บทที่ 171: ศรรักปักอกพี่ชายสาม
“ชิงชิงมาแล้วหรือลูก”
“ขอบใจสำหรับจักรยานมากนะจ๊ะ” หลี่ซิ่วลี่ตบหลังมือของฉินซู่ชิงเบาๆ ดวงตาฉายแววซาบซึ้งใจอย่างปิดไม่มิด
ในยุคสมัยนี้ จักรยานถือเป็นของมีค่าราคาสูง หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์อันดีงามและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ใครที่ไหนจะกล้าให้ยืมของรักของหวงแบบนี้ง่ายๆ
ฉินซู่ชิงรีบทำไม้ทำมือบอกปัดทันที ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเกรงใจกันเกินเหตุ
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจกว้างและเป็นกันเองว่า “คุณป้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้จักรยานคันนั้นจอดไว้ที่บ้านก็ไม่ได้ใช้อะไร จอดทิ้งไว้เฉยๆ เดี๋ยวสนิมจะเกาะเอาเปล่าๆ สู้ให้ถังถังเอาไปปั่นใช้งานยังเกิดประโยชน์เสียกว่าค่ะ”
คำพูดนี้ของฉินซู่ชิงมีทั้งความจริงและความเท็จผสมปนเปกันอยู่
จริงอยู่ที่ในช่วงวันหยุด สมาชิกบ้านฉินมักจะพักผ่อนอยู่กับบ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน
แต่หากจะบอกว่าจักรยานไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ของดีแบบนั้นใครๆ ก็อยากใช้
ทว่าถ้าเป็นการให้เพื่อนรักอย่างถังถังยืมไปใช้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวของเธอกลับยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด
หลี่ซิ่วลี่เป็นคนผ่านโลกมามาก ย่อมดูออกว่านี่เป็นคำพูดถนอมน้ำใจ เธอไม่ได้เชื่อคำอ้างนั้นทั้งหมด
แต่หญิงแกร่งแห่งบ้านหลินก็จดจำน้ำใจไมตรีของบ้านฉินเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
เธอหมายมั่นปั้นมือว่า รอให้ลูกสาวกลับมาทำงานเมื่อไหร่ จะต้องไปเก็บผักสดๆ อวบๆ จากแปลงผักที่บ้านฝากติดไม้ติดมือมาให้ครอบครัวฉินได้ลิ้มลองเพื่อเป็นการตอบแทน
ในขณะที่สาวๆ กำลังคุยกันอยู่นั้น ที่ด้านหลังของวงสนทนา
หลินชิงมู่ยืนตะลึงงัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าขาวผ่องงดงามของฉินซู่ชิงราวกับต้องมนตร์สะกด
วินาทีนั้น ดวงตาของเขาเหมือนถูกแสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาที่กลางใจ หัวใจในอกเต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก
ความรู้สึกนี้รุนแรงและชัดเจนจนยากจะละเลย
ที่ปลายหัวใจมีความรู้สึกคันยุบยิบแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ชั่วพริบตา โลกทั้งใบดูเหมือนจะเงียบสงัดลง เสียงอึกทึกรอบข้างพลันเลือนหาย เหลือเพียงภาพหญิงสาวตรงหน้า
คนงามยิ่งกว่าดอกไม้
นอกจากน้องสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาของเขาแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลินชิงมู่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘งดงามหยดย้อย’ อย่างลึกซึ้ง
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนร้อนวูบวาบอย่างห้ามไม่อยู่
ดวงตาคมเข้มไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงไปที่เธออีก
หากเขาเป็นคนผิวขาวกว่านี้สักหน่อย ใบหน้าที่แดงก่ำจนสุกปลั่งคงจะประจานความรู้สึกในใจออกมาจนหมดสิ้นแล้ว
หลินถังเห็นท่าทางของพี่ชายก็อมยิ้ม เธอรีบแนะนำพี่ชายคนที่สามและเพื่อนสนิทให้รู้จักกันทันที
ฉินซู่ชิงยิ้มรับอย่างเปิดเผยจริงใจ คิ้วเรียวสวยเหยียดตรง ดวงตากลมโตโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว บนใบหน้าขาวผ่องประดับไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสและมีชีวิตชีวา
“สวัสดีค่ะพี่ชายหลิน ฉันเป็นเพื่อนสนิทของถังถัง ชื่อฉินซู่ชิงค่ะ ซู่ ที่มาจากเรียบง่าย และ ชิง ที่มาจากขุนนางค่ะ”
ดาเมจจากรอยยิ้มอันสดใสของหญิงสาวพุ่งเข้าชนหัวใจของหลินชิงมู่เข้าอย่างจังจนเขารู้สึกมึนงงไปหมด
ชายหนุ่มผู้ที่มักจะเด็ดขาด ห้าวหาญ และเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ มาวันนี้กลับกลายเป็นคนติดอ่าง พูดจาตะกุกตะกักด้วยความประหม่าเสียอย่างนั้น
“คะ...คุณฉิน สวัสดีครับ ผมชื่อ...หลินชิงมู่ ชิง ที่มาจากชิงมู่ แล้วก็ มู่ ที่มาจากชิงมู่ครับ”
ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก ความรู้สึกอยากจะเขกหัวตัวเองก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
เขาอยากจะชกหน้าตัวเองสักหมัดจริงๆ ให้ตายสิ
พูดบ้าอะไรออกไปเนี่ย หลินชิงมู่เอ๊ย!
ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งถึงกับคอตกหมดสภาพ ไหล่ที่เคยผายผึ่งห่อเหี่ยวลงทันตา
สภาพของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าที่ถูกฝนจนปีกเปียกโชก ไม่สามารถบินผงาดอวดศักดาได้อีกต่อไป
เขาต้องการมุมสงบเพื่อเรียกสติกลับคืนมาด่วนที่สุด!
ฉินซู่ชิงไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเข้าใจว่าหลินชิงมู่คงรู้สึกไม่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้า คิดว่านี่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเพื่อนสนิท เธอในฐานะเจ้าถิ่นจะต้องต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด
ต้องทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับมาบ้านของตัวเองให้ได้
เมื่อคิดได้แบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งดูหวานหยดและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“พี่ชายหลินไม่ต้องเกร็งนะคะ ทำตัวตามสบาย นั่งก่อนค่ะ เชิญนั่งทางนี้เลย”
พูดจบเธอก็หันไปกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่ให้ยกน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ
เมื่อทุกคนนั่งลงประจำที่เรียบร้อย
หลินถังถึงมีโอกาสกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงจัดแสดงของโรงงาน
อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ภายในห้องโถงจึงถูกประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีแดงและธงทิวสดใสไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศที่คึกคักและน่ายินดี
เก้าอี้ไม้ถูกจัดวางเรียงรายเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดใหญ่โอบล้อมเวที
ด้านหน้าเวทีมีแสงไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่างรวมกันเป็นจุดเดียว เพื่อให้ผู้ชมทุกที่นั่งสามารถมองเห็นการแสดงได้อย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่ซึ่งมีผ้าพันแขนสีแดงเดินถือกระติกน้ำร้อนและแก้วเคลือบเข้ามาหา
พร้อมกับรินน้ำชาหอมกรุ่นให้กับสมาชิกครอบครัวหลินทุกคน
เจ้าหน้าที่หญิงคนที่รินน้ำชามีดวงตาเป็นประกายวาววับ จ้องมองหลินถังด้วยความชื่นชมและศรัทธาอย่างปิดไม่มิด
“เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการหลิน เชิญดื่มน้ำชาครับ”
น้ำเสียงที่พูดนั้นอ่อนหวานและนุ่มนวลเป็นพิเศษ แถมยังฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
หลินถังลอบกลืนน้ำลายลงคอ คิดในใจว่า คุณอย่าทำหน้าเคลิ้มแบบนี้เลย ฉันเริ่มจะกลัวแล้วนะ
เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม รินน้ำเสร็จก็เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า
ฉินซู่ชิงกำลังง่วนอยู่กับการชวนหลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ทานขนมขบเคี้ยว จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นบรรยากาศแปลกๆ ทางฝั่งนี้
พอหันกลับมา ก็เห็นเพื่อนสนิททำสีหน้าพะอืดพะอมบอกไม่ถูก
“ถังถัง เป็นอะไรไปหรือเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
หลินถังขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบถามเสียงเบา “ชิงชิง ฉันรู้สึกว่าทุกคนในห้องกำลังจ้องมองฉันอยู่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”
ไม่ใช่แค่จ้องมอง แต่คนพวกนั้นยังชี้ชวนกันดูเธอ ซุบซิบอะไรกันก็ไม่รู้
ฉินซู่ชิงหลุดหัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะของเธอสดใสและกังวานน่าฟัง
“อ๋อ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คนดังประจำอำเภออย่างเธอนี่นา ทุกคนกำลังใช้สายตาแสดงความชื่นชมและเคารพต่อเธออยู่นะสิ”
พอนึกถึงตอนที่ตัวเองเห็นชื่อของหลินถังปรากฏหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ความรู้สึกตกตะลึงระคนดีใจก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ฉินซู่ชิงยิ้มหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนที่ได้ลงหนังสือพิมพ์เป็นตัวเธอเองเสียอย่างนั้น
หลินถังนั่งไม่ติดที่ แทบอยากจะยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ
นิ้วชี้เรียวสวยชี้เข้าหาจมูกตัวเองอย่างงุนงง “...อย่าบอกนะว่ายังเป็นเรื่อง...หนังสือพิมพ์นั่นอีก”
จำเป็นต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลยหรือไง
ในขณะเดียวกัน ในหัวสมองของเธอก็มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งลอยเข้ามา 'ฉันควรจะอยู่ที่หมู่บ้านกองผลิตซวงซาน ไม่ควรเสนอหน้าเข้ามาในโรงงานเลย...'
ฉินซู่ชิงพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น ทำลายความหวังริบหรี่ที่จะได้อยู่อย่างสงบของเธอจนหมดสิ้น สีหน้าของเพื่อนสาวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ใช่แล้วจ้ะ เธอได้ลงหนังสือพิมพ์เชียวนะ นี่เป็นเรื่องมงคลที่ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจมากเลยนะรู้ไหม
เธอมาช้าไปหน่อย ถ้ามาตั้งแต่เช้า คงจะได้ยินชื่อของตัวเองประกาศผ่านเสียงตามสายของโรงงานไปแล้ว
เป็นยังไงบ้าง ดีใจใช่ไหมล่ะ”
เธอคิดว่าเรื่องที่มีเกียรติยศและหน้าตาขนาดนี้ เจ้าตัวจะต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ
หลินถังเหลือบตามองคนรอบข้างที่ยังคงชี้ไม้ชี้มือมาทางเธอเป็นระยะๆ มุมปากกระตุกเบาๆ
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ดีใจขนาดนั้นนะ ออกแนวอยากจะมุดดินหนีมากกว่า
พอคิดว่าต่อจากนี้ไปอย่างน้อยๆ อีกหลายวัน เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์และสายตาจับจ้องของผู้คน หลินถังก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
แต่ทางด้านพ่อแม่และพี่ชายกลับดูมีความสุขกันสุดๆ
เห็นได้จากดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับของหลี่ซิ่วลี่ เธอดึงมือฉินซู่ชิงมาถามด้วยความตื่นเต้นทันที “หนูชิงชิง เมื่อกี้หนูบอกว่าถังถังลูกสาวป้าได้ออกวิทยุด้วยหรือจ๊ะ”
โธ่เอ๊ย ถ้ารู้เร็วกว่านี้พวกเราคงรีบตื่นมากันตั้งแต่ไก่โห่แล้ว เสียดายจริงๆ
ฉินซู่ชิงพยักหน้ารัวๆ ยิ่งกว่าไก่จิกข้าวสาร ในที่สุดก็มีคนมาร่วมแบ่งปันความตื่นเต้นนี้เสียที
ถังถังนิ่งเฉยเกินไปจนเธอรู้สึกอัดอัดใจจะแย่แล้ว
“ใช่ค่ะคุณป้า ป้าไม่รู้อะไร ตอนที่เจ้าหน้าที่ห้องกระจายเสียงอ่านบทความของถังถัง ทุกคนในโรงงานตั้งใจฟังกันเงียบกริบเลยนะคะ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังเลย...”
หลินถังนั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตายด้านไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ว่าจะต้องตกเป็นหัวข้อสนทนาแห่งชาติไปอีกนานแค่ไหน
เธอไม่ได้ตอบโต้หรือขัดจังหวะ ปล่อยให้พ่อแม่มีความสุขไป แต่หลินลู่กับหลี่ซิ่วลี่กลับสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ซักถามรายละเอียดไม่หยุดหย่อน
ทั้งสามคนคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
หลินถังถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวจนต้องทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึก
ช่างเถอะ
พวกคุณมีความสุขก็ดีแล้ว ฉันยอมเสียสละเอง
แต่ว่า...
พี่สามดูเหมือนจะมีอาการแปลกๆ ไปหน่อยไหม
ทำไมถึงดูสุขุมนุ่มลึก นิ่งเงียบผิดปกติเกินเหตุไปแล้วนะพ่อคุณ
หลินชิงมู่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวริมสุด คอยดูแลหนิวหนิว โก่วตั้น และเด็กๆ ทั้งสี่คนด้วยท่าทางจริงจังเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจระดับชาติ
ดูภายนอกเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ในฐานะน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน หลินถังมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขากำลังมีพิรุธ
สรุปว่าพี่สามตกหลุมรักยัยชิงชิงเข้าแล้วสินะ
เมื่อเห็นสายตาของพี่ชายที่เผลอเหลือบมองฉินซู่ชิงเป็นระยะๆ แล้วรีบหลบตา หลินถังก็มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์
ชัดเจนเลยงานนี้
พี่ชายสามถูกลูกศรของกามเทพยิงเข้าที่กลางใจอย่างจัง ชนิดที่ว่าดิ้นไม่หลุด
คนหนึ่งก็พี่ชายแท้ๆ อีกคนก็เพื่อนสนิทสุดที่รัก
ถ้าทั้งคู่ลงเอยกันได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีงาม ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
แต่ถ้าไม่ได้ ก็คงไปบังคับฝืนใจกันไม่ได้ เรื่องของหัวใจมันบังคับกันยาก
เวลาจะให้คำตอบเอง
ปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนาและบุพเพสันนิวาสก็แล้วกัน
หลินชิงมู่สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต...เอ้ย สายตาของน้องสาวที่จับจ้องมาที่ตัวเอง
ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยความตกใจ
แต่พอหันไปเห็นว่าในดวงตาของน้องสาวไม่มีแววดูถูกดูแคลน หรือสายตาที่บอกว่าเขาเป็น ‘คางคกที่ริอาจหมายปองเนื้อหงส์’ กล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งของชายหนุ่มก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
โชคดีจริงที่น้องไม่ล้อ...
ตลอดเวลาหลังจากนั้น หลินชิงมู่พยายามใช้ความอดทนขั้นสูงสุดหักห้ามใจ ไม่ให้สายตาของตัวเองมองไปทางฉินซู่ชิงอีก เขาแสร้งทำเป็นตั้งอกตั้งใจดูแลหลานๆ อย่างแข็งขัน เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
ผู้คนภายในห้องโถงเริ่มทยอยเข้ามาจนหนาตามากขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเอง หนิวหนิว หลานสาวตัวน้อยก็วิ่งหนีบขาเข้ามาหาหลินถังด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน
เด็กหญิงตัวน้อยหน้าแดงก่ำ กระซิบเสียงเบาข้างหูว่า “อาหญิงเล็ก...หนูอยากฉี่ค่ะ”
หลินถังได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที
เธอบอกกล่าวกับพ่อแม่ แล้วอุ้มหนิวหนิวเดินแหวกฝูงชนตรงไปยังห้องน้ำ
“อดทนอั้นไว้อีกนิดเดียวนะลูก เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
หนิวหนิวพยักหน้าอย่างว่าง่าย เม้มปากแน่น “...หนูอั้นไหวค่ะ”
เฮ้อ รู้อย่างนี้ไม่น่าดื่มน้ำเยอะเลยเรา หนิวหนิวได้แต่บ่นในใจ
หลินถังไม่ได้พูดอะไรอีก เธอสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วและมั่นคง
ไม่นานนักก็มองเห็นป้ายห้องน้ำอยู่ข้างหน้า
“ถึงแล้วจ้ะ” เธอพูดพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ในจังหวะนั้นเอง
มีเงาร่างหนึ่งก้มหน้าก้มตาวิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องน้ำด้วยความเร่งรีบ
และพุ่งเข้ามาชนเธออย่างจังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
หลินถังเป็นคนแรงเยอะและมีฐานที่มั่นคง แม้ว่าจะอุ้มหนิวหนิวอยู่ แต่สองเท้าของเธอก็ยังยืนปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
กลับกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ถูกแรงปะทะจนเซถลาทำท่าจะหงายหลังล้มตึง
หลินถังเห็นท่าไม่ดี จึงรีบยื่นมือออกไปคว้าแขนดึงตัวอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยความตาไว เพื่อช่วยไม่ให้ล้ม
“ขอโทษค่ะ เจ็บตรงไหนไหมคะ”
พูดจบ หลินถังก็รีบพาหลานสาวหายเข้าไปในห้องน้ำทันทีเพราะกลัวหลานจะราดเสียก่อน
ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดและตื่นตะลึงของคนที่เพิ่งชนกับเธอเมื่อครู่
จางฉิงฉิงยืนนิ่งค้าง จ้องมองแผ่นหลังของหลินถังที่หายลับไปในห้องน้ำอย่างไม่วางตา รูม่านตาขยายกว้างด้วยความตกใจขีดสุด
คนคนนี้... ทำไมคนคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้!
[จบบท]