บทที่ 214: หล่อร้ายภายใต้กรอบแว่น
หลินถังพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ใช่ค่ะ พี่สามคิดว่ายังไงบ้าง”
ดวงตาของหลินชิงมู่เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที มือหยาบกร้านเอื้อมไปขยี้ศีรษะของน้องสาวด้วยความมันเขี้ยว
“ใช้ได้เลย! สมกับที่เป็นน้องสาวพี่จริงๆ สมองนี้ทำไมถึงได้ฉลาดหลักแหลมขนาดนี้นะ”
ฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการทำงานหนักทำให้ผมของหลินถังฟูฟ่องไม่เป็นทรง
หลินชิงมู่เพิ่งรู้สึกตัว แววตาฉายความรู้สึกผิดวูบหนึ่ง
พอเห็นว่าน้องสาวไม่ได้ทันสังเกต เขาก็รีบเนียนยื่นมือไปกดๆ ผมให้ลงมาเหมือนเดิม
เส้นผมนุ่มสลวยนั้นช่างดื้อรั้น มันชี้โด่เด่ท้าทายสายลม ไม่ยอมเรียบลงง่ายๆ
หลินถังเบิกตากลมโตจ้องมองพี่ชายอย่างคาดโทษ แก้มป่องพองลม
“พี่สาม! ขยี้ทีเดียวก็พอแล้ว ทำไมต้องซ้ำสองรอบด้วย มันยุ่งจนฉันต้องหวีใหม่อีกรอบเลยนะเนี่ย”
หญิงสาวตัวน้อยดูราวกับลูกแมวขู่ฟ่อ ขนฟูฟ่อง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่ท่าทางแง่งอนนั้นกลับดูน่ารักน่าเอ็นดูจนคนมองใจอ่อนยวบ
หลินชิงมู่ถูนิ้วมือไปมา แสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“อ้อ...”
อะแฮ่ม เขาพยายามจะจัดทรงคืนให้แล้วนะ
หลังจากหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ หลินชิงมู่ก็พาหลินถังเดินชมรอบหน่วยขนส่ง
หลินถังยิ้มหวานละมุน นัยน์ตาฉายแววสดใสและสง่างามในคราวเดียว
ร่างบอบบางเข็นจักรยานเดินเคียงข้างพี่ชาย กลายเป็นภาพทิวทัศน์งดงามที่ใครเห็นต้องเหลียวหลัง
เพียงแค่เธอปรากฏตัว ก็สามารถลบคำครหาและความดูถูกที่ซ่อนลึกในใจของบางคนที่มีต่อหลินชิงมู่จนหมดสิ้น
บางคนถึงกับเก็บไปคิดในใจว่า คนชนบทเริ่มดูดีมีสง่าราศีกว่าคนงานในเมืองอย่างพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
หลินชิงมู่เองก็สัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านั้น
ชายหนุ่มหลุบตาลง มุมปากยกยิ้มบางเบา
โลกใบนี้ก็เป็นเสียอย่างนี้ ผู้คนมักมองที่เปลือกนอก ให้เกียรติอาภรณ์หรูหราก่อนตัวบุคคล
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมา ลมพัดเอื่อยเฉื่อยช่วยคลายความร้อนรุ่มในใจผู้คนได้บ้าง
บริเวณหน้าประตูหน่วยขนส่ง
หลินชิงมู่ทอดสายตามองน้องสาวที่ตัวเล็กกว่าเขาเกือบช่วงศีรษะด้วยความอ่อนโยน เอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ระหว่างทางระวังตัวด้วยนะ รอพี่ขับรถเป็นเมื่อไหร่ จะขับไปหาเธอ”
การเข้ามาใช้ชีวิตในตัวอำเภอเพียงไม่กี่วันขัดเกลาให้หลินชิงมู่ดูสุขุมนุ่มลึกขึ้นมาก ความมุทะลุดุดันในแววตาจางหายไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด
สำหรับหลินถังแล้ว การมีความทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ขอเพียงไม่ปล่อยให้ความอยากได้อยากมีครอบงำจนขาดสติก็เพียงพอ
“อื้ม”
หลินถังรับคำ
เธอล้วงสมุดเล่มหนาขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นส่งให้พี่ชาย
“พี่เอาอันนี้ไปสิ ถ้าว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็เอามาเปิดอ่านดู น่าจะมีประโยชน์กับพี่นะ”
พูดจบ หลินถังก็โบกมือลา ขึ้นขี่จักรยานแล้วปั่นออกไป
หลินชิงมู่ยืนมองแผ่นหลังของน้องสาวจนลับสายตา ก่อนจะก้มลงมองสมุดในมือที่หนักอึ้งไปด้วยความรู้
หน้าปกสมุดดูธรรมดาสามัญ
ทว่าเมื่อเปิดออกดูก็พบความมหัศจรรย์ ทุกหน้าเต็มไปด้วยภาพวาดลายเส้นฝีมือประณีต
มันคือภาพโครงสร้างภายในของรถยนต์หลากหลายชนิด ด้านข้างมีลายมือเขียนคำอธิบายประกอบไว้อย่างชัดเจนและละเอียดลออ
พลิกดูไปได้เพียงไม่กี่หน้า ดวงตาของหลินชิงมู่ก็ลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจที่ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
เขาแทบอยากจะวิ่งตะโกนรอบสนามสักหลายๆ รอบเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจนี้
ช่วงเที่ยงวันแดดแรงจัด บนท้องถนนผู้คนบางตา
หลินถังปั่นจักรยานฝ่าเปลวแดด ความง่วงงุนเข้าจู่โจมจนหนังตาเริ่มหนักอึ้ง
เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองแฮนด์รถ อีกมือยกขึ้นปิดปาก หาวออกมาวอดใหญ่
ความง่วงทำให้น้ำตาเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาที่หางตา
“สหายหลิน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานน่าฟังดังขึ้นกะทันหันจากทางด้านหลัง
หลินถังสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไปมอง
รถจักรยานเสียหลักส่ายไปมาน่าหวาดเสียว
ยังไม่ทันที่เธอจะกระโดดหนี กู้ยิ่งโจวก็ก้าวเข้ามาประชิดตัว มือแกร่งคว้าเบาะท้ายรถเอาไว้แน่น
“ลงมาครับ”
เขาขมวดคิ้วเข้ม สั่งเสียงเข้มงวด
จักรยานคันใหญ่ที่ทั้งหนักและเทอะทะถูกชายหนุ่มสยบด้วยมือเพียงข้างเดียว ราวกับเขากำลังหิ้วรถของเล่นเด็ก
หลินถังรีบกระโดดลงมาอย่างว่าง่าย พยายามสลัดความง่วงทิ้งไป ปั้นหน้ายิ้มหวานจนตาหยี
“สหายกู้ กลับมาแล้วเหรอคะ”
อากาศร้อนอบอ้าว ใบหน้าขาวผ่องดุจหยกของเธอถูกแดดเลียจนขึ้นสีแดงระเรื่อ ราวกับแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี
ดวงตากลมโตคู่นั้นยังฉ่ำน้ำจากการหาว ดูใสกระจ่างราวกับหยาดฝนในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อกู้ยิ่งโจวสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น หัวใจที่เคยด้านชาไร้ความรู้สึกคล้ายถูกขนนกปัดผ่าน แผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่กลับทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้
“ครับ กลับมาแล้ว”
เสียงของชายหนุ่มแหบพร่าลงเล็กน้อย
คำทักทายง่ายๆ ว่า ‘กลับมาแล้ว’ ของหญิงสาว ก่อเกิดความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นในใจเขา เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดทว่าไม่อาจมองข้าม
หลินถังยิ้มแหย นวดแก้มตัวเองเรียกสติ
“สหายกู้ไปเมืองมณฑลราบรื่นดีไหมคะ”
กู้ยิ่งโจวพยักหน้า สันกรามคมสันขยับเกร็งเป็นเส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบ
“ราบรื่นมากครับ”
พูดจบ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอแกร่ง
“จะว่าบังเอิญก็ได้ ผมมีของฝากติดมือมาจากเมืองมณฑล คิดว่าสหายหลินน่าจะสนใจมาก”
เขายืนกอดอกมองหลินถังด้วยท่าทางผ่อนคลาย รอคอยคำถามจากเธอ
นัยน์ตาสีดำสนิทลึกล้ำ หางตาเฉี่ยวคมฉายแววดุดัน
ราวกับหุบเหวลึกที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง
ขนตายาวงอนของหลินถังกระพริบปริบๆ เธอโพล่งคำถามที่ทำให้กู้ยิ่งโจวถึงกับไปไม่เป็น
“...ทำไมคุณถึงไม่สวมแว่นตาล่ะคะ”
นับตั้งแต่พบกันครั้งแรก ครั้งหลังๆ มานี้คนตรงหน้าไม่เคยสวมแว่นตาที่ช่วยลดทอนความดุดันในแววตาของเขาอีกเลย
ยามไร้กรอบแว่นบดบัง รัศมีรอบตัวเขายิ่งดูเย็นชาและอันตรายขึ้นเป็นเท่าตัว
เพียงแค่ปรายตามองมานิ่งๆ ก็เล่นเอาคนถูกมองใจสั่นขวัญแขวน
กู้ยิ่งโจวชะงักกึก
ดูเหมือนจะตั้งรับไม่ทันกับคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยของเธอ
“อะแฮ่ม...”
ชายหนุ่มผู้ไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใดกลับต้องมาจนมุมกับคำถามนี้ ความขัดเขินแล่นริ้วขึ้นมา ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบ
หลินถังได้สติกลับมาทันควัน รีบแตะจมูกแก้เก้อ หัวเราะแห้งๆ
“...ฉันก็ถามไปเรื่อยเปื่อยค่ะ”
จะโทษใครได้ ก็ต้องโทษที่สหายกู้ยามสวมแว่นตานั้นดู ‘หล่อร้าย’ จนเกินต้านทาน ทำให้คนมองแล้วก็อยากมองอีกไม่รู้จักพอ
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ของที่คุณบอกว่าฉันจะสนใจคืออะไรเหรอคะ”
กู้ยิ่งโจวไม่ติดใจเอาความ เขาหยิบหนังสือพิมพ์สองฉบับออกมาจากกระเป๋าเดินทางใบย่อม
ยื่นส่งให้เธอ
น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ กังวานใสน่าฟัง
“คุณลองดูนี่สิครับ”
สีหน้าของหลินถังเปลี่ยนเป็นจริงจัง ในใจเริ่มคาดเดาบางอย่างได้
มือเรียวคลี่หนังสือพิมพ์ออก กวาดสายตามองปราดเดียว ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอคิดไว้จริงๆ
เพียงแต่ว่า...
หลินถังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาจับผิด
“สหายกู้ คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันส่งต้นฉบับไป”
ความลับของเธอรั่วไหลไปตอนไหนกัน
กู้ยิ่งโจวนิ่งเงียบไปอึดใจ สีหน้าฉายแววขัดเขินจางๆ
ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งใจแอบฟังบทสนทนาทางโทรศัพท์ของหญิงสาว แต่ด้วยหูทิพย์ที่ได้ยินไกลเกินมนุษย์มนา พรสวรรค์นี้กลับทำให้เขาดูไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษสักเท่าไหร่
หากกู้หรานและคนอื่นๆ รู้เข้าคงค่อนขอดในใจ “นายไม่ใช่พวกปากร้ายใจดำหรอกเหรอ เคยสะกดคำว่าสุภาพบุรุษเป็นด้วยหรือไง”
กู้ยิ่งโจวเม้มริมฝีปากบางเฉียบ เอ่ยเสียงเรียบ
“ต้องขอโทษด้วยครับ ก่อนหน้านี้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ ผมบังเอิญได้ยินคุณคุยโทรศัพท์”
หลินถังเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ
“??”
ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นพวกเขายืนห่างกันคนละโยชน์เลยไม่ใช่เหรอ
หลินถังใช้นิ้วมือลูบไล้หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์บทความของตนเอง สีหน้าเบิกบานราวกับดอกไม้บานยามเช้า
“เป็นอย่างนี้นี่เอง”
พูดพลางชูหนังสือพิมพ์ในมือขึ้น ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ
“หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ขอบคุณสหายกู้มากนะคะ”
ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะราบรื่นขนาดนี้ ความกังวลในใจพลันมลายหายไปสิ้น
มุมปากของกู้ยิ่งโจวยกยิ้มจางๆ อย่างรวดเร็ว
“สหายหลินไม่ต้องเกรงใจครับ ผมแค่บังเอิญติดมือมาด้วย”
เขาเลือกที่จะไม่เอ่ยถึงความจริงที่ว่า เพื่อหนังสือพิมพ์สองฉบับนี้ เขาถึงกับยอมเสียเวลารออยู่ที่เมืองมณฑลเพิ่มอีกตั้งสองวัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของคนอย่างเขาโดยสิ้นเชิง
หลินถังส่งเสียงตอบรับในลำคอ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ นิ้วชี้เรียวยาวเคาะที่ปลายคางเบาๆ อย่างใช้ความคิด
เธอพยักหน้าทำท่าเหมือนจะเข้าใจ
“ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องขอบคุณคุณอยู่ดีค่ะ”
แม้ถนนเส้นนี้คนจะไม่พลุกพล่าน แต่การยืนคุยกันนานๆ กลางแดดเปรี้ยงคงไม่ใช่เรื่องดี ทั้งสองพูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคก็แยกย้ายกันไปตามทาง
หลินถังนำจักรยานไปคืนที่เดิม และเดินกลับเข้าโรงงานพร้อมกับฉินซู่ชิง
ถึงเวลาเข้างาน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเร่งรีบของผู้คน
“ถังถัง คู่มือเล่มนั้นเธอแปลไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาติดขัดตรงไหนบ้างไหม”
ฉินซู่ชิงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
พอนึกถึงหน้าเชิดๆ ของพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคในโรงงาน เธอก็อยากจะแยกเขี้ยวใส่
คนพวกนั้น หยิ่งผยองกันเหลือเกิน
[จบบท]