บทที่ 21: มือเดียวหิ้วประตู ภาพลักษณ์สาวน้อยบอบบางพังทลาย
หลินถังจ้องมองเนื้อหมูสามชั้นที่มีชั้นไขมันและเนื้อแดงแทรกสลับกันอย่างสวยงามในมิติระบบด้วยแววตาเป็นประกาย น้ำลายแทบจะไหลออกมาด้วยความอยากกิน
ทว่า... เธอไม่มีข้ออ้างดีๆ ที่จะนำมันออกมาทำอาหารกินในตอนนี้เลย
ยังนับว่าเป็นโชคดีที่มิติระบบมีฟังก์ชันช่วยคงสภาพความสดใหม่ของอาหารเอาไว้ ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องมานั่งกลุ้มใจเสียดายของเป็นแน่
หลังจากนั่งถอนหายใจด้วยความเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตัดสินใจปิดหน้าต่างระบบลงเพื่อตัดใจ
สภาพอากาศในวันนี้ร้อนอบอ้าวอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ยังไม่เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ แต่ดวงอาทิตย์กลับสาดแสงแรงกล้าจนแสบผิว
เพียงแค่สวมชุดฤดูใบไม้ผลิเนื้อบาง เหงื่อกาฬก็ยังไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้าไม่หยุดหย่อน
เมื่อนึกถึงพ่อกับแม่และพี่ชายที่กำลังทำงานตากแดดอยู่ในทุ่งนา คิ้วเรียวสวยของหลินถังก็ขมวดเข้าหากันด้วยความเป็นห่วง
เมื่อคำนึงถึงว่าวันนี้ทุกคนในครอบครัวไม่ได้พกน้ำดื่มติดตัวไปมากนัก เธอจึงตั้งใจว่าจะเอาน้ำไปส่งให้ที่แปลงนา
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องครัว หลินถังพลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานพี่ชายสามเก็บมะนาวป่ากลับมาให้เธอเล่นลูกหนึ่ง
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินถังจึงตัดสินใจทำน้ำมะนาวรสเปรี้ยวอมหวานไปส่งให้ทุกคนคลายร้อน
มะนาวในป่าแถบนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเปรี้ยวจี๊ด แค่ผ่าออกมา กลิ่นเปรี้ยวที่ลอยเตะจมูกก็ทำให้คนได้กลิ่นรู้สึกเข็ดฟันขึ้นมาทันที
ด้วยรสชาติที่เปรี้ยวบาดจิตนี้เอง ทำให้คนเฒ่าคนแก่รวมถึงเด็กๆ ในหมู่บ้านไม่มีใครพิสมัยมันสักคน
หลินถังนำมะนาวไปล้างจนสะอาดแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ จัดการปอกเปลือกและแคะเมล็ดออกจนเกลี้ยง ก่อนจะใส่ลงในอ่างใบใหญ่
จากนั้นเธอก็ตักน้ำตาลทรายขาวที่หลี่ซิ่วลี่ผู้เป็นแม่เก็บรักษาไว้อย่างหวงแหนใส่ลงไปผสม เพียงเท่านี้น้ำมะนาวสูตรเร่งด่วนฉบับทำมือก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อปล่อยทิ้งไว้สักพัก น้ำเปล่าใสสะอาดในอ่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจางๆ ส่งกลิ่นหอมสดชื่น
หลินถังลองจิบชิมรสชาติเล็กน้อย รสหวานแทรกซึมในความเปรี้ยว และความเปรี้ยวก็ตัดรสหวานได้อย่างลงตัว รสชาติถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
เธอเทน้ำมะนาวใส่ลงในถังไม้ใบเล็ก แล้วปิดฝาให้มิดชิด
เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ เธอจึงหยิบชามติดมือไปด้วยอีก 2 ใบ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทุ่งนา
นับตั้งแต่ร่างกายผ่านการปรับเปลี่ยนสมรรถภาพ พลกำลังของหลินถังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ
เรี่ยวแรงของเธอในตอนนี้มีมากกว่าผู้ชายตัวโตเต็มวัยเสียอีก
ย้อนกลับไปเมื่อเช้าตรู่ของเมื่อวาน ตอนที่เธอยังตื่นไม่เต็มตาด้วยความงัวเงีย เธอเผลอกระชากประตูบ้านหลุดติดมือออกมาทั้งบานโดยไม่ทันระวัง
วินาทีนั้นคนในครอบครัวต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า
เมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองยืนหิ้วประตูไม้บานใหญ่ด้วยมือข้างเดียว ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของพ่อ แม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ รวมถึงหลานชายตัวน้อย หลินถังก็อยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขเหตุการณ์เมื่อวานเหลือเกิน
เธอกำลังสงสัยว่าที่แม่ไม่ยอมให้เจ้าโก่วตั้นมาเดินตามต้อยๆ เหมือนเคย อาจจะเป็นเพราะกลัวว่าเธอจะเผลอทำรุนแรงจนหลานขวัญเสียก็เป็นได้
มันช่าง... น่าอับอายจริงๆ
ต่อจากนี้ไป ภาพลักษณ์แม่นางฟ้าน้อยผู้อ่อนแอและบอบบางที่เธอเพียรสร้าง คงยากที่จะกอบกู้กลับคืนมาได้แล้ว เฮ้อ!
บรรยากาศในทุ่งนาเต็มไปด้วยผู้คนขยันขันแข็ง
หยาดเหงื่อของเหล่าสมาชิกคอมมูนหยดลงสู่ผืนดิน เสื้อผ้าที่สวมใส่เปรอะเปื้อนคราบดินโคลนจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม
เมื่อชาวบ้านเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลินถัง ใบหน้าของทุกคนต่างก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“ถังถังเอาน้ำมาส่งให้พ่อแม่กับพวกพี่ๆ หรือ แผลที่หัวหายดีแล้วใช่ไหม ช่างเป็นเด็กกตัญญูจริงๆ!”
“ส่งน้ำเสร็จแล้วก็รีบกลับเข้าร่มเถอะ แดดแรงขนาดนี้ประเดี๋ยวผิวจะเสียเอาได้ สาวๆ สมัยนี้เขากลัวแดดกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ฮ่าๆๆ”
“เฮ้อ พระอาทิตย์วันนี้ก็ดุเดือดเกินไป นี่เพิ่งจะเดือนอะไรเอง ฟ้าดินไม่ปรานีคนทำมาหากินเลยจริงๆ!”
หลินถังส่งยิ้มหวานตอบรับคำทักทาย ร้องเรียกคุณลุงคุณป้าไปตลอดทาง พร้อมกับสอบถามตำแหน่งที่พ่อแม่ทำงานอยู่ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น
จ้าวหงฮวาก้มหน้าก้มตาก้มถอนหญ้าติดต่อกันมาตลอดช่วงบ่าย ความปวดเมื่อยแล่นพล่านไปทั่วเอวและแผ่นหลังจนรู้สึกทรมาน
จังหวะที่เธอกำลังจะยืดตัวขึ้นพักเหนื่อย สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างอันคุ้นเคยของหลินถังเดินเข้ามา
เธอรีบหันไปร้องเรียกหลี่ซิ่วลี่ที่กำลังก้มหน้าทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้นทันที
“ซิ่วลี่ ถังถังลูกสาวเธอมาหาแหน่ะ...”
หลี่ซิ่วลี่ชะงักมือ
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นลูกสาวสุดที่รักของตัวเองจริงๆ
หญิงวัยกลางคนรีบปัดฝุ่นดินตามเนื้อตัว
เท้าก็ก้าวเดินสวนกลับไป หมายจะเข้าไปช่วยลูกสาวถือของ
ทว่า...
เมื่อเห็นลูกสาวหิ้วถังน้ำด้วยมือข้างเดียวอย่างทะมัดทะแมง ฝีเท้าเบาสบายราวกับถังใบนั้นไร้น้ำหนัก
หลี่ซิ่วลี่ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงวีรกรรมเมื่อวานที่ถังถังกระชากประตูหลุดติดมือออกมา
ภาพจำนั้นช่างติดตาตรึงใจ ลบอย่างไรก็ไม่ออกจริงๆ!!
“แม่จ๋า...” หลินถังไม่ได้สังเกตเห็นแววตาซับซ้อนของผู้เป็นแม่ เธอโบกมือเรียกแม่อย่างร่าเริง
หลินลู่และลูกชายคนอื่นๆ ก็ได้ยินเสียงใสเหมือนระฆังเงินของน้องสาว ต่างพากันหยุดมือจากงานตรงหน้า
โดยเฉพาะหลินชิงมู่ที่รีบวิ่งปรี่เข้ามาหาหลินถัง แย่งถังไม้ในมือเธอไปถือไว้เองทันที
“ถังถัง มาทำไมกันเนี่ย แดดเปรี้ยงขนาดนี้ เดี๋ยวหน้าก็ไหม้หรอก”
ปากบ่นแต่มือกลับถอดหมวกฟางบนหัวตัวเองมาสวมให้หลินถังอย่างรวดเร็ว
ปีกหมวกกว้างมากลงมาบดบังใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มจนมิด
หลินถังยกมือขึ้นจับหมวกให้เข้าที่ เผยให้เห็นดวงตากลมโตสุกใสคู่สวย “ฉันเอาน้ำมาส่งให้พวกพี่กินไงจ๊ะ”
หลินชิงมู่ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เขารีบเปิดฝาถังไม้ ใช้ชามตักน้ำขึ้นมาแล้วยกกระดกเข้าปากดังอึกๆ
สดชื่น!
รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่างลงตัว!
อร่อยเหาะ!
“น้องเล็ก นี่น้ำอะไรน่ะ ทำไมรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยถูกปากแบบนี้!”
หลินถังยิ้มตาหยี “ฉันเอามะนาวลูกที่พี่เก็บมาให้เมื่อวานมาแช่น้ำ แล้วก็เติมน้ำตาลลงไปนิดหน่อยจ้ะ”
พอพูดถึงน้ำตาล เธอก็แอบชำเลืองมองหลี่ซิ่วลี่ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
น้ำตาลกระปุกนั้นเป็นของดีก้นหีบที่แม่หวงนักหนา ในบ้านนี้มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละที่กล้าแตะต้อง
หลินชิงซานได้ยินน้องชายสามบอกว่าน้ำอร่อย ก็รีบเบียดตัวเข้ามาแย่งที่
เขาแย่งชามจากมือหลินชิงมู่ แล้วนั่งยองๆ ตักน้ำขึ้นมาหนึ่งชาม
ทว่ายังไม่ทันจะได้จรดปากลิ้มรส เขาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตเย็นยะเยือกแผ่ซ่านมาจากด้านหลัง
พอหันขวับไปมอง ก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเจอเข้ากับสายตาของพ่อตัวเอง!
ทำไมพ่อต้องจ้องเขาด้วยสายตาเหมือนเห็นศัตรูคู่อาฆาตขนาดนั้นด้วย น่ากลัวชะมัด
พอลองสังเกตดีๆ ก็พบว่าสายตาของพ่อจับจ้องอยู่ที่... ชามในมือของเขา
หลินชิงซานเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
เขาเลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย ก่อนจะยื่นชามส่งให้ผู้เป็นพ่ออย่างนอบน้อม
เจ้าสามก็ได้กินไปแล้ว ทำไมพ่อไม่ไปจ้องกดดันมันบ้างเล่า?
หรือเป็นเพราะหน้าเขาไม่ด้านพอเท่าเจ้าสามกันนะ?
หลินชิงสุ่ยเหลือบเห็นพี่ใหญ่โดนสยบจนอยู่หมัด ก็รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง รีบตักน้ำอีกชามส่งให้แม่ทันที
“แม่ ดื่มน้ำครับ!”
หลี่ซิ่วลี่ปรายตามองลูกชายคนรอง แอบชื่นชมในใจว่าเจ้านี่ยังพอมีความฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง
สองสามีภรรยายกน้ำขึ้นดื่ม ต่างก็รู้สึกว่ารสชาติเปรี้ยวหวานนี้ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ดีเยี่ยม
จากนั้น หนิงซินโหรวและโจวเหมยก็ได้ดื่มน้ำกันคนละชาม
“น้องเล็ก นี่เธอทำยังไงเนี่ย รสชาติดีจังเลย ถ้าใส่น้ำตาลเพิ่มอีกหน่อยคงจะอร่อยกว่านี้อีกนะ”
โจวเหมยเดาะลิ้นจ๊อบแจ๊บ ปากเปราะเริ่มวิจารณ์ไปเรื่อยตามนิสัยเดิม
หลี่ซิ่วลี่หน้าตึงขึ้นมาทันที ตวาดสายตาไปทางหลินชิงสุ่ย
“เจ้าสอง ดูแลเมียแกให้ดีๆ หน่อย ถ้าหล่อนยังไม่รู้จักสงบปากสงบคำ ระวังฉันจะให้พ่อแกจัดการแกแทน”
เมียใครก็ให้คนนั้นจัดการ เอาเป็นว่าเธอไม่อยากจะยุ่งแล้ว
น่ารำคาญใจเสียจริง!
หลินชิงสุ่ย “??” ยืนอยู่ดีๆ งานก็เข้าเฉยเลย!
เขาทำผิดอะไร?
ความผิดเดียวของเขาคงเป็นการเลือกเมียที่หน้าตา แต่ดันได้คนไม่มีสมองแถมปากเสียมาเป็นคู่ชีวิต
หลินชิงสุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลากแขนโจวเหมยให้เดินตามมา “กินน้ำเสร็จแล้วก็ไป ไปลงงานกับฉัน”
ชอบหาเรื่องใส่ตัวนัก สงสัยจะยังเหนื่อยไม่พอ
โจวเหมยยังอยากจะกินอีกสักชาม ร่างกายยังหันเข้าหาถังน้ำด้วยความอาลัยอาวรณ์
“เดี๋ยวสิพี่ ฉันยังอยากกินอีกสักชามนะ”
เธอก็แค่แนะนำน้องเล็กด้วยความหวังดี เธอผิดตรงไหนกัน?
หลี่ซิ่วลี่มองดูสะใภ้ตัวป่วนที่ชอบกวนอารมณ์เดินจากไป ความขุ่นมัวในอกถึงค่อยจางลง
“ถังถัง ลูกไม่ต้องไปฟังเสียงนกเสียงกาของพี่สะใภ้รองหรอกนะ แม่ว่ารสชาติแบบนี้กำลังดีเลย เปรี้ยวหวานชื่นใจ ถ้าหวานเกินไปมันจะเลี่ยน ยิ่งกินยิ่งหิวน้ำเปล่าๆ”
ลูกสาวเพิ่งจะเคยเข้าครัวทำของกินเป็นครั้งแรก จะให้ใครมาทำลายความมั่นใจไม่ได้เด็ดขาด
หนิงซินโหรวก็รีบช่วยเสริม “แม่พูดถูกแล้วจ้ะ พี่ก็ว่าอร่อยมากเลยนะ”
ความเปรี้ยวแบบนี้ไม่เหมือนกับน้ำบ๊วยเปรี้ยวที่เธอเคยรู้จัก มันมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ทำให้เธอชอบมาก
หลินชิงมู่มองน้องสาวด้วยสายตาชื่นชม “ถังถังฉลาดจริงๆ ผลไม้ที่แม้แต่หมายังเมิน เธอกลับเอามาทำเป็นน้ำดื่มรสวิเศษได้ เก่งมาก!”
หลินลู่และหลินชิงซานหมดคำจะชมแล้ว ได้แต่พยักหน้าสนับสนุนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
หลินถัง “...” รู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว!
หลังจากส่งน้ำเสร็จ เธอก็ถูกคนในครอบครัวไล่ให้กลับบ้าน
ส่วนถังใบนั้น เนื่องจากยังมีน้ำเหลืออยู่ จึงถูกเก็บเอาไว้ที่นี่
หลินถังเพิ่งจะเดินขึ้นมาบนคันนา ก็ต้องประจันหน้ากับคนที่เดินหาบปุ๋ยคอกสวนทางมา คนคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคู่ปรับตัวฉกาจของเธออย่างหวังเจาตี้นั่นเอง
นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่า ไม่ใช่ศัตรูไม่โคจรมาพบกันจริงๆ
[จบบท]