บทที่ 191: ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนหน้าไม่อาย
ความรู้สึกคลื่นเหียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอหอย เมื่อภาพของลูกชายตัวน้อยที่กำลังรอคอยแม่อย่างใจจดใจจ่ออยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กผุดขึ้นในห้วงความคิด ความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมานานทำให้จางอวี้ซิ่วแทบจะกระอักเลือดออกมาตรงนั้น ดวงตาที่เคยสุกสกาวด้วยความหวัง บัดนี้กำลังถูกความมืดมิดกัดกินจนหม่นหมองลงทุกขณะ
ชีวิตของเธอต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ครอบครัวสามีที่จิตใจคับแคบและเต็มไปด้วยความโลภ ครอบครัวฝ่ายแม่ของตัวเองที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้แม้แต่คนเดียว ซ้ำร้ายคู่ชีวิตที่ควรจะอยู่เคียงข้างกันกลับสละชีพเพื่อชาติทิ้งให้เธอต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง
เมื่อมองย้อนกลับไป ชีวิตของเธอช่างดูเหมือนเรื่องตลกที่ขำไม่ออก
โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับไม่มีที่ว่างให้เธอได้พักพิง เธอต้องยืนหยัดด้วยสองขาของตัวเอง ต้องกัดฟันสู้เพื่อลูก เธอเพียงแค่อยากทำงานอย่างสงบสุข เลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตมาเป็นคนดี ความปรารถนาเพียงเท่านี้ ทำไมสวรรค์ถึงต้องทำให้มันยากเย็นแสนเข็ญด้วย
เสียงด่าทอของแม่สามียังคงตามหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท
“นังตัวซวย แกมันเกิดมาเพื่อล้างผลาญลูกชายฉัน!”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยันจากน้องสาวของสามีที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจ
“ชาตินี้ทั้งชาติพี่อย่าหวังว่าจะหนีความทุกข์พ้นเลย พี่ไปที่ไหนความซวยมันก็ไปที่นั่นแหละ”
ภาพใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นของน้องชายสามียังคงชัดเจน เขาตะโกนใส่หน้าเธออย่างไม่เกรงใจ
“แกมันก็แค่คนนอก! แกมีสิทธิ์อะไรมาเกาะชื่อเสียงพี่ชายฉันเพื่อเข้าทำงานในโรงงาน ตำแหน่งงานนั้นมันควรจะเป็นของฉันต่างหาก!”
คำพูดอันเลวร้ายเหล่านั้นเปรียบเสมือนหอกดาบที่ทิ่มแทงหัวใจของจางอวี้ซิ่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวจิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่นจนเลือดซิบ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดทางใจ เธอเกลียดชังโชคชะตา เกลียดชังผู้คนรอบข้าง และเกลียดชังโลกที่เน่าเฟะใบนี้จนอยากจะแลกชีวิตเพื่อทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก
ในวินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น แสงสว่างสายหนึ่งก็สาดส่องเข้ามา
“โอ๊ย!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับร่างของจ้าวหรุ่ยเสียงที่ลอยละลิ่วกระเด็นออกไปราวกับก้อนหินไร้ค่า
ตุ้บ!
ร่างผอมแห้งของชายวัยกลางคนกระแทกพื้นอย่างแรงจนต้องนอนหงายท้องร้องครวญคราง จางอวี้ซิ่วลืมตาที่แดงก่ำขึ้นมองภาพตรงหน้าด้วยความมึนงง ก่อนจะเปล่งเสียงที่แหบพร่าออกมาอย่างยากลำบาก
“...เจ้าหน้าที่หลิน?”
หลินถังหันมามองหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย สายตาของเธอฉายแววปลอบโยนและหนักแน่น เธอพยักหน้าให้เล็กน้อยเพื่อเรียกสติอีกฝ่าย
“สหายจางไม่ต้องกลัว ฉันอยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนกล้ารังแกเธอได้อีก”
เพียงประโยคเดียวจากปากของเด็กสาวรุ่นลูก กลับทำให้กำแพงความเข้มแข็งที่จางอวี้ซิ่วสร้างขึ้นพังทลายลง ความตึงเครียดที่สะสมมานานมลายหายไปจนแข้งขาอ่อนแรง ร่างกายซวนเซเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น โชคดีที่หลินถังตาไวรีบยื่นมือเข้ามาประคองไว้ได้ทัน
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
หลินถังกวาดสายตาสำรวจร่างกายของหญิงสาวรุ่นพี่อย่างละเอียด นอกจากใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด ก็ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย
จางอวี้ซิ่วส่ายหน้าทั้งน้ำตาคลอเบ้า เสียงสั่นเครือเอ่ยตอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ... ขอบคุณเจ้าหน้าที่หลินมากจริงๆ”
เมื่อแน่ใจว่าเหยื่อปลอดภัย หลินถังก็หันกลับไปมองผู้กระทำผิดด้วยสายตาเย็นยะเยือก เธอชี้ไปที่จ้าวหรุ่ยเสียงด้วยความรังเกียจราวกับเห็นขยะเปียก
“พี่จางอยากจะจัดการกับไอ้สารเลวนี่ยังไงคะ”
สิ่งที่หลินถังเกลียดที่สุดในชีวิตคือผู้ชายหน้าตัวเมียที่ใช้กำลังข่มเหงผู้หญิง เห็นคนประเภทนี้ทีไร เลือดในกายเธอก็เดือดพล่านอยากจะสั่งสอนให้หลาบจำทุกที
จางอวี้ซิ่วยังคงพูดไม่ออก จ้าวหรุ่ยเสียงที่นอนกองอยู่กับพื้นก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา กุมก้นที่ระบมพลางจ้องมองหลินถังด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
“เจ้าหน้าที่หลิน! เธอจะยุ่งเรื่องชาวบ้านมากเกินไปแล้วนะ”
เขาพยายามข่มความเจ็บปวดแล้วตะคอกใส่ด้วยความโมโห
“ฉันกับแฟนกำลังคุยธุระส่วนตัวกัน มันไปหนักหัวส่วนไหนของเธอไม่ทราบ!”
ชายวัยกลางคนรีบโมเมสวมรอยความสัมพันธ์ทันที เขาคิดว่าจางอวี้ซิ่วเป็นเพียงผู้หญิงหัวอ่อนที่ต้องพึ่งพาเขาในที่ทำงาน คงไม่กล้าหักหน้าเขาต่อหน้าคนอื่น แต่เขาคิดผิดมหันต์
คำแก้ตัวอันน่ารังเกียจของเขายังไม่ทันสิ้นสุด จางอวี้ซิ่วก็ตวาดสวนกลับด้วยความขยะแขยงจนทนไม่ไหว
“สหายจ้าว พูดจาให้มันระวังปากหน่อย!”
เธอประกาศก้องด้วยความคับแค้นใจ
“ฉันไม่ใช่แฟนของคุณ! ฉันไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ และยิ่งไม่มีวันลดตัวลงไปคบกับคนอย่างคุณ ถ้าคุณยังกล้าพูดจาเพ้อเจ้อหลอกตัวเองแบบนี้อีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือน ฉันจะรายงานพฤติกรรมของคุณให้เบื้องบนรับทราบ!”
ที่ผ่านมาเธอยอมก้มหน้าอดทนเพราะไม่อยากมีปัญหากับหัวหน้างาน กลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งจนอยู่ยาก แต่ถ้าเธอรู้ล่วงหน้าว่าคนคนนี้จะต่ำช้าสามานย์ได้ถึงเพียงนี้ เธอคงไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
จางอวี้ซิ่วยิ้มขื่นให้กับชะตากรรม แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ยังหวาดกลัว งานนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างของเธอและลูก เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่สามีทิ้งไว้ให้ ครอบครัวสามีต่างจ้องจะตะครุบงานนี้ตาเป็นมัน เธอจะยอมให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
จ้าวหรุ่ยเสียงเห็นท่าทีแข็งกร้าวของหญิงสาวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา แววตาคุกคามอย่างเปิดเผย
“เธอจะรายงานเบื้องบนว่ายังไง จะบอกว่าผัวตายแล้วเปลี่ยวใจจนทนไม่ไหว ต้องมาอ่อยผู้ชายอย่างฉันงั้นหรือ”
เมื่อเห็นว่าคำพูดเสียดแทงใจดำเริ่มได้ผล เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนุ่มนวลลงหวังจะตบหัวแล้วลูบหลัง
“เรื่องในมุ้งของคนสองคน เธอจะเอาไปฟ้องนายให้ขายหน้าทำไม อวี้ซิ่ว... เธอก็อายุปูนนี้แล้ว เลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจเสียที มาอยู่กินกับฉันดีๆ ไม่ดีกว่าหรือ”
ปากก็พร่ำบ่นเกลี้ยกล่อม แต่สายตาของจ้าวหรุ่ยเสียงกลับลอบชำเลืองมองหลินถังอย่างหวาดระแวง เขาจำได้ดีว่าเด็กสาวคนนี้มีฤทธิ์เดชแค่ไหน ขนาดแก๊งค้ามนุษย์ยังถูกเธอจัดการจนราบคาบ เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
ตอนนี้หลินถังกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงจากงานเขียน ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงกลัวปลายปากกาของเธอจะเขียนแฉความชั่วร้ายของเขา เขาคงตบสั่งสอนนังผู้หญิงอวดดีอย่างจางอวี้ซิ่วไปนานแล้ว
ฝากไว้ก่อนเถอะ รอให้จางอวี้ซิ่วหลงกลแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าวเมื่อไหร่ เขาจะดัดนิสัยพยศนี้ให้เชื่องเหมือนลูกแมว คอยดูเถอะ!
จางอวี้ซิ่วได้ยินคำพูดดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้นก็รู้สึกพะอืดพะอม
“ฉันไปอ่อยคุณตอนไหน หัวหน้าจ้าวอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันหน้าด้านๆ!”
จ้าวหรุ่ยเสียงไม่ลดละ เขาก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้เพื่อกดดัน
“ถ้าไม่ได้อ่อย แล้วทำไมป่านนี้เธอยังมาอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในที่ลับตาคนแบบนี้ อย่ามาอ้างว่าคุยเรื่องงานให้ขำหน่อยเลย ลองถามสหายหลินดูสิว่าใครเขาจะเชื่อ”
เขาเชิดหน้าขึ้นอ้างหลักการใหญ่โตเพื่อข่มขู่
“ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ว่า การคบหาที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการแต่งงานถือเป็นพฤติกรรมอันธพาล สหายจางคิดจะขัดขืนคำสอนของท่านผู้นำหรือไง”
สมกับที่เป็นระดับหัวหน้าฝ่ายบริหารจริงๆ สรรหาคำพูดสวยหรูมาบิดเบือนความจริงได้อย่างหน้าไม่อาย
ใบหน้าของจางอวี้ซิ่วซีดเผือดสลับเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด เธอไม่คิดว่ามนุษย์คนหนึ่งจะไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้ เธอไม่อยากจะเสวนากับคนพรรค์นี้อีกต่อไป กลัวว่าตัวเองจะทนความรังเกียจไม่ไหว สิ่งเดียวที่เธอกังวลคือกลัวว่าหลินถังจะคล้อยตามคำลวงโลกนั้น
“สหายหลินคะ ฉันสาบานได้ว่าฉันไม่เคยทำเรื่องบัดสีแบบนั้นจริงๆ”
จางอวี้ซิ่วหันไปมองหลินถังด้วยแววตาเว้าวอน ร่างกายสั่นเทาด้วยความคับแค้นใจ
หลินถังสบตาหญิงรุ่นพี่อย่างหนักแน่น ตอบกลับทันควัน
“ฉันเชื่อพี่ค่ะ”
เธอส่งยิ้มบางๆ ให้กำลังใจ ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าจ้าวหรุ่ยเสียง แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที
“อะไรถูกอะไรผิดฉันมีตามองเห็นเอง สหายจ้าวไม่ต้องมาทำลับลมคมในหรือบิดเบือนความจริงให้มากความ การคบหาดูใจมันต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ในเมื่อสหายจางยืนยันหนักแน่นว่าไม่เต็มใจ คุณก็ควรจะเลิกตามรังควานเธอได้แล้ว”
ยังไม่ทันที่หลินถังจะพูดจบประโยค จ้าวหรุ่ยเสียงก็โพล่งแทรกขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“เจ้าหน้าที่หลินจะเข้ามายุ่งวุ่นวายอะไรนักหนา เรื่องของฉันกับอวี้ซิ่วมันไม่ใช่กงการอะไรของเธอ!”
คำว่า 'อวี้ซิ่ว' ที่หลุดออกจากปากชายคนนี้ทำให้จางอวี้ซิ่วขนลุกซู่ เธอทำหน้าขยะแขยงอย่างปิดไม่มิด
“ฉันกับสหายจ้าวไม่ได้มีความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว กรุณาอย่ามาเรียกชื่อเล่นของฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติ”
หลินถังกระตุกยิ้มมุมปาก แต่ดวงตากลับไร้แววขบขัน
“สหายจ้าวได้ยินชัดเจนเต็มสองหูแล้วใช่ไหม”
รอยยิ้มของเธอค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมา
“ฉันได้ยินมาว่าสหายจางเป็นภรรยาของทหารกล้าที่เสียสละเพื่อชาติ ลูกชายของเธอก็คือทายาทของวีรชน สหายจ้าวกล้าดีปานไหนถึงมารังแกภรรยาม่ายของวีรชนแบบนี้ ถ้าฉันเรียบเรียงเหตุการณ์วันนี้เขียนเป็นบทความส่งไปที่หนังสือพิมพ์ประจำมณฑล ไม่รู้ว่าชื่อเสียงอันเหม็นเน่าของคุณจะขจรขจายไปไกลแค่ไหน”
คำขู่ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้จี้จุดตายของจ้าวหรุ่ยเสียงเข้าอย่างจัง
สีหน้าของชายวัยกลางคนเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วราวกับกิ้งก่า แววตาที่เคยกร่างฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ฉีกยิ้มแห้งๆ หัวเราะกลบเกลื่อนสถานการณ์
“...แหม ไม่ต้องลำบากเจ้าหน้าที่หลินถึงขนาดนั้นหรอกครับ”
พูดจบเขาก็หันไปมองจางอวี้ซิ่ว ท่าทางคุกคามเมื่อครู่หายวับไปกับตา
“ในเมื่อสหายจางไม่เต็มใจ ผมก็จะไม่ฝืนใจกัน เราต่างคนต่างอยู่ ยังไงก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันได้”
สำหรับคนอย่างเขา ผู้หญิงหรือจะสำคัญไปกว่าหน้าที่การงานและปากท้อง
หลินถังเห็นอีกฝ่ายถอยทัพง่ายๆ ก็ยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกน้อย
“สหายจ้าวรู้จักคิดได้แบบนี้ก็น่าชื่นชม แต่ว่า...”
หัวใจของจ้าวหรุ่ยเสียงกระตุกวูบ เขายิ้มค้าง ถามกลับด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“แต่... แต่อะไรหรือครับ”
ทำไมเขารู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ว่ากำลังจะซวย
หลินถังฉีกยิ้มหวานหยดย้อย แต่ในสายตาของจ้าวหรุ่ยเสียง รอยยิ้มนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ
“การกระทำอันน่าละอายเมื่อครู่นี้ของคุณ อาจจะทำให้สหายจางขวัญเสียจนนอนไม่หลับ คุณในฐานะลูกผู้ชายจะไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรหน่อยหรือคะ”
จ้าวหรุ่ยเสียงใจเต้นรัว เหงื่อกาฬเริ่มแตกพลั่ก
“แล้วคุณ... คุณต้องการให้ผมทำอะไร”
เขาเริ่มลนลานทำตัวไม่ถูก กลัวว่าจะโดนเรียกร้องอะไรที่เกินกำลัง
หลินถังยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมาเบาๆ ประกอบคำพูด
“จุ๊ๆๆ จะมาถามว่าฉันต้องการอะไรได้ยังไงคะ ของแบบนี้มันต้องอยู่ที่จิตสำนึกของคุณเองว่าควรจะทำยังไงเพื่อเป็นการไถ่โทษ”
หญิงสาวยิ้มจนตาหยี แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเย็นเยือกจนคนฟังหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“ฉันขอถามคุณหน่อย คุณรังแกสหายหญิงใช่หรือไม่? คุณล่วงเกินและคุกคามภรรยาม่ายของวีรชนใช่หรือไม่?”
จ้าวหรุ่ยเสียงยืนนิ่งงัน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
“...”
เธอเล่นรู้ทันหมดทุกอย่างขนาดนี้ จะให้เขาแก้ตัวอะไรได้อีก!
หลินถังยังคงรุกไล่ต้อนให้จนมุม
“ดี! คุณเงียบแสดงว่ายอมรับสินะ”
จ้าวหรุ่ยเสียงกรีดร้องในใจ ใครยอมรับกันฟะ! นี่มันมัดมือชกกันชัดๆ!
[จบบท]