บทที่ 163: วาจาเชือดเฉือน
เหอจวินยกมือขึ้นทาบหน้าอก กดทับความตระหนกที่เต้นเร่าอยู่ภายในให้สงบลง เขากวาดสายตามองไปรอบแปลงนาที่เพิ่งฉีดพ่นยาเสร็จสิ้น
“ฉันดูแล้วนะ ยาที่พวกชิงซานฉีดไปถือว่าได้ผลดีเลยทีเดียว ใบพืชดูเขียวสดขึ้นทันตา ถ้าอย่างนั้นพวกเราจัดการฉีดให้ทั่วทั้งแปลงนาเลยดีไหม พวกนายว่าไง”
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่หลังจากละอองยาโปรยปรายลงสู่ยอดข้าว พืชผลที่เคยดูเฉาๆ กลับดูมีชีวิตชีวาราวกับได้รับน้ำทิพย์
หลินฟูยืนกอดอก คิ้วขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่กล้าผลีผลามตัดสินใจ
หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ไม่ใช่แค่ส่งธัญพืชให้รัฐไม่ครบตามจำนวน แต่ปากท้องของพี่น้องในกองผลิตซวงซานตลอดครึ่งปีหลังจะพังทลายลงทันที ความรับผิดชอบนี้หนักหนายิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อเจ้าน้ำยาตัวนี้มีชื่อของ 'หลินถัง' หลานสาวคนโปรดเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจึงต้องระมัดระวังเป็นทวีคูณ จะให้ชื่อเสียงหลานเสียหายไม่ได้เด็ดขาด
หลี่เจี้ยนไฉ รองหัวหน้ากองผลิตอ่านใจเขาออกทะลุปรุโปร่ง
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยสนับสนุน “ฉันเห็นด้วยกับเหอจวินนะ ผลลัพธ์มันก็ทนโท่คาตาอยู่แล้ว หัวหน้าจะลังเลอะไรอีก ฉีดไปเลยเถอะครับ”
เขายกยิ้มมุมปาก แววตาฉายแววหยอกล้อ “หรือว่าหัวหน้าไม่เชื่อมือหลานสาวตัวเอง ไม่มั่นใจในตัวสหายหลินถังหรือไง”
หลินฟูมีหรือจะดูไม่ออกว่าสหายเก่ากำลังใช้วิธียั่วยุ เขาจึงยกกำปั้นทุบไหล่อีกฝ่ายไปหนึ่งทีแก้เก้อ
“ไม่ต้องมาพูดดีเข้าตัวเลยนะ กับเจ้าถังถังน่ะฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่เรื่องปากท้องชาวบ้านมันเรื่องใหญ่ คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบมันไม่เสียหายหรอกน่า”
หลิวต้าจู้ยืนฟังบทสนทนาอยู่วงนอก หูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อคุ้นหู
หลินถัง?
สรุปว่าไอ้ยาฆ่าแมลงวิเศษที่พวกเขาลือกันนี่ มันเกี่ยวข้องกับอดีตลูกสะใภ้เก้อของเขาเหรอ
“...พวกนายกำลังจะบอกว่า ยาในนานี่เป็นฝีมือนังหนูหลินถังเหรอ” เขาถามแทรกขึ้นมา แววตาหม่นลงด้วยความกังขาปนริษยาลึกๆ
ลูกสาวบ้านรองตระกูลหลินจะเก่งกาจอะไรขนาดนั้นเชียว
หลี่เจี้ยนไฉปรายตามอง พลางเหยียดยิ้มที่ดูเหมือนจะชื่นชมแต่ฟังแล้วแสบๆ คันๆ ชอบกล
“ก็ต้องอย่างนั้นสิครับพี่ต้าจู้ ผมเกิดมายังไม่เคยเจอเด็กผู้หญิงคนไหนเก่งครบเครื่องเท่าหลินถังมาก่อนเลย
งานบ้านงานเรือนก็ได้ งานความรู้ก็ดี
นิสัยใจคอก็อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักสัมมาคารวะ ตอนนี้ตำแหน่งก็เลื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการไปแล้ว
อนาคตไกลจนตามไม่ทันเลยล่ะ”
หลิวต้าจู้หน้าชา เหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยกด้วยคำชมที่ไม่ได้ชมลูกชายตัวเอง
ความรู้สึกขมปร่าแล่นพล่านในอก แต่จำต้องปั้นหน้ายิ้มฝืดเฝื่อน “หลินถังเก่งจริงๆ นั่นแหละ เป็นเจ้ากั๋วฮุยลูกชายฉันเองที่ไม่มีวาสนา”
พอมองเทียบกันแล้ว บ้านหลินมีแต่จะรุ่งโรจน์ ส่วนบ้านเขากลับกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน มันน่าเจ็บใจพิลึก
หลี่เจี้ยนไฉเห็นท่าทางเสแสร้งนั้นแล้วก็เบะปากในใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไม่ต่อความยาวสาวความยืด
เขาหันกลับไปหารือกับหลินฟูต่ออย่างจริงจัง
กลุ่มผู้นำกองผลิตปรึกษากันหน้าดำคร่ำเครียด ในที่สุดมติก็ออกมาว่าให้ทดลองฉีดแปลงนี้ให้เสร็จก่อน ส่วนที่เหลือให้รอสังเกตการณ์อีกสองวันค่อยลุยต่อ
ช่วงเวลาแห่งการตรากตรำมักผ่านไปไวเสมอเมื่อจิตใจจดจ่อ
เสียงนกหวีดเลิกงานแหลมสูงดังขึ้นทำลายความเงียบของทุ่งนา
ผู้คนเริ่มทยอยเก็บเครื่องมือเตรียมกลับไปพักผ่อน บางส่วนยังคงง่วนอยู่กับงานตรงหน้า
ปกติแล้วตระกูลหลินขึ้นชื่อเรื่องความขยัน ขลุกอยู่กับงานจนตะวันตกดิน แต่ช่วงนี้พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่เสียงนกหวีดดัง สมาชิกบ้านหลินก็แทบจะวาปหายไปเป็นกลุ่มแรก
ชาวบ้านต่างรู้เหตุผลดี
เมื่อเห็นแผ่นหลังของคนบ้านหลินไวๆ ชาวบ้านต่างพากันแซวไล่หลังอย่างขบขัน
“ดูสิ เจ้าหลินลู่วิ่งเร็วยังกับติดปีก เหมือนไม่ได้เจอหน้าลูกสาวมาเป็นชาติ”
“เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเถอะ ลูกสาวทำงานในเมือง นานทีปีหนจะกลับมาให้ชื่นใจ ก็ต้องรีบกลับไปโอ๋กันหน่อย เดี๋ยวพอลูกกลับไปทำงานก็เหี่ยวเฉาเหมือนเดิม”
“ฮ่าฮ่าฮ่า บ้านนี้นะ ตามใจลูกสาวจนจะเสียคนอยู่แล้วมั้ง”
...
ทันทีที่หลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูบ้าน ร่างบอบบางของหลินถังก็พุ่งเข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย
“พ่อคะ แม่คะ กลับมาแล้วเหรอคะ”
รอยยิ้มของเธอสว่างไสว ยิ่งกว่าดวงตะวันยามเช้า ทำเอาความเหนื่อยล้าของผู้เป็นพ่อแม่หายเป็นปลิดทิ้ง
หลี่ซิ่วลี่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ทำไมวันนี้ลูกสาวแม่ดูอารมณ์ดีจัง มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ”
ขนาดตอนไปรษณีย์มาส่งเงินค่าต้นฉบับ ยังไม่เห็นยิ้มแก้มแทบแตกขนาดนี้เลย
หลินถังทำท่าลับๆ ล่อๆ ก่อนจะชูกระต่ายป่าตัวอ้วนพีขึ้นมาโชว์ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ
“แม่ดูนี่สิคะ เย็นนี้เรามีลาภปากกันแล้ว”
พอนึกถึงรสสัมผัสของเนื้อกระต่ายนุ่มๆ ผัดกับพริกหอมๆ น้ำลายสอเต็มปาก เธอต้องยอมรับว่าความตะกละเข้าครอบงำ
หลี่ซิ่วลี่ตาโตเมื่อเห็นเจ้าขนปุยในมือลูก
“...ไปเอากระต่ายมาจากไหนเนี่ยลูก”
หลินถังตีหน้าซื่อตาใส “หนูไปเดินเล่นสูดอากาศแถวตีนเขามาค่ะ จู่ๆ เจ้ากระต่ายซื่อบื้อตัวนี้ก็วิ่งมาชนตอไม้ดังปึก สลบคาที่ หนูก็เลยหิ้วกลับมาซะเลย”
ด้วยใบหน้าที่จิ้มลิ้มพริ้มเพรา และดวงตาที่ใสกระจ่างราวกับลูกกวางน้อย
เวลาเธอพูดอะไรด้วยท่าทางจริงจังแบบนี้ ใครจะไปจับผิดลง
หลี่ซิ่วลี่มองหน้าลูกสาวด้วยความเอ็นดู เรื่องที่มาที่ไปช่างมันเถอะ
“แล้วเราอยากกินเมนูไหนล่ะ จะให้แม่ทำน้ำแดงรสเข้มข้น หรือจะนึ่งจิ้มแจ่วดี”
หลินถังฉีกยิ้มกว้าง “หนูอยากกินผัดพริกเสฉวนค่ะ เอาแบบรสจัดจ้านถึงใจเลยนะคะ”
“ได้เลยลูก ถ้างั้นแม่จะเอาเนื้อที่ลูกหิ้วมาผัดรวมกันไปเลยทีเดียว อากาศร้อนแบบนี้ขืนเก็บไว้จะเน่าเสียหมด” หลี่ซิ่วลี่ตามใจลูกสาวทุกอย่าง
การได้ใส่เนื้อสัตว์ลงไปในมื้ออาหาร ถือเป็นความหรูหราที่นานๆ จะมีสักครั้ง
“แล้วแต่แม่เลยค่ะ แม่ทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น”
หญิงสาวเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปเกาะแขนผู้เป็นแม่
“...อ้อ แม่คะ หนูอยากกินกากหมูเจียวด้วยค่ะ แบบที่กรอบๆ เค็มๆ น่ะค่ะ”
เธอกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาออดอ้อนระดับทำลายล้าง
แค่ขอกินกากหมู ไม่ได้ขอเดือนขอดาว หลี่ซิ่วลี่มีหรือจะขัดใจ
“ได้สิลูก เดี๋ยวแม่เจียวให้กรอบๆ เลย”
หลินชิงซานถูกตามตัวไปดูหมูที่คอก เด็กๆ ทั้งสี่ก็วิ่งตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สมาชิกที่เหลืออยู่ตอนนี้จึงมีเพียงหนิงซินโหรว โจวเหมย หลินชิงสุ่ย และหลินชิงมู่
เมื่อได้ยินบทสนทนาเรื่องของกิน หูของหลินชิงมู่ก็กระดิกทันที เขาโพล่งขึ้นมากลางวง
“แม่จะเจียวกากหมูเหรอครับ! งั้นขอเยอะๆ เลยนะแม่ ผมขอส่วนแบ่งด้วย!”
ในยุคที่ขนมขบเคี้ยวหาได้ยากยิ่ง กากหมูเจียวสีเหลืองทอง กรุบกรอบ เค็มมัน คือราชาแห่งของว่างที่ใครๆ ก็ถวิลหา
แค่จินตนาการถึงน้ำมันหมูที่แตกซ่านในปาก...
หลินชิงมู่ก็แทบจะกลืนน้ำลายไม่ทัน
หลินถังเห็นพี่ชายร่วมอุดมการณ์ จึงรีบช่วยเสริมทัพ เขย่าแขนแม่เบาๆ
“นะแม่นะ ทำเยอะๆ เลยนะคะ ทุกคนจะได้กินด้วย”
ความจริงเธอมีสต็อกหมูเพียบในมิติ แต่ต้องค่อยๆ ลำเลียงออกมาอย่างแนบเนียน
“เออๆ รู้แล้ว นานๆ ทีจะมีเนื้อเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวแม่จัดให้ชุดใหญ่เลย” หลี่ซิ่วลี่รับคำอย่างเสียไม่ได้ แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เสียงเฮดังลั่นบ้าน
หลินถังอ้อนเสียงหวาน “แม่น่ารักที่สุดในโลกเลย~”
หลี่ซิ่วลี่ยิ้มจนตาหยี นางตบหลังมือลูกสาวเบาๆ ด้วยความรัก ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าครัวไปเตรียมของ
โจวเหมยเห็นแม่สามีเข้าครัว ก็รีบกระวีกระวาดตามไปทันที
“แม่คะ รอเดี๋ยว ฉันไปช่วยล้างผักค่ะ”
หนิงซินโหรวยิ้มบางๆ แล้วเดินตามเข้าไปช่วยอีกแรง
บรรยากาศในบ้านอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
หลินถังหันมามองเจ้ากระต่ายในมือที่ดูเหมือนจะหมดความสำคัญลงไปถนัดตา เธอมองมันด้วยความสงสารปนขำ
“โธ่เจ้ากระต่ายน้อย พอมีกากหมูมาแย่งซีน แกก็กลายเป็นหมาหัวเน่าไปซะแล้ว”
หลินชิงมู่หมั่นไส้น้องสาว จึงใช้นิ้วดีดหน้าผากมนไปหนึ่งที
“พูดจาเพ้อเจ้อ เนื้อกระต่ายยังไงก็เป็นของดี ใครเขาจะไม่กินกัน!”
ว่าแล้วเขาก็คว้ากระต่ายไปถือไว้
“น้องไปนั่งพักเถอะ เดี๋ยวพี่จัดการถลกหนังให้เอง”
หลินถังไม่ยอมไปไหน เธอนั่งยองๆ ลงตรงหน้าพี่ชาย จ้องมองด้วยความสนใจ
“พี่สาม พี่ถลกหนังเป็นแน่นะ หนังกระต่ายนี่ถ้าเลาะออกมาดีๆ เอาไปเย็บเป็นสนับเข่ากันหนาวให้พ่อได้เลยนะ”
หลินชิงมู่ชะงักกึก
“...เป็นสิ”
เขาเคยเห็นซวนจื่อทำอยู่บ่อยๆ ทฤษฎีน่ะแน่นปึ้ก
แต่ทว่า...
เมื่อต้องลงมือจริงภายใต้สายตากลมโตที่จ้องเป๋งอยู่นั้น มือของเขากลับแข็งทื่อ ไม่รู้จะเริ่มจรดมีดตรงไหนดี
หลินชิงสุ่ยที่ยืนกอดอกดูอยู่ข้างๆ หลุดขำพรืด
ท่าดีทีเหลวชัดๆ
ขืนปล่อยให้เจ้าสามทำ มีหวังหนังกระต่ายเละเป็นโจ๊ก เขาจึงเบียดตัวเข้านั่งแทนที่
“หลบไปเลยไอ้น้องชาย ของแบบนี้มันต้องอาศัยฝีมือ”
หลินชิงสุ่ยแย่งมีดมาถือไว้อย่างคล่องแคล่ว
คมมีดกรีดผ่านผิวหนังอย่างแม่นยำ
นิ้วมือขยับพลิกแพลงอย่างชำนาญ ราวกับศิลปินสร้างงานศิลปะ เพียงชั่วอึดใจ หนังกระต่ายผืนงามก็หลุดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
หลินถังตบมือเปาะแปะ ดวงตาฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“โห พี่รองสุดยอดไปเลย! พี่ไปฝึกวิชานี้มาจากสำนักไหนคะเนี่ย เนียนกริบเลย”
หลินชิงสุ่ยชะงักมือไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนหน้าจางลง น้ำเสียงแฝงความเศร้าลึกๆ
“...พี่เรียนมาจากอาเจี้ยนกังน่ะ”
อาเจี้ยนกัง?
ภาพของยอดพรานป่าผู้ล่วงลับ พ่อของซวนจื่อ ผู้ที่ต้องจบชีวิตลงด้วยกรงเล็บหมีเมื่อปีก่อน ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ชื่อของเขาทำให้บรรยากาศที่เคยสดใสพลันเงียบสงัดลง
ความตายพรากชีวิต แต่ไม่อาจพรากความทรงจำและความอาลัยไปได้ ผู้คนทำได้เพียงถอนหายใจให้กับความไม่แน่นอนของโชคชะตา
[จบบท]