บทที่ 151: ต่อให้ตายจนครบเจ็ดวันก็ไม่มีทาง!
หลินถังหันขวับไปมองพี่ชายคนเล็กอย่างหลินชิงมู่ทันที ก่อนจะงัดสกิลโยนความผิดให้พ้นตัวแบบซึ่งๆ หน้า
“เรื่องนี้จะมาโทษว่าฉันไม่บอกล่วงหน้าไม่ได้นะคะพี่สาม ถ้าจะหาคนผิดก็ต้องไปโทษพ่อของพี่โน่นแหละ”
ไม่อย่างนั้นป่านนี้ทุกคนในบ้านก็คงรู้เรื่องนี้กันไปตั้งนานแล้ว
หลินลู่ผู้เป็นพ่อถึงกับยืนนิ่งพูดไม่ออก “...” คำพูดของลูกสาวฟังดูเหมือนกับว่าเขาจงใจปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างนั้นแหละ ทั้งที่ความจริงเขาก็แค่ลืม
สามพี่น้องตระกูลหลินพอเห็นพ่อโดนพาดพิง ไหนเลยจะกล้าซ้ำเติมผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้า
พวกเขารีบช่วยกันหาทางลงให้กับประมุขของบ้านกันอย่างจ้าละหวั่น
“แหม ก็ต้องโทษที่รถจักรยานคันนี้มันสวยสะดุดตาเกินไปต่างหากครับ!”
“ใช่ๆ ใครบ้างที่เห็นรถจักรยานคันโก้ขนาดนี้แล้วจะยังมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวได้?! พ่อลืมก็เป็นเรื่องปกติครับ เรื่องปกติ!”
“จะรู้เร็วหรือรู้ช้าก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละครับ ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร!”
...
ทางด้านหลินถังนั้นยังไม่รู้ตัวเลยว่า ต้นฉบับนิยายที่เธอส่งไปได้รับการตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์เรียบร้อยแล้ว แถมค่าต้นฉบับก้อนโตก็ถูกส่งมาถึงมือพ่อแล้วด้วย เพียงแต่พ่อของเธอดันลืมบอกลูกสาวสุดที่รักไปเสียสนิทเพราะมัวแต่เห่อรถใหม่
หลังจากเดินตระเวนส่งบ๊ะจ่างจนครบทุกบ้าน เธอก็กำลังเดินทอดน่องกลับบ้านอย่างสบายอารมณ์
แต่ทว่า พอเดินเลี้ยวโค้งผ่านกองขยะประจำกองผลิต เงาร่างดำตะคุ่มของใครบางคนก็กระโจนพรวดพราดออกมาขวางทางอย่างกะทันหัน
ด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว หลินถังไม่รอช้า เหวี่ยงแขนฟาดออกไปเต็มแรงโดยอัตโนมัติ
ผัวะ!
“โอ๊ยยย!”
เงาร่างนั้นร้องโหยหวนเสียงหลง ร่างกระเด็นปลิวออกไปไกลร่วมหนึ่งเมตรเหมือนว่าวสายป่านขาด
“...โอ๊ยยย เจ็บชะมัด หลินถัง เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง นี่ฉันเองนะ”
หลินถังชะงักไปเล็กน้อย พอจำได้ว่าเสียงที่ร้องโอดโอยนั้นเป็นเสียงของหลิวกั๋วฮุย สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที
“นายต้องการอะไร?” เธอถามเสียงห้วน
นึกในใจว่าโชคดีที่เมื่อกี้เธอยั้งแรงเอาไว้ส่วนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นไอ้หมอนี่คงได้กระดูกหักนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปแล้ว
หลิวกั๋วฮุยที่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นเงยหน้าขึ้นมา แววตาฉายความไม่พอใจแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด
เขาเอามือกุมเอวเคล็ดขัดยอกแล้วค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืน
เพียงชั่วพริบตา เขาก็เปลี่ยนสีหน้าได้ไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี แสร้งทำเป็นชายหนุ่มผู้ใจกว้างและอ่อนโยน
“ถังถัง...” หลิวกั๋วฮุยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ทุ้มต่ำและคิดเอาเองว่ามันฟังดูรักใคร่เอ็นดูสุดๆ
หลินถังได้ยินแล้วถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ
เธอรีบยกมือขึ้นห้ามและพูดตัดบทเขาทันที
“หยุด! กรุณาเรียกฉันว่าสหายหลินด้วยค่ะ”
หญิงสาวมองหน้าอดีตคู่หมั้นด้วยสายตาขยะแขยง
“สหายหลิว นายอุตส่าห์ได้เรียนหนังสือมาตั้งหลายปี ไม่มีเหตุผลเลยที่จะเรียนรู้วิธีการทำตัวหน้าด้านหน้าทนมาเพียงอย่างเดียวนะ ฉันกับนายสนิทกันถึงขั้นนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ นายถึงกล้ามาเรียกชื่อเล่นฉันว่าถังถัง ใครให้ความกล้ากับนายมิทราบ? ถ้าขืนยังทำตัวเลี่ยนจนน่าคลื่นไส้แบบนี้อีก เชื่อไหมว่าฉันจะอัดนายให้น่วมคาเท้า!”
กล้าดียังไงมาเรียกถังถัง ถังถังใช่ชื่อที่คนอย่างหลิวกั๋วฮุยจะมาเรียกได้หรือไง?
เกี๊ยวที่เพิ่งกินเข้าไปแทบจะพุ่งออกมาแล้ว แหวะ... จะอ้วก!
ใบหน้าของหลิวกั๋วฮุยสลับสีไปมาระหว่างเขียวคล้ำกับม่วงช้ำด้วยความอับอาย
เขาพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก มุมปากกระตุกยิกๆ
“ก็ได้ๆ สหายหลิน” เขายอมเปลี่ยนคำเรียก แล้วปั้นหน้ายิ้มสู้พลางพูดต่อว่า “ขอรบกวนเวลาเธอสักหน่อยได้ไหมครับ? ผมมีธุระจะคุยด้วย”
หลินถังกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย “...นี่นายก็ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตอนนี้นายกำลังรบกวนเวลาฉันอยู่?”
พูดจาภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!
หลินถังคร้านจะใส่ใจหลิวกั๋วฮุยที่เอาแต่พูดเองเออเองคนเดียว เธอขยับตัวตั้งท่าจะเดินเลี่ยงผ่านเขาเพื่อกลับบ้าน
แต่ใครจะรู้ว่า...
หลิวกั๋วฮุยกลับพุ่งตัวเข้ามาขวางทางเอาไว้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
หลินถังหยุดเดิน กวาดตามองเขาเรียบๆ สองมือหักนิ้วดังกรอบแกรบเป็นจังหวะข่มขวัญ
กริ๊ก... กริ๊ก...
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ หลิวกั๋วฮุยก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาจนต้องหดคอหนี แล้วเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกเหมือนกับเขากำลังถูกมีดปลายแหลมจ่อคอหอยอยู่อย่างไรอย่างนั้น
หัวใจของเขาเย็นเฉียบไปหมด
หลิน...หลินถัง เธอ... เธอคงไม่ได้คิดจะฆ่าปิดปากเขาที่นี่หรอกนะ?!?!
“เธอ...เธอ เธอคิดจะทำอะไร?” หลิวกั๋วฮุยตกใจจนหน้าซีด ปากคอสั่นพูดติดอ่าง
หลินถังมองดูคนแซ่หลิวที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกขำขึ้นมา
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้กลายเป็นคนปอดแหกขนาดนี้ได้นะ
ทีตอนที่พาครอบครัวมาถอนหมั้นยังวางก้ามใหญ่โตอยู่เลยแท้ๆ
แววตาของหลินถังฉายแววหยอกล้อ ก่อนจะแค่นหัวเราะ 'หึ' ออกมา
“นี่ฉันถามหน่อยเถอะ นายตั้งใจมาเล่นตลกคาเฟ่หรือไง?”
หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอก มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ไม่ใช่นายหรอกเหรอที่กระโดดออกมาขวางทางฉันเอาไว้ แล้วยังมีหน้ามาถามว่าฉันจะทำอะไร? นายเป็นผู้ชายอกสามศอก ตัวโตกว่าฉันตั้งครึ่งหัว นายจะมากลัวบ้าบออะไรมิทราบ!”
หลิวกั๋วฮุยคิดตามก็เห็นว่าจริง เขาพยายามข่มความรู้สึกหวาดกลัวแปลกประหลาดเมื่อครู่นี้ลงไปในอก
“ใคร...ใครกลัวกัน ไม่มี้!” เขาทำใจดีสู้เสือ เถียงข้างๆ คูๆ
พูดจบ เขาก็ตัดสินใจเข้าประเด็นทันทีเพราะกลัวจะโดนอัดอีกรอบ
“...คือว่า ผมอยากให้เธอช่วยอะไรหน่อย”
หลิวกั๋วฮุยจ้องมองหลินถังตาไม่กะพริบ รอให้เธอถามกลับว่าเป็นเรื่องอะไร
ในสมองอันชาญฉลาด(น้อย)ของเขาคิดว่า หลินถังไม่มีทางปฏิเสธเขาแน่ๆ
หลินถังขมวดคิ้วยุ่ง บนหน้าผากแทบจะมีเส้นขีดสีดำสามเส้นโผล่ขึ้นมาเหมือนในการ์ตูน
“อะไรนะ?” เธอถามย้ำอย่างงุนงง
หลิวกั๋วฮุยพูดซ้ำอีกครั้งด้วยความมั่นใจ “ผมอยากให้เธอช่วยอะไรหน่อย”
ไม่รอให้หลินถังปฏิเสธ เขาก็รีบสาธยายความต้องการของตัวเองออกมาทันที “ผมได้ยินข่าวมาว่าเธอสอบได้เข้าไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการในโรงงานทอผ้าแล้ว ผมเลยอยากให้เธอช่วยสืบข่าววงในเรื่องการรับสมัครคนงานในอำเภอให้ผมหน่อย...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี
หลินถังก็ยกมือขึ้นโบกขัดจังหวะเขาเสียก่อน
“เดี๋ยวนะ... ใครให้ความมั่นใจกับนาย มิทราบว่านายไปเอาความมั่นหน้ามั่นโหนกมาจากไหนว่าฉันจะยอมช่วยนาย?” หลินถังยิ้มเย็นที่มุมปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันขั้นสุด
หลิวกั๋วฮุยไม่รู้ว่าเป็นบ้าหรือหูหนวกกะทันหัน เขาทำเหมือนไม่ได้ยินคำแดกดันนั้นเลย
กลับพูดต่อไปหน้าตาเฉยด้วยตรรกะพังๆ ว่า
“ทำไมเธอถึงจะไม่ช่วยผมล่ะ ในเมื่อเธอได้เป็นถึงเจ้าหน้าที่ธุรการแล้ว แค่ช่วยผมสืบข่าวสั้นๆ นิดๆ หน่อยๆ จะเป็นอะไรไป มันไม่ได้ลำบากเธอสักหน่อย?”
บนใบหน้าของหลินถังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามลอยวนเวียนอีกครั้ง
“นายกำลังฝันกลางวันอยู่หรือเปล่าฮะ? นายจะมายุ่งอะไรด้วยว่าฉันจะเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการหรือเป็นผู้จัดการโรงงาน มันเกี่ยวอะไรกับนายแม้แต่แดงเดียวไหม? คนในตระกูลหลินของฉันยังมีอีกตั้งหลายคนที่ยังว่างงาน เรื่องอะไรโควตาดีๆ จะตกถึงมือนายที่เป็นคนตระกูลหลิวซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดหรือเครือญาติอะไรกันเลยมาเสนอหน้าพูดปาวๆ อยู่ตรงนี้ นายคงกำลังฝันเฟื่องอยู่แน่ๆ
ต่อให้ฉันมีอำนาจช่วยนายได้จริงๆ แล้วทำไมฉันจะต้องช่วยนายด้วยล่ะ? หาเหตุผลมาสักข้อสิ?
รู้จักกับนายมาตั้งนาน ฉันก็นึกว่านายจะเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมากกว่านี้ ที่แท้ก็มีดีแค่นี้เอง หน้าด้านหน้าทนจริงๆ...”
เธอไม่ได้ใช้คำหยาบคายด่าทออะไรมากมาย แต่ความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของคำพูด
หลิวกั๋วฮุยที่ยืนอยู่ตรงข้ามฟังจนหน้าเขียวคล้ำเหมือนตับหมู
ทว่า... ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว
หลิวกั๋วฮุยพยายามกลั้นหายใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งเพื่อระงับอารมณ์
“เธอยังโกรธผมอยู่ใช่ไหม?”
ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาเว้าวอน “ถ้าเธอยังโกรธเรื่องที่ผมถอนหมั้น ถ้าอย่างนั้นผมจะให้พ่อกับแม่ไปสู่ขอที่บ้านเธอใหม่อีกรอบ แบบนี้พอใจหรือยัง?”
หลินถัง “?!”
“นายคงจะเป็นโรคประสาทหลอนแล้วมั้ง ฉันแนะนำให้นายรีบไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลนะ อาการหนักแล้ว”
พูดจบ
หลินถังคร้านจะเสียเวลาเสวนากับคนบ้าอีก เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินหนีกลับบ้านทันที
การพูดคุยกับคนที่พูดเองเออเองคนเดียวแบบนี้ เป็นการเปลืองน้ำลายและทรัพยากรโลกโดยใช่เหตุ
หลิวกั๋วฮุยยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ ย่อมไม่ยอมปล่อยหลินถังไปง่ายๆ
เขาวิ่งไปดักข้างหน้าเธอ กางแขนออกทั้งสองข้างราวกับนกปีกหัก ขวางทางเธอไว้อีกครั้ง
“ตกลงเธอจะยอมตกลงไหม? พูดมาสิ!”
พูดจบโดยไม่รอให้หลินถังตอบ เขาก็รัวคำพูดโฆษณาชวนเชื่อออกมาเป็นชุด
“ผมมีประสบการณ์การเป็นคนงานในโรงงานมาก่อนนะ เธอช่วยดันผมสักหน่อยรับรองว่าเธอจะไม่เสียใจภายหลังแน่นอน ถึงตอนนั้นเราสองคนก็หมั้นกันใหม่ ได้เป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันทำงานในโรงงานด้วยกัน มันจะดีแค่ไหนเชียว
ผมช่วยเธอตักน้ำ ช่วยเธอตักข้าว แล้วก็คอยปกป้องเธอได้ด้วย แบบนี้ไม่ดีตรงไหน?
เธอเป็นคนชนบท เข้าไปทำงานคนเดียวในโรงงาน ใครๆ ก็จ้องจะรังแกเหยียบย่ำเธอได้ทั้งนั้น แต่ถ้ามีแฟนคอยคุมมันก็จะไม่เหมือนเดิม ผมจะปกป้องเธอเป็นอย่างดีแน่นอน
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะ ที่บ้านผมแยกบ้านกันแล้ว! รอให้เราแต่งงานมีลูกกัน แม่ผมก็จะช่วยเลี้ยงลูกให้ ส่วนพ่อผมก็หาเสบียงอาหาร รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เธอต้องได้รับความลำบากใจแม้แต่นิดเดียว
ว่ายังไงครับ? ถ้าเธอตกลง พรุ่งนี้ผมจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอเลย”
เขาคิดในใจว่าคำพูดของตัวเองนั้นจริงใจและสมบูรณ์แบบที่สุด แถมยังอ้างอิงจากประสบการณ์จริงตอนที่เขาเป็นคนงานชั่วคราวอีกด้วย
ไม่มีเหตุผลอะไรที่หลินถังจะไม่ตกลง ข้อเสนอดีขนาดนี้
ถ้าเป็นหญิงสาวชาวบ้านทั่วไปที่หัวอ่อน อาจจะหวั่นไหวจนตัวสั่นไปแล้ว
แต่หลินถังนอกจากจะไม่หวั่นไหวแล้ว กลับยังรู้สึกขำจนแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“...อ้อ เหรอ” เธอส่งเสียงรับคำแบบขอไปที
ตระกูลหลิวแยกบ้านกันแล้ว? เรื่องนี้ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย น่าสนใจดีเหมือนกันแฮะ
หลิวกั๋วฮุยมีสีหน้ายินดีปรีดา แววตาเป็นประกายวิบวับ
“เธอยอมรับข้อเสนอของผมแล้วใช่ไหม? งั้นพรุ่งนี้ผมไปสู่ขอเลยนะ ตกลงไหม?”
เขารู้อยู่แล้วว่าหลินถังยังตัดเขาไม่ขาด ยังไงก็ยังมีความรู้สึกให้เขาอยู่
เมื่อคิดได้ดังนั้น บนใบหน้าของหลิวกั๋วฮุยก็ปรากฏรอยยิ้มลำพองใจที่น่าหมั่นไส้สุดๆ
หลินถังมีสีหน้าเหมือนไม่อยากจะยุ่งด้วยเต็มประดา รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
ถึงกับถอยหลังหนีไปอีกหลายก้าว ราวกับเขาเป็นเชื้อโรค
กลัวเหลือเกินว่าจะถูกผู้ชายที่หลงตัวเองและมีความมั่นใจในตัวเองสูงคนนี้เข้าใจผิดว่าเธอมีใจให้
“ตกลงกับผีน่ะสิ! ยังจะมาถามว่าตกลงไหมอีก? ต่อให้นายตายแล้วทำบุญจนครบเจ็ดวันฉันก็ไม่เอา!”
หลินถังกรอกตามองบน ทำท่าทางจุ๊ปากเหมือนเห็นใจระคนสมเพช
“...ที่แท้เมื่อก่อนตอนนายอยู่โรงงานเหล็กนายมีชีวิตที่น่ารันทดขนาดนี้เลยเหรอ เหมือนกับว่าใครๆ ก็สามารถเหยียบย่ำนายได้ น่าสงสารจริงเชียวพ่อคุณ
ถ้างั้นนายก็ซวยจริงๆ นั่นแหละ โรงงานเหล็กที่นายเข้าไปทำมันคงจะสภาพแย่มาก
แต่โรงงานทอผ้าที่ฉันทำอยู่น่ะนะ อาหารการกินก็เลิศหรู สวัสดิการก็ดีเยี่ยม คนงานก็มีการศึกษามีคุณภาพสูงมาก
อย่าว่าแต่รังแกคนอื่นเลย แม้แต่คำหยาบด่าคนยังไม่มีหลุดออกมาให้ระคายหูเลยด้วยซ้ำ ย่ะ!”
[จบบท]