บทที่ 2: คู่หมั้นวัยเด็กมาขอถอนหมั้น
“ตอนนี้มันยุคสมัยใหม่แล้วครับป้า การคลุมถุงชนถือเป็นเศษเดนความคิดของพวกศักดินา”
ชายหนุ่มตรงหน้ายืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทางถือดี ก่อนจะร่ายยาวต่อด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม
“ในฐานะที่ผมเป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ ผมคงยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้ต่อไปไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้ผมก็ถือว่าเป็นคนเมืองไปครึ่งตัวแล้ว พูดกันตามตรงคือผมกับหลินถังลูกสาวบ้านป้าเดินคนละเส้นทางกันแล้วครับ รีบยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากกว่า”
หลิวกั๋วฮุยลอบคิดในใจว่า อีกไม่นานเขาก็จะได้รับการบรรจุจากพนักงานชั่วคราวให้กลายเป็นพนักงานประจำของโรงงานอาหารอย่างเต็มตัว อนาคตของเขากำลังสว่างสดใส
ต่อให้ครอบครัวของหลินถังจะมีพี่ชายหลายคน หรือตัวเธอจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แต่คุณสมบัติพวกนั้นก็ยังไม่คู่ควรกับเขาอยู่ดี
ดังนั้นการจัดการเรื่องแต่งงานที่ผู้ใหญ่เคยตกลงกันไว้ให้จบๆ ไปเสียตั้งแต่วันนี้ย่อมดีที่สุด
เขาจะได้มีโอกาสไปมองหาภรรยาที่เป็นสาวชาวเมืองอย่างสมฐานะ
ทางด้านหลี่ซิ่วลี่เมื่อได้ยินวาจาดูแคลนเช่นนั้น หน้าอกของเธอก็กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงด้วยความโกรธจัด เธอขบกรามแน่นจนเป็นสันนูนก่อนจะถามลอดไรฟันออกมา
“เธอคิดจะผิดสัญญาจริงๆ ใช่ไหม”
หลี่ซิ่วลี่โกรธจนเลือดขึ้นหน้า!
เพียงแค่คิดถึงสภาพของลูกสาวสุดที่รักที่ถูกชาวบ้านหามส่งกลับมา หัวแตกเลือดอาบ ลมหายใจรวยรินจนน่าใจหาย เธอก็เจ็บปวดไปทั้งหัวใจ
ลูกสาวยังไม่ทันจะฟื้นขึ้นมาด้วยซ้ำ แต่ว่าที่ลูกเขยอย่างหลิวกั๋วฮุยกลับโผล่หัวมาขอถอนหมั้นถึงบ้าน
ริมฝีปากของหลี่ซิ่วลี่สั่นระริก เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องการถอนหมั้นครั้งนี้เป็นความต้องการของทางบ้านตระกูลหลิว หรือเป็นความคิดของไอ้คนเนรคุณตรงหน้านี้กันแน่
แต่ไม่ว่าจะเป็นความคิดของใคร ลูกสาวของเธอก็ต้องไม่ถูกหยามเกียรติฟรีๆ แบบนี้!
พอหลิวกั๋วฮุยได้ยินคำว่า ‘ผิดสัญญา’ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแก้ต่างให้ตัวเองทันควัน
“อะไรคือผิดสัญญาครับป้า ผมกำลังทำตามนโยบาย เป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบคลุมถุงชนต่างหาก”
เขาเว้นจังหวะพลางแบมือออกเชิงถามหาเหตุผล
“เรื่องนี้ผมทำผิดตรงไหน ไม่ผิดเลยสักนิด! ป้าหลี่อย่ามาทำเป็นเรื่องใหญ่โตเลยครับ ตกลงถอนหมั้นกันไปง่ายๆ ก็จบเรื่องแล้ว”
หลี่ซิ่วลี่ทนฟังคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไม่ไหว เธอกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เตรียมจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนเด็กหนุ่มปากดี
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องนอนของหลินถังก็ส่งเสียงดัง ‘แอ๊ด’ ก่อนจะเปิดออก
“แม่จ๋า ในเมื่อเขาอยากจะถอนหมั้นนัก ก็ให้เขาถอนไปเถอะจ้ะ”
หญิงสาวผู้ก้าวออกมาจากห้องไม่ได้ปรายตามองหลิวกั๋วฮุยเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจดจ้องไปที่มารดาเพียงผู้เดียว ภายในใจของเธอปั่นป่วนราวกับมีพายุโหมกระหน่ำ
แม่จ๋า... แม่ไม่รู้หรอกว่าหนูอยากกลับบ้านมากแค่ไหน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอฝันถึงแผ่นหลังของพ่อกับแม่ทุกค่ำคืน ทุกครั้งที่เห็นคนแก่เดินผ่าน น้ำตาก็พาลจะไหลด้วยความคะนึงหา จนถึงขั้นที่ไม่กล้านึกย้อนกลับไปถึงความทรงจำเก่าๆ เพราะกลัวว่าหัวใจจะรับไม่ไหว
มีช่วงหนึ่ง เธอถึงกับคิดไปว่าเรื่องราวของกองผลิตซวงซาน พ่อหลินลู่ แม่หลี่ซิ่วลี่ หรือพี่หลินชิงซาน... ทุกคนล้วนเป็นเพียงภาพฝันที่เธอจินตนาการขึ้นมาเอง ไม่มีอยู่จริง
แต่ตอนนี้เธอได้กลับมาแล้ว ได้กลับมาเห็นหน้าแม่จริงๆ อีกครั้ง มันดีเหลือเกิน
ทางด้านหลิวกั๋วฮุยเมื่อเห็นหลินถังเดินออกมา สีหน้าของเขาก็ดูอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
แต่พอได้ยินประโยคที่เธอบอกให้ยอมถอนหมั้น หน้าของเขาก็เขียวคล้ำขึ้นมาทันทีด้วยความโมโห
อันที่จริงเขาก็เคยมีความรู้สึกดีๆ ให้หลินถังอยู่บ้าง
เพราะเธอหน้าตาสะสวย ผิวพรรณดีจนดูไม่เหมือนสาวชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอทำตัวจืดชืดน่าเบื่อเกินไป จะจับมือก็ไม่ได้ จะหอมแก้มก็ไม่ยอม เขาคงไม่ตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดขนาดนี้
“หลินถัง! นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาทำท่าทางเมินใส่ฉันแบบนี้ ฉันกำลังจะได้งานที่มั่นคง เป็นเจ้าคนนายคนแล้วนะ ส่วนเธอล่ะ?”
ชายหนุ่มขึ้นเสียง ขยับตัวเข้าหาด้วยท่าทางข่มขู่
“เธอก็เป็นแค่สาวชาวบ้านที่วันๆ เอาแต่ขุดดินทำไร่ มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาอวดดีแบบนี้ ต่อให้เธอจะเรียนจบมัธยมปลายมาแล้วยังไง ในเมื่อหางานชั่วคราวทำไม่ได้ เธอก็เป็นแค่คนไร้ประโยชน์ ฉันมีภาษีดีกว่าเธอตั้งเยอะ”
แววตาของหลิวกั๋วฮุยฉายแววเยาะเย้ยอย่างชัดเจน เขาเหมาเอาเองว่าที่หลินถังทำท่าทีเย็นชาใส่ เป็นเพราะเธอกำลังอิจฉาเขาจนต้องแสร้งทำเป็นไม่สนใจ เหมือนสุนัขจิ้งจอกที่กินองุ่นไม่ได้ก็เลยบอกว่าองุ่นเปรี้ยว
หลินถังเบนสายตามามองหลิวกั๋วฮุย ความรู้สึกคลื่นเหียนพุ่งขึ้นมาจนแทบอยากจะสำรอกน้ำย่อยออกมาเสียเดี๋ยวนี้
ก็เพราะผู้ชายคนนี้นี่แหละที่ทำให้ชีวิตชาติที่แล้วของเธอต้องพังพินาศ ต้องถูกหวังเจาตี้คอยกลั่นแกล้งสารพัด
แหวะ...
น่าขยะแขยงที่สุด!
“เอาเถอะ นายเก่งที่สุดแล้วพ่อคนเก่ง” หลินถังไม่อยากเสียเวลาเสวนากับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป เธอโบกมือไล่ราวกับกำลังไล่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
“ฉันตกลงถอนหมั้นแล้ว นายรีบไสหัว... แค่ก... รีบออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว”
ขอร้องล่ะ ช่วยออกไปให้พ้นหน้าเสียที อย่ามายืนทำตัวน่าสมเพชอยู่ตรงนี้เลย
เอาเวลาไปเสี่ยงโชคกับระบบยังจะดีเสียกว่า
หลิวกั๋วฮุยรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ ความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจตีตื้นขึ้นมา
ในความคิดของเขา ตัวเองนั้นแสนจะเพียบพร้อมและดูดี การที่เขามาขอถอนหมั้น หลินถังควรจะต้องร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย อ้อนวอนขอความเห็นใจสิ ถึงจะเป็นปฏิกิริยาที่ถูกต้อง
ไม่ใช่มายืนทำหน้านิ่งสงบไร้เยื่อใยแบบนี้ แถมสายตาที่มองมายังดูเหมือน... รังเกียจ?
หลิวกั๋วฮุยพินิจมองหลินถังอีกครั้ง
ภาพที่เห็นคือเด็กสาวใบหน้าซีดเผือด บนศีรษะมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบ ผิวหน้าขาวอมชมพูนั้นมีรอยขีดข่วนจากเล็บเป็นทางยาว เห็นแล้วชวนให้รู้สึกปวดใจไม่น้อย
เส้นผมของเธอยุ่งเหยิงเล็กน้อย เปียที่เคยถักไว้หลุดลุ่ยออกมาจนดูหยักศกเป็นลอนธรรมชาติ ดวงตากลมโตดุจน้ำในสระฤดูใบไม้ร่วงคู่นั้นฉ่ำน้ำเล็กน้อย เมื่อสบตาด้วยก็พาลให้หัวใจสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
เธอช่างดูบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่เหมือนสาวชาวนาเลยสักนิด แต่กลับเหมือนนางฟ้าตัวน้อยที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม
ความลังเลแวบเข้ามาในใจของหลิวกั๋วฮุยชั่ววินาที
แต่เมื่อภาพอนาคตอันรุ่งโรจน์บนเส้นทางสายคนเมืองผุดขึ้นมา เขาก็รีบสลัดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้งไปทันที
เขาไม่มีทางเสียใจภายหลังแน่นอน!
“ดี ในเมื่อเธอก็ยอมรับแล้ว ถือว่าสัญญาหมั้นของเราเป็นโมฆะ ต่อไปใครจะแต่งงานกับใครก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
พูดจบ หลิวกั๋วฮุยก็สะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
หลี่ซิ่วลี่เห็นลูกสาวยอมถอนหมั้นแต่โดยดีก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางนึกโทษตัวเองและสามีว่าคงตาบอด ถึงได้ไปตกลงหมั้นหมายลูกสาวไว้กับผู้ชายพรรค์นี้
แต่คิดอีกที ตัดขาดกันตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน
ขืนปล่อยให้แต่งงานกันไป มีหวังได้เจ็บช้ำน้ำใจหนักกว่านี้แน่
“ลูกแม่ ไม่ต้องเสียใจไปนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะหาคนที่ดีกว่านี้ให้ลูกเอง ของเน่าๆ ออกไป เดี๋ยวของดีๆ ก็เข้ามา ไม่เป็นไรหรอก...” ผู้เป็นแม่เอ่ยปลอบใจลูกสาว
ทว่าในใจลึกๆ หลี่ซิ่วลี่ยังคงกังวล การถูกถอนหมั้นในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องดีงามอะไร พวกปากหอยปากปูในหมู่บ้านคงเอาไปนินทากันสนุกปากแน่
หลินถังยังไม่ทันจะได้เอ่ยตอบอะไร ก็มีหัวคนโผล่ขึ้นมาจากกำแพงรั้วทางด้านขวา ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมูนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หวังเจาตี้นั่นเอง
“คิก คิก คิก ตลกชะมัด หลินถัง นี่เธอโดนผู้ชายทิ้งจริงๆ เหรอเนี่ย ขำจนท้องแข็งไปหมดแล้ว”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถาโถมเข้ามาอย่างจงใจยั่วยุ น้ำเสียงนั้นกวนประสาทจนน่ากระโดดถีบ
ใบหน้าของหวังเจาตี้ทั้งแดงทั้งบวม แต่เธอก็ยังพยายามหรี่ตาที่บวมตุ่ยนั้นลงเพื่อส่งสายตาเหยียดหยาม
“หวังเจาตี้! เธอยังกล้าโผล่หัวมาหาเรื่องอีกเรอะ!”
ทำลูกสาวเธอหัวร้างข้างแตกขนาดนี้ ยังมีหน้ามาสมน้ำหน้าคนอื่นอีก
จิตใจทำด้วยอะไรกัน!
หลี่ซิ่วลี่ขมวดคิ้วชนกันจนยุ่ง เธอถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรี่ไปคว้าถังปัสสาวะที่วางอยู่หน้าห้องส้วม
‘ซ่า!’
ของเหลวสีเหลืองขุ่นในถังถูกสาดขึ้นไปบนกำแพง ราดรดหัวหวังเจาตี้เข้าอย่างจัง
“ไปให้พ้น! ถ้ายังไม่ไสหัวไปอีก แม่จะสาดให้กินอีกสักถัง!”
บ้านนอกคอกนาแบบนี้ ในห้องนอนไม่มีห้องน้ำหรอก และลานบ้านตอนกลางคืนก็มืดสนิท ทุกบ้านจึงต้องมีถังปัสสาวะเตรียมไว้
คราบตะกรันสีเหลืองอ่อนที่เกาะอยู่ขอบถัง แม้จะไม่ถึงกับเหม็นเน่าจนทนไม่ได้ แต่กลิ่นของมันก็ชวนอาเจียนสุดๆ
หวังเจาตี้โดนเข้าไปเต็มๆ ถึงกับหน้ามืดตาลายเพราะกลิ่นฉุนกึก
“...กรี๊ดดด...”
เธอหวีดร้องออกมาด้วยความโกรธ เต้นเร่าๆ อยู่บนเก้าอี้ที่ใช้ปีนดู จนเท้าพลาดลื่นไถล
วินาทีต่อมา เสียงของหนักๆ ตกกระแทกพื้นดัง ‘ตุ้บ’ มาจากลานบ้านข้างๆ ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน
“โอ๊ย! เอวฉัน!”
หลี่ซิ่วลี่ถมน้ำลาย ‘ถุย’ ใส่กำแพงฝั่งนั้น พลางบ่นพึมพำว่าเด็กบ้านนั่นมันไม่รู้จักจำ ก่อนจะรีบไปล้างไม้ล้างมือ
“ถังถัง ลูกรีบกลับเข้าห้องเถอะ ระวังแผลที่หัวจะกำเริบนะ หิวหรือเปล่า? เดี๋ยวแม่ยกข้าวเข้าไปให้กินนะลูก”
หลินถังรู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาจริงๆ จึงรับคำเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องไป
ก่อนจะปิดประตู เธอปรายตามองไปทางกำแพงรั้วแวบหนึ่ง นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง
ชาติที่แล้วถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้ เธอคงไม่ต้องตาย และคงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างมาตลอดยี่สิบกว่าปี
ความห่างเหินที่เกิดขึ้นจากกาลเวลา ทำให้ตอนนี้เธอเริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะกลับมาสนิทสนมกับครอบครัวเหมือนเดิมได้อย่างไร...
ทันทีที่หลินถังหย่อนตัวลงนั่งบนเตียง เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว
“โฮสต์ได้รับของขวัญสำหรับมือใหม่ ต้องการเปิดใช้งานตอนนี้เลยหรือไม่?”
ดวงตาของหลินถังเป็นประกายขึ้นมาทันที “เปิดเลย!”
เธอใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าจอโปร่งแสงตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น
วงล้อเสี่ยงโชคหมุนติ้วๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เข็มจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลงและไปหยุดอยู่ที่ช่องเล็กๆ ช่องหนึ่งตรงมุมกระดาน
“...ติ๊ง... ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับสิทธิ์ชำระล้างไขกระดูกและผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นหนึ่งครั้ง...” เสียงระบบแจ้งผลรางวัล
สิ้นเสียงแจ้งเตือน หลินถังสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลบ่าเข้าไปทั่วร่างกาย ซึมลึกเข้าสู่แขนขาและจุดชีพจรต่างๆ
เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายเริ่มกลับคืนมา แม้แต่อาการปวดจี๊ดที่ด้านหลังศีรษะก็ทุเลาลงจนแทบไม่รู้สึก
สุดยอดไปเลย!
แต่ผลข้างเคียงคือ... ตอนนี้เธอหิวจนไส้จะขาดแล้ว!!
[จบบท]