บทที่ 25: คราวซวย
ยังไม่ทันที่หลินถังจะเดินไปถึงสหกรณ์ร้านค้า เธอก็สังเกตเห็นกลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนมุงดูเหตุการณ์บางอย่างอยู่บนถนนเบื้องหน้า เสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมาจากวงล้อมของฝูงชน
“...เขาเป็นพวกต้มตุ๋นค่ะ พี่ป้าน้าอาช่วยหนูแจ้งตำรวจที หนูไม่รู้จักผู้ชายคนนี้เลยจริงๆ พ่อของหนูเป็นผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า หนูไม่ใช่หลานสาวของเขานะคะ...”
ฉินซู่ชิงพยายามออกแรงสะบัดแขนอย่างสุดชีวิตเพื่อหวังจะให้หลุดพ้นจากการเกาะกุม ทว่าเรี่ยวแรงของหญิงสาวหรือจะสู้แรงบีบมหาศาลจากฝ่ามือหยาบกร้านของผู้ชายตรงหน้าได้ ใบหน้าสวยหวานเริ่มซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
นัยน์ตาของชายวัยกลางคนฉายความอำมหิตวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ระทมอย่างรวดเร็วเมื่อหันไปเผชิญหน้ากับไทยมุง เขาแสร้งทำน้ำเสียงหนักใจราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนลูกหลานดื้อรั้น
“ต้าฮวาหลานรัก อยากจะมีชีวิตสุขสบายลุงก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่อย่าถึงขั้นไม่ยอมรับพ่อแม่ตัวเองแบบนี้สิ การหนีออกจากบ้านมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเลยนะ รังแต่จะทำให้เสียชื่อเสียงเปล่าๆ กลับบ้านกับลุงเถอะนะ พ่อแม่เอ็งถึงจะจนไปหน่อย แต่พวกเขาก็รักและถนอมเอ็งเหมือนไข่ในหิน มีอะไรดีๆ ก็ประเคนให้เอ็งก่อนเสมอ เสื้อผ้าสวยๆ เอ็งอยากได้พวกเขาก็ตัดเย็บให้ อยากได้งานทำก็ยอมเสียเงินวิ่งเต้นหาให้ ต้าฮวา... คนเราทำอะไรต้องมีมโนธรรมบ้างนะ ไม่อย่างนั้นฟ้าดินจะลงโทษเอาได้...”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำตัดพ้อที่ดูน่าสงสารของชายคนนั้น สายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังฉินซู่ชิงก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางลบ
“แม่หนูคนนี้ทำไมรังเกียจความจนบูชาความรวยแบบนี้ล่ะ พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูมาแท้ๆ ทำตัวแบบนี้มันต่างอะไรกับพวกเนรคุณ”
“นั่นสิ เชื่อลุงเขาแล้วกลับบ้านไปเถอะ จะเอาแต่ใจตัวเองก็ควรมีขอบเขตบ้าง”
“ดูจากเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมกับรองเท้าหนังที่ใส่อยู่ พ่อแม่คงจะเลี้ยงดูมาดีจริงๆ นั่นแหละ คนเราต้องรู้จักกตัญญูนะหนู”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ ฉินซู่ชิงได้ยินคำกล่าวหาเหล่านั้นก็ร้อนรนจนน้ำตาแทบจะไหลพรากออกมา เธอไม่เคยประสบพบเจอกับสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจจนสติสตางค์เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
แขนขาของหญิงสาวเริ่มอ่อนแรง ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
“ไม่... ไม่ใช่นะคะ หนูไม่รู้จักคนคนนี้จริงๆ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ลุงของหนู ลุงแท้ๆ ของหนูไม่ได้อยู่ที่นี่ พ่อของหนูชื่อฉินหมินเซิง เป็นผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า ได้โปรดเถอะค่ะ ใครก็ได้ช่วยไปตามตำรวจให้หนูที!”
ชายวัยกลางคนยังคงรักษาบทบาทได้อย่างแนบเนียน สีหน้าของเขาดูขมขื่นและเป็นทุกข์ยิ่งกว่าเดิม
“ต้าฮวา ลุงขอร้องล่ะ เลิกเอาแต่ใจสักทีเถอะ แม่เอ็งตรอมใจเรื่องเอ็งจนต้องนอนโรงพยาบาลแล้วนะ กลับไปดูใจแม่กับลุงเถอะ...”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ดูจริงใจอย่างที่สุด จนสามารถชักจูงความรู้สึกของคนดูรอบข้างให้คล้อยตามได้อย่างง่ายดาย
“แม่หนูคนนี้ท่าทางจะถูกเลี้ยงมาแบบตามใจจนเสียคนแล้วมั้งเนี่ย คุณลุง ดูท่าทางแกคงไม่ยอมกลับไปดีๆ หรอก ถ้าคุณรีบก็น่าจะทำให้สลบแล้วแบกกลับไปเลยดีกว่า!”
“จริงด้วย เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้มีวิธีจัดการเฉพาะหน้า อย่ามัวแต่เสียเวลาเกลี้ยกล่อมอยู่เลย...”
คำแนะนำจากฝูงชนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“เอ่อ... จะดีเหรอครับ”
ชายคนนั้นทำสีหน้าลำบากใจ เขาจ้องมองฉินซู่ชิงด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ ราวกับไม่อยากทำรุนแรงกับหลานสาวสุดที่รักแม้แต่น้อย แต่ทว่ามีเพียงฉินซู่ชิงคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็นความโหดเหี้ยมและไอสังหารที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
หญิงสาวรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ปากก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแข่งกับเสียงรอบข้าง
“เขาเป็นพวกค้ามนุษย์! หนูไม่รู้จักเขาจริงๆ ทำไมพวกคุณถึงไม่เชื่อหนูเลย พ่อของหนูชื่อฉินหมินเซิง แม่ชื่อเฝิงฮุ่ย ตัวหนูชื่อฉินซู่ชิง ไม่ใช่ต้าฮวาอย่างที่เขาพูด ได้โปรดเถอะค่ะ ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจให้หนูหน่อย!”
ชายคนนั้นสวมวิญญาณนักแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทอง ตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงปวดร้าว
“ต้าฮวา! ลุงขอร้องล่ะ หยุดโกหกสักทีเถอะ เอ็งหลอกพ่อหลอกแม่ หลอกพี่น้อง หลอกปู่ย่าตายาย... นี่ออกมาข้างนอกยังจะมาหลอกคนอื่นอีก ทำไมเอ็งถึงกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะแบบนี้ ลุงผิดหวังในตัวเอ็งจริงๆ!”
พูดจบน้ำตาเม็ดโตก็ไหลพรากอาบสองแก้ม เรียกความเห็นใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านรอบๆ ต่างปักใจเชื่อคำพูดของเขาจนหมดสิ้น ต่างพากันยุให้ชายคนนั้นจัดการทำให้เด็กสาวสลบแล้วพากลับไปเสีย
แม่หนูคนนี้ฤทธิ์เยอะเหลือเกิน นิสัยก็ดูจะไม่ยอมให้ใครมาควบคุมง่ายๆ หากไม่พากลับไปอบรมสั่งสอนให้ดี เกรงว่าโตไปจะเป็นภัยต่อสังคมเสียเปล่าๆ
ฉินซู่ชิงจ้องมองฝ่ามือที่กำลังง้างขึ้นสูงของชายแปลกหน้า หัวใจดวงน้อยดิ่งวูบลงสู่ความสิ้นหวัง เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ในเวลากลางวันแสกๆ ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ พวกแก๊งค้ามนุษย์จะกล้าลงมืออย่างอุกอาจถึงเพียงนี้
สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือความหวังดีของชาวบ้าน ที่กลับกลายเป็นอาวุธร้ายทิ่มแทงเธอและสนับสนุนโจรชั่วโดยไม่รู้ตัว
ในขณะนั้นเอง หลินถังเพิ่งจะเดินผ่านมาถึงบริเวณนั้น หางตาของเธอเหลือบไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ หน้าตาเหมือนพวกมิจฉาชีพกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่
เธอกำลังคิดจะแทรกตัวเข้าไปดูสถานการณ์ในฝูงชน แต่ทว่าหูเจ้ากรรมดันได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เสียก่อน
“เมื่อไหร่พี่เฮยจะเลิกเล่นละครสักที แค่ฟาดนังเด็กนั่นให้สลบแล้วลากตัวไปเลยไม่ได้หรือไง จะยืดยาดไปถึงไหน” หญิงวัยกลางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับบ่นกระปอดกระแปดด้วยความหงุดหงิด หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป เกิดมีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาจะทำอย่างไร
ชายอีกคนกลอกลูกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยปลอบ “ใจเย็นน่า พี่เฮยแกรู้ลิมิตดี ไม่พลาดหรอก คอยดูสิ เดี๋ยวแกก็ลงมือแล้ว”
หลินถังได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดเจน
ชัดเจนเลยว่าสองคนนี้คือพวกหน้าม้าแก๊งเดียวกันกับคนที่ก่อเรื่องอยู่กลางวงล้อม ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมสถาบันของเธอไปทำอีท่าไหน ถึงได้ตกเป็นเป้าหมายของคนพวกนี้ได้
เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว หลินถังจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสะกิดไหล่ของผู้หญิงคนนั้นเบาๆ
“มีอะไร?” หญิงวัยกลางคนหันขวับกลับมาตวาดเสียงแข็งด้วยความตกใจ
หลินถังคิดในใจ : อยากจะซัดหน้าป้าสักทีไง!
ทว่าทันทีที่หญิงคนนั้นเห็นใบหน้าสวยหมดจดของหลินถัง ดวงตาที่ขุ่นมัวเมื่อครู่ก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
สวรรค์ทรงโปรดแท้ๆ เจอสินค้าเกรดพรีเมียมอีกคนแล้ว งานนี้รวยเละแน่
ความโลภฉายชัดอยู่ในดวงตาเมื่อจินตนาการถึงจำนวนเงินมหาศาลที่จะได้รับ เพียงชั่วพริบตาเดียว หล่อนก็เปลี่ยนสีหน้าจากนางมารร้ายกลายเป็นป้าข้างบ้านผู้ใจดีได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ว่าไงจ๊ะแม่หนู มีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะมาถามทาง ป้าคุ้นเคยกับแถวนี้ดี อยากรู้อะไรถามป้าได้เลยนะ”
ปากพูดกับหลินถัง แต่สายตากลับส่งสัญญาณลับๆ ให้กับพรรคพวกข้างกาย
หลินถังเห็นปฏิกิริยาทุกอย่างแต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เธอตีหน้าซื่อทำท่าทางเอียงอายเหมือนเด็กสาวที่ไม่ทันโลก
“คือว่า... หนูจะไปสหกรณ์ร้านค้าน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าน้าพอจะรู้จักทางไหมคะ”
หญิงค้ามนุษย์เห็นว่าเหยื่อรายใหม่เป็นแค่เด็กสาวหัวอ่อนดูไร้พิษสง ในใจก็นึกดูแคลนทันที
“รู้จักสิจ๊ะ ป้ากับแฟนรู้จักทางไปสหกรณ์ดีเลยล่ะ พวกเรากำลังจะไปที่นั่นพอดี นี่ก็มัวแต่มายืนดูเขาตีกันเลยเสียเวลาไปหน่อย ก็แค่เด็กหนีออกจากบ้านแล้วผู้ใหญ่เขาตามมาเจอนั่นแหละ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก ไปกันเถอะ เดี๋ยวป้าพาไปส่งเอง”
หลินถังรู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกหน้าตาย แต่เธอก็ไม่คิดจะเปิดโปง
“ดีเลยค่ะ งั้นรบกวนด้วยนะคะ”
ว่าแล้วทั้งสามคนก็ออกเดินมุ่งหน้าไปทางสหกรณ์ร้านค้า
ชายหญิงคู่หูเดินนำหน้าด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง เก็บความดีใจไว้แทบไม่อยู่ ส่วนหลินถังเดินตามหลังเงียบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเลี้ยวพาเธอเข้าสู่ตรอกเล็กๆ ที่ลับตาคน เธอก็เดินตามเข้าไปโดยไม่ลังเล
ทันทีที่พ้นจากสายตาของผู้คนบนถนนใหญ่ ชายคนนั้นก็หันขวับกลับมายืนขวางปากทางตรอกเอาไว้ทันที ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นถมึงทึงและดุร้าย
“ในเมื่อเดินตามมาถึงที่นี่แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับออกไปง่ายๆ เลยนังหนู”
หลินถังเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับการกระทำที่ตรงไปตรงมาแบบไม่มีอ้อมค้อมของโจรสองคนนี้ แต่เมื่อตั้งสติได้ เธอก็คลี่ยิ้มหวานหยดย้อยส่งให้พวกมัน
“ดูท่าทางช่ำชองขนาดนี้ คงจะสร้างเวรสร้างกรรมมาเยอะสินะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงไม่ต้องเกรงใจแล้วล่ะ”
สิ้นเสียงหวาน ร่างเพรียวบางก็พุ่งตัวออกไป
เปรี้ยง!
เท้าของหลินถังประทับเข้าที่หน้าแข้งของชายคนนั้นเต็มแรง ลูกเตะนี้เธอใส่แรงไปเต็มสิบส่วนไม่มีกั๊ก
เสียง ‘กร๊อบ’ ดังสนั่นหวั่นไหว บ่งบอกว่ากระดูกขาได้หักสะบั้นลงแล้ว
“...อ๊ากกก!” เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ร่างท้วมจะทรุดฮวบลงและสลบเหมือดไปเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
หญิงคู่หูยังไม่ทันจะหายตกตะลึงกับภาพที่เห็น เพื่อนร่วมทีมก็ลงไปนอนกองกับพื้นเสียแล้ว ความหวาดกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ หล่อนรู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่หมูในอวยให้เคี้ยวเล่น
สัญชาตญาณสั่งให้หล่อนหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนี
แต่ทว่า หลินถังผู้ซึ่งมีความแค้นฝังหุ่นกับพวกแก๊งค้ามนุษย์มีหรือจะยอมปล่อยให้หล่อนรอดไปได้ง่ายๆ เธอตวัดขาขัดขาของหญิงคนนั้นจนเสียหลักล้มหน้าคว่ำ ก่อนจะตามไปกระทืบซ้ำที่ข้อเท้าจนหักผิดรูป
ยังไม่จบแค่นั้น ฝ่ามือบางแต่หนักหน่วงฟาดเข้าที่ท้ายทอยของหญิงคนนั้นอย่างแม่นยำ
ร่างของหญิงค้ามนุษย์กระตุกเกร็ง เสียงร้องยังไม่ทันได้หลุดออกจากลำคอก็แน่นิ่งไปตามกัน
จัดการเคลียร์พื้นที่เสร็จเรียบร้อย หลินถังก็รีบย้อนกลับไปที่จุดเกิดเหตุเดิม
ทางด้านฝูงชนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์
จังหวะที่ชายค้ามนุษย์ผู้สวมบทคุณลุงผู้แสนดีกำลังเงื้อสันมือหมายจะฟาดเข้าที่ต้นคอของฉินซู่ชิง จู่ๆ ก้อนหินก้อนหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง
ฉึก!
หินคมกริบบาดเข้ากลางฝ่ามือของมันอย่างจัง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาทันที
“โอ๊ย...” ชายคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พลางกุมมือที่บาดเจ็บไว้แน่น
สายตาอำมหิตตวัดมองไปทางต้นตอของก้อนหิน ก็พบกับหลินถังที่กำลังเดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม
“นังเด็กบ้า! แกหาเรื่องตายรึไง!”
หลินถังจ้องหน้ามันกลับด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง
“กล้าฉุดคนกลางวันแสกๆ ต่อหน้าธารกำนัล ฉันว่าแกนั่นแหละที่กำลังเต้นระบำอยู่บนปากหลุมศพ! เดี๋ยวนี้พวกแก๊งค้ามนุษย์มันกำเริบเสิบสานถึงขนาดนี้เชียวหรือ...”
ฉินซู่ชิงที่กำลังสิ้นหวัง เมื่อเห็นหลินถังปรากฏตัวขึ้น ดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที เธออาศัยจังหวะที่คนร้ายกำลังเสียสมาธิ พุ่งตัวชนมันจนเซถลา แล้วรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังหลินถังอย่างรวดเร็ว
[จบบท]