บทที่ 20: ได้กินเนื้อและถูก ‘กักบริเวณ’
หลินซิวหย่วนคลี่ยิ้มบางเบาบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยหลานสาว
“เป็นแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ ในป่าในเขามันอันตราย”
“อื้อ หนูรู้ค่ะ ปู่กับย่าทานข้าวกันเถอะนะ หนูขอตัวกลับก่อน แม่กับคนอื่นๆ คงกำลังรอกินข้าวกันอยู่”
หลินถังรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะบอกลาผู้เป็นปู่แล้วลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตู
ทว่ายังก้าวไปไม่ถึงหน้าประตูรั้ว จ้าวซูเจินก็เดินถือชามเปล่าตามออกมาเสียก่อน
“...เจ้าถังถัง เดี๋ยวสิ จะทิ้งชามไว้หรือไง?”
พูดจบหญิงชราก็ยัดชามใส่มือหลานสาว แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
หลินถังก้มมองชามที่ถูกล้างจนสะอาดสะอ้าน ภายในนั้นมีแอปเปิลลูกเล็กผิวขรุขระวางอยู่สองลูก แม้หน้าตาของผลไม้จะไม่สวยงามน่าทานนัก แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรักของผู้ให้
เมื่อนึกถึงท่าทางปากร้ายแต่ใจดีของคุณย่า หลินถังก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เธอประคองชามใบนั้นเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ภาพเรื่องราวของสมาชิกตระกูลหลินก็ฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ
ปู่หลินซิวหย่วนและย่าจ้าวซูเจินมีลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน
ลูกคนโตคือ ‘หลินฝู’ เป็นหัวหน้ากองพลน้อยคู่ซาน แต่งงานกับเกาผิง มีลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน
ลูกคนรองคือ ‘หลินลู่’ หรือก็คือพ่อของเธอ มีลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคนเช่นกัน
ลูกคนทีสามคือ ‘หลินโซ่ว’ แต่งงานกับจางหงเยี่ยน มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน
ส่วนลูกคนสุดท้องเป็นลูกสาวชื่อ ‘หลินอันอัน’ ซึ่งแต่งงานออกไปอยู่ในตัวอำเภอ
หลังจากที่หลินอันอันแต่งงานออกไป ตระกูลหลินก็ทำการแยกบ้านกันอย่างเป็นทางการ
ทว่าสองผู้เฒ่าไม่ต้องการจะไปอาศัยอยู่กับลูกคนไหนและต้องคอยดูสีหน้าใคร จึงตัดสินใจอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าหลังเดิมเพียงลำพังตอนที่แบ่งสมบัติ
ส่วนลูกชายทั้งสามคนต่างก็แยกย้ายไปสร้างบ้านของตัวเองในหมู่บ้าน จนตอนนี้ต่างก็มีเหลนตัวเล็กๆ วิ่งเล่นกันเต็มไปหมดแล้ว
ถึงกระนั้น ทั้งสามบ้านก็ยังมีความกตัญญู ปกติไม่ว่าจะทำอาหารดีๆ อะไร ก็มักจะแบ่งส่วนหนึ่งส่งไปให้บ้านใหญ่อยู่เสมอ
ชีวิตความเป็นอยู่ของสองผู้เฒ่าจึงนับว่าดีกว่าคนส่วนใหญ่ในกองพลน้อย
แม้จะไม่ได้สุขสบายจนล้นฟ้า แต่อย่างน้อยก็มีข้าวกินอิ่มท้อง มีบ้านคุ้มกะลาหัว ดีกว่าคนที่ต้องอดตายหรือหนาวตายอยู่ข้างนอกมากมายนัก
หลินถังเดินคิดทบทวนความสัมพันธ์ในครอบครัวมาตลอดทาง
ทันทีที่เท้าก้าวมาถึงหน้าประตูบ้าน ยังไม่ทันจะได้เคาะประตู บานประตูก็ถูกกระชากเปิดออกเสียงดัง ‘พรึ่บ’ พร้อมกับแรงดึงจากมือของพี่สะใภ้รองอย่างโจวเหมยที่ลากเธอเข้าไปด้านในทันที
“น้องเล็ก เร็วเข้าเถอะ หลานๆ หิวจนท้องกิ่วแล้ว รีบมากินข้าวกันดีกว่า”
ดูเหมือนว่าแรงดึงดูดของเนื้อสัตว์จะมีอานุภาพมหาศาล
มากเสียจนทำให้โจวเหมยมองข้ามแอปเปิลสองลูกในมือของหลินถังไปโดยสิ้นเชิง
หลินถังถูกพี่สะใภ้รองลากตัวเข้ามาในห้องครัว ซึ่งทุกคนในครอบครัวนั่งรอพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามา แม้แต่หลินลู่ผู้เป็นพ่อที่มักจะวางท่าเคร่งขรึมรักษาภาพลักษณ์ผู้นำครอบครัวอยู่เสมอก็ยังเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
ในที่สุดก็จะได้กินเนื้อเสียที
พวกเด็กๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่างพากันปรบมือส่งเสียงเชียร์เบาๆ ด้วยความดีใจ
“โอ้โห ได้กินเนื้อแล้ว!”
“กินเนื้อๆ!!”
“กิน...แย้ว!!”
เสียงสุดท้ายเป็นของหนิวหนิว ด้วยความรีบร้อนอยากกินเนื้อจนลิ้นพันกัน เลยออกเสียงเพี้ยนไปบ้าง เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงให้ดังขึ้นกลางวงข้าว
แม้วันนี้บ้านหลินจะกินข้าวเย็นช้ากว่าปกติ แต่กลับไม่มีใครหน้าบึ้งตึงเลยสักคน
ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็เฝ้ารอเวลานี้ด้วยใจจดจ่อ
ยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้ ผู้คนไม่ได้มีความปรารถนาอะไรใหญ่โต ขอเพียงแค่ได้กินอิ่มนอนหลับก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดแล้ว
หลี่ซิ่วลี่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“เอ้าๆ นั่งกันให้เรียบร้อย เดี๋ยวแม่จะแบ่งเนื้อให้”
สิ้นเสียงของผู้เป็นแม่ เด็กๆ รีบยืดตัวตรงนั่งนิ่งเป็นระเบียบ สายตาจับจ้องไปที่ผู้เป็นย่าตาแป๋ว
ไก่ป่าที่หลินถังจับมาได้นั้นตัวอ้วนพี เนื้อจึงมีไม่น้อย บวกกับมันฝรั่งที่ใส่ลงไปจำนวนมาก ทำให้ปริมาณอาหารในหม้อดูเยอะจนน่าพอใจ
หลี่ซิ่วลี่ตักแบ่งเนื้อใส่ชามให้ทุกคนทีละคน
หัวหน้าครอบครัวอย่างหลินลู่และลูกชายทั้งสามได้เนื้อเยอะหน่อย
หลินถังเองก็ได้เนื้อชิ้นโตไม่น้อยหน้าใคร ส่วนลูกสะใภ้และพวกเด็กๆ ก็ได้กินกันคนละหลายชิ้น
ทว่าเมื่อตักมาถึงชามของตัวเอง กลับมีแต่มันฝรั่งพูนชาม แทบจะไม่มีเศษเนื้อหลงเหลืออยู่เลย
ไม่ใช่แค่หลินถังที่สังเกตเห็น แต่ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างก็มองเห็นสิ่งเดียวกัน
โดยไม่ได้นัดหมาย...
หลินลู่ผู้เป็นพ่อและพี่ชายทั้งสาม รวมไปถึงหลินถัง ต่างคีบเนื้อชิ้นโตใส่ลงในชามของหลี่ซิ่วลี่อย่างพร้อมเพรียงกัน
“แม่หนูเธอกินด้วยสิ ทุกคนมีกินกันหมด จะให้เธออดคนเดียวได้ยังไง” หลินลู่พูดพลางขมวดคิ้วบนใบหน้าตอบๆ ของเขา
“นั่นสิครับแม่ ถ้าแม่ไม่กิน พวกเราพี่น้องจะกลืนลงได้ยังไง นี่มันเหมือนตบหน้าพวกเราชัดๆ”
“ใช่ๆ ถึงพวกผมจะอด แต่แม่ต้องได้กินนะครับ!”
หลังจากที่พี่ชายทั้งสามพูดจบ หลินถังก็เสริมขึ้นบ้าง
“พ่อกับพวกพี่ชายพูดถูกแล้วค่ะแม่ แม่ต้องกินนะ เนื้อในชามหนูมีตั้งเยอะแยะ!”
หลี่ซิ่วลี่ยังไม่ทันตั้งตัว ในชามของเธอก็เต็มไปด้วยชิ้นเนื้อจากคนในครอบครัว ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในหัวใจ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
ความเหนื่อยยากและร่องรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้าดูเหมือนจะจางหายไปเพราะรอยยิ้มแห่งความสุขนี้
คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก? ขอแค่มีคู่ชีวิตที่รู้ใจ มีลูกหลานที่กตัญญู เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่เธอทุ่มเทลงไป ไม่สูญเปล่าเลยจริงๆ
หลี่ซิ่วลี่กลืนก้อนสะอื้นแห่งความตื้นตันลงคอ แล้วหันไปพูดกับหลินถังก่อน
“ยัยลูกบื้อคนนี้นี่ กินของตัวเองไปเถอะน่า มันฝรั่งนี่ก็อร่อยจะตาย น้ำซุปเนื้อซึมเข้าไปจนชุ่ม แม่ชอบกินแบบนี้แหละ”
เมื่อเทียบกับสองปีก่อน ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
ถึงจะยังกินไม่อิ่มท้องทุกมื้อ แต่อย่างน้อยในแม่น้ำก็ยังมีน้ำ
พืชผลในไร่นาก็ยังพอเติบโตได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายกันเหมือนเมื่อก่อน
พูดจบ เธอก็หันขวับไปมองลูกชายทั้งสามคน น้ำเสียงเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นดุดันทันที
“พวกแกก็รีบกินของตัวเองไป ฉันโตป่านนี้แล้ว จะกินอะไรฉันรู้ตัวเองดี
มีเนื้อให้กินแล้วยังจะเรื่องมาก กินเนื้อไม่กระตือรือร้น สมองคงมีปัญหา... ฉันคลอดเจ้าพวกหัวทึบแบบพวกแกออกมาได้ยังไงกันนะ?”
สามหนุ่มหัวทึบ: “...” พวกเขาทำอะไรผิดเนี่ย?
โจวเหมยเคี้ยวเนื้อตุ๋นในปากด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขจนแก้มตุ่ย ก่อนจะรีบกลืนลงท้องแล้วพูดทั้งที่ปากยังมันแผล็บ
“แม่พูดถูกที่สุดเลยค่ะ กินเนื้อไม่กระตือรือร้น สมองต้องมีปัญหาแน่ๆ อย่างฉันนี่สิหัวดี ฉลาดหลักแหลมสุดๆ”
เรื่องกินเนื้อ เธอสู้งานเร็วกว่าใครเพื่อน!
หลี่ซิ่วลี่: “...” หน้าของสะใภ้คนนี้ทำด้วยอะไรกันนะ?
ต่อให้เอาดาบมาแทงก็คงไม่ระคายผิวหน้าหนาๆ นั่นแน่
หลี่ซิ่วลี่คร้านจะต่อปากต่อคำกับลูกสะใภ้จอมตะกละ จึงตัดบท “เอาล่ะๆ รีบกินกันเถอะ”
พวกเด็กๆ ต่างก้มหน้าก้มตากัดกินเนื้ออย่างมีความสุข ดวงตาเป็นประกายวาววับ
ใบหน้าเล็กๆ แทบจะจมลงไปในชาม กินกันอย่างมูมมามด้วยความเอร็ดอร่อย
ฮือออ... เนื้อนี่มันอร่อยน้ำตาไหลจริงๆ!!
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว
ในที่สุดหลี่ซิ่วลี่ก็ยอมยกเลิกคำสั่งกักบริเวณหลินถังเสียที
เจ้าหางน้อยที่คอยตามติดเธอแจก็เลิกตามประกบแล้วเช่นกัน
เรื่องของเรื่องก็คือ...
แม้หลินถังจะอ้างว่าไก่ป่ากับกระต่ายนั้นเก็บได้ที่ตีนเขา แต่หลี่ซิ่วลี่แม้ปากจะไม่พูดคัดค้าน แต่ในใจกลับไม่เชื่อน้ำคำลูกสาวสักนิด
ดังนั้นเธอจึงสั่งกำชับโก่วตั้น ให้คอยจับตาดูหลินถังเอาไว้
แถมยังย้ำนักย้ำหนาอีกหลายรอบว่า ห้ามให้หลินถังขึ้นเขาเด็ดขาด
สถานการณ์เฝ้าระวังนี้ดำเนินต่อเนื่องจนกระทั่งแผลที่ท้ายทอยของหลินถังหายสนิท หลี่ซิ่วลี่ถึงยอมผ่อนปรนกฎเหล็กนี้ลง
ชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนต้องพึ่งพาแต้มค่าแรงในการดำรงชีวิต แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็ยังต้องไปช่วยถอนหญ้าในแปลงนา
ต่างก็เฝ้ารออย่างมีความหวังว่าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ที่บ้านจะมีเสบียงเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
วันนี้
โก่วตั้นเห็นว่าผ้าพันแผลบนหัวของอาเล็กถูกถอดออกแล้ว
หลังจากวิ่งไปถามย่าและได้รับคำยืนยัน เขาก็เลิกเดินตามติดหลินถังเป็นเงาตามตัวเสียที
หลินถังพักฟื้นมานานขนาดนี้ แผลที่ท้ายทอยหายดีไปตั้งนานแล้ว
แต่หลี่ซิ่วลี่ขี้กังวล บังคับให้เธอพักต่ออีกหลายวันเพื่อความชัวร์
เมื่อร่างกายกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ ก็ถึงเวลาที่หลินถังจะต้องลงแรงหาแต้มค่าแรงบ้างแล้ว
เรื่องทำงานแลกแต้ม เธอไม่ได้กลัวความลำบาก
เพียงแต่... เธอไม่อยากทำ
เธอรู้ซึ้งดีว่า ต่อให้ทำงานหนักสายตัวแทบขาดได้แต้มเต็มทุกวัน อย่างมากก็แค่พอให้กินอิ่มได้แค่เจ็ดส่วน
สิ่งที่มากไปกว่านั้นอย่างพวกลูกอม ไข่ไก่ หรือเนื้อสัตว์... อย่าหวังว่าจะได้แตะ
เสื้อผ้าใหม่ๆ หรือรถจักรยาน ยิ่งเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
ในอีกหลายปีข้างหน้า คนทำธุรกิจการค้าอาจจะได้รับการยกย่อง
แต่ในเวลานี้ การได้กินข้าวหลวงคือเกียรติยศสูงสุด
ขอแค่ได้เป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือน มีตั๋วแลกของ แถมไม่ต้องตากแดดตากลมทำไร่ไถนา ใครบ้างจะไม่อยากเป็นคนงานในเมือง?
หลินถังตัดสินใจแล้วว่าวันพรุ่งนี้เธอจะลองเข้าไปดูลาดเลาในตัวอำเภอเสียหน่อย ไม่ได้หวังว่าจะหางานได้ทันทีปุบปับ
แต่อย่างน้อยก็ต้องไปสำรวจลู่ทาง
เธอจำเป็นต้องหางานทำ เพื่อที่จะได้หาข้ออ้างนำของดีๆ ในมิติระบบออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย
หลินถังเรียกเปิดหน้าต่างระบบ ทันใดนั้นหน้าจอลอยตัวโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ชื่อ: หลินถัง]
[เพศ: หญิง]
[อายุ: 16 ปี]
[คะแนนสะสม: 39]
[ไอเทมในคลังระบบ: เนื้อหมู 2 ชั่ง, เส้นหมี่ 1 ห่อ, แปรงสีฟัน 3 ด้าม, มอลต์สกัด 1 กล่อง, ไข่ไก่ 1 ชั่ง]
[จบบท]