมุดหัวอยู่บ้านร้างท้ายหมู่บ้านโน่น ต่อไปคงต้องก้มหน้าทำงานแลกแต้มเหมือนชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราแล้ว... เฮ้อ เห็นเขาเม้าท์กันว่าถังข่ายรุ่ยเชื่อหมดูว่าดวงชงกับบ้านหลังนั้น รายละเอียดลึกๆ พี่ก็ไม่รู้หรอก แต่พี่ว่าบ้านนั้นเพี้ยนกันหมด เรื่องงมงายพรรค์นี้ก็ดันเชื่อ นั่นมันบ้านอิฐทั้งหลังเลยนะเว้ย! บทจะทิ้งก็ทิ้งเฉย เป็นพี่นะ ให้ตายก็ไม่ยอมยกให้ใครแน่” สีหน้าของหลินอ้ายกั๋วเต็มไปด้วยความเสียดายสุดซึ้ง
บ้านอิฐสมัยนี้ใช่ว่าจะสร้างกันง่ายๆ อย่างต่ำๆ ก็ต้องมี 200 หยวน แล้วบ้านตระกูลถังหลังใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนั้น เผลอๆ ราคาน่าจะพุ่งไปถึง 400-500 หยวน เงินจำนวนนี้สำหรับชาวนาหาเช้ากินค่ำมันมหาศาลจนแทบจินตนาการไม่ออก
หลินถังฟังแล้วแววตาก็ไหวระริก มุมปากยกยิ้มจางๆ “บ้านอิฐใครๆ ก็เสียดายนั่นแหละค่ะ แต่โบราณว่าไว้ มีสละจึงจะมีได้ บางทีการยอมตัดใจทิ้งของนอกกายตอนนี้ อาจจะแลกมาซึ่งสิ่งที่คุ้มค่ายิ่งกว่าชีวิตก็ได้นะคะ”
ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าโง่ แต่หลินถังรู้ดีว่านี่คือการเอาตัวรอดที่ฉลาดที่สุด การสละบ้านอิฐในวันนี้คือการซื้อตั๋วรอดตายในวันหน้า อีกไม่กี่ปีบ้านหลังงามนั่นจะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดึงดูดหายนะเข้ามาไม่หยุดหย่อน ตระกูลถังไหวตัวเร็วกว่าที่เธอคิด และถังข่ายรุ่ยก็เก่งมากที่กล่อมคนในบ้านให้ยอมทิ้งความสุขสบายมาลำบากได้
อันที่จริง เรื่องที่ตระกูลถังยอมลดเพดานบินลงมาเดินดินแบบนี้ หลินถังเองก็มีส่วนช่วยผลักดันอยู่เงียบๆ เพื่อตอบแทนน้ำใจที่ถังข่ายรุ่ยยอมเป็นพยานช่วยเธอในคราวนั้น จนทำให้ยัยตัวร้ายหวังเจาตี้ต้องก้มหน้ารับกรรม เธอเลยฝากพี่ชายคนที่ 3 เอาจดหมายเตือนสติไปหย่อนให้เขา เนื้อความในนั้นสั้นกะทัดรัดแต่ได้ใจความ
‘ไม้สูงย่อมต้านลมแรง ความโดดเด่นมักนำภัยมาสู่ตัว’
เธอเขียนไปแค่นั้น ไม่ได้ขยายความอะไรเพิ่มเพราะมันเสี่ยงเกินไป แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตีความได้ทะลุปรุโปร่ง ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่าย
หลินอ้ายกั๋วเอนหลังพิงเก้าอี้พลางเบ้ปาก “อะไรคือสละอะไรคือได้ พี่ไม่สนปรัชญาอะไรนั่นหรอก พี่รู้แค่ว่าของของข้า ใครก็อย่าหวังจะมาแตะ”
หลินถังหัวเราะคิก “พี่คิดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ”
ก็แค่บริบทของตระกูลถังมันต่างออกไป พวกเขาล่อเป้าเกินไป ขืนยังทำตัวอู้ฟู่ต่อไปมีหวังไม่รอดแน่
หลินอ้ายกั๋วขี้เกียจเถียงกับเด็กฉลาด เขาผุดลุกขึ้นเดินตรวจตรากลอนประตูหน้าต่างอย่างรอบคอบ ก่อนจะหันมากำชับเสียงเข้ม “ถังถัง จำไว้นะ ต่อไปถ้าได้ยินเสียงกุกกักหน้าบ้าน ห้ามส่งเสียงตอบรับเด็ดขาด เธออยู่คนเดียว เกิดอะไรขึ้นมามันจะไม่คุ้ม”
ภาพที่น้องสาวเปิดประตูรับเขาเข้ามาทันทีโดยไม่ถามไถ่ยังติดตา ถ้าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่เขาแต่เป็นโจรล่ะ? ไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพจะเป็นยังไง
หลินถังพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง “รู้แล้วค่ะ วันนี้ฉันจำเสียงพี่ได้หรอกถึงได้กล้าเปิด”
ชายหนุ่มจ้องหน้าน้องสาวเขม็ง พอเห็นแววตาใสซื่อจริงใจก็ถอนหายใจเฮือก “เออๆ เชื่อแล้ว งั้นพี่กับเจ้าเฮยจึกลับก่อนนะ เธอก็รีบเข้านอนล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า”
เขาเดินไปที่ประตู หลินถังเดินตามไปส่งพลางถาม “นี่พี่จะกลับเข้ากองผลิตตอนนี้เลยเหรอคะ”
“ก็เออสิ ขืนไม่กลับ พ่อพี่... หรือลุงของเธอนั่นแหละ ได้หวดพี่ขาหักแน่” เขาพูดติดตลกแต่แฝงความสยองไว้ในน้ำเสียง
“ลุงหลินฟูรักพี่จะตาย ทำใจตีไม่ลงหรอกค่ะ” หลินถังแย้งยิ้มๆ
ลูกชายคนเล็กคือแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อแม่ จะตีทีคงเจ็บไปถึงหัวใจ
“เธอนี่นะ... ตาถึงจริงๆ” หลินอ้ายกั๋วยอมรับสภาพ พลางส่ายหัวยิ้มๆ
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในบ้านหลินที่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของแม่หนูน้อยคนนี้ไปได้เลย
หลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว หลินถังก็ลงกลอนประตูแน่นหนา แล้วเดินกลับเข้าไปในครัว กะว่าจะเก็บล้างทำความสะอาด แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็ต้องชะงัก ชามทุกใบถูกล้างคว่ำไว้อย่างดี ตะเกียบวางเรียงเป็นคู่ๆ ข้าวของทุกชิ้นถูกจัดเก็บเข้าที่จนเนี้ยบกริบ นิสัยน่ารักและซื่อสัตย์แบบนี้หาได้ยากจริงๆ ในคนยุคนี้
จังหวะที่กำลังจะเดินออก เธอเหลือบไปเห็นบางอย่างวางอยู่บนหลังตู้กับข้าว เงิน 4 เหมา กับตั๋วธัญพืชอีก 1 ชั่ง วางทับกันไว้อย่างเรียบร้อย มูลค่าของมันมากกว่าราคาบะหมี่ในร้านรัฐวิสาหกิจเสียอีก
หญิงสาวหยิบเงินขึ้นมาถือไว้ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก “...คนอะไร ซื่อบื้อชะมัด”
แค่น้องสาวเลี้ยงบะหมี่พี่ชายมื้อเดียว ทำไมต้องคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้ด้วยนะ แต่ถึงจะบ่น ในใจกลับรู้สึกอุ่นวาบกับความเกรงใจที่น่ารักนี้
...
เวลาล่วงเลยไปหนึ่งสัปดาห์
ที่หน้าสถานีรถไฟ บรรยากาศยามค่ำคืนเริ่มปกคลุม กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากชานชาลา นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว ฟ้ามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทาง ฉินซู่ชิงเพิ่งกลับจากการทำงานต่างจังหวัด เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในแผนกจัดซื้อที่ต้องออกภาคสนาม เพื่อนร่วมงานชายที่ไปด้วยกันเห็นว่าดึกมากแล้วและเป็นห่วงความปลอดภัย จึงอาสาเดินมาส่งเธอถึงหน้าประตูบ้าน
เฝิงฮุ่ย ผู้เป็นแม่ซึ่งทำงานอยู่โรงพยาบาลและคุ้นเคยกับการเลิกงานดึก ยืนชะเง้อรออยู่หน้าบ้านด้วยใจจดจ่อ ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับเงาร่างคุ้นตาของลูกสาวท่ามกลางความสลัว รอยยิ้มแห่งความดีใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ซู่ชิง! กลับมาแล้วเหรอลูก”
แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก “...นี่ลูกกลับมาคนเดียวเหรอ” น้ำเสียงของคนเป็นแม่สั่นเครือด้วยความวิตกกังวล
ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ลูกสาวเกือบถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไป เฝิงฮุ่ยก็เหมือนนกที่ตื่นกลัวกิ่งไม้ไหว อาการหวาดระแวงยังคงฝังลึกอยู่ในใจ ยิ่งเห็นฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้ แล้วลูกสาวเดินเข้าบ้านมา ดูเหมือนจะตัวคนเดียว หัวใจคนเป็นแม่ก็แทบจะหยุดเต้นด้วยความกลัว
[จบบท]