บทที่ 31: ของขวัญจากเพื่อนเก่าและครีมบำรุงผิวสูตรพิเศษ
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น แม่ของเธอยื่นคำขาดตั้งแต่เช้าตรู่ว่า หากการสอบครั้งนี้เธอไม่สามารถติดห้าอันดับแรกของระดับชั้นได้ ก็จงเตรียมตัวน้อมรับการจัดแจงเส้นทางชีวิตจากทางบ้านได้เลย
เด็กสาวอย่างเธอจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างหนัก พยายามยัดเยียดความรู้เข้าสู่สมอง...
เธอตื่นเช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นทุกคน และเข้านอนดึกกว่าใครๆ ในหอพัก
ทว่าด้วยสติปัญญาที่ไม่ได้เฉลียวฉลาดโดดเด่น การเรียนสำหรับเธอแล้วจึงเปรียบเสมือนกำแพงสูงชันที่ยากจะปีนป่าย จนบางครั้งความท้อแท้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ
แต่สำหรับหลินถังกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพื่อนคนนี้เป็นประเภทอัจฉริยะมาแต่กำเนิด
เพียงแค่ตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์บรรยายในห้องเรียน ต่อให้หลังเลิกเรียนจะไม่แตะหนังสือเรียนเลยสักนิด ก็ยังสามารถคว้าคะแนนอันดับหนึ่งมาครองได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ในปีนั้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตนเอง
กระทั่งวันหนึ่ง
ในช่วงเวลาที่ความเสียใจถาโถมเข้ามาจนเธอร้องไห้อย่างไม่อายใคร เธอนั่นเองที่เป็นฝ่ายรวบรวมความกล้าเข้าไปทักทายหลินถังก่อน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนสองคนกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน
หลินถังช่วยติวหนังสือให้เธออย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลาสองปี จนกระทั่งเธอสามารถสอบเข้าทำงานและมีชีวิตที่มั่นคงอย่างในวันนี้
ในสายตาของฟางเสี่ยวอวิ๋น หลินถังจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อนสนิท แต่ยังเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอ
หลินถังมองสบดวงตาคู่ใสกระจ่างที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของเพื่อนรัก ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานหยด
“พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่นา การช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ อีกอย่างเธอก็ช่วยฉันไว้ตั้งเยอะนะ”
ฟางเสี่ยวอวิ๋นคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงบอกให้หลินถังรอสักครู่
เธอหันไปกระซิบกระซาบกับพนักงานขายรุ่นพี่คนหนึ่งที่ดูมีราศีเหมือนหัวหน้างานเล็กๆ ก่อนจะก้มลงหยิบกระติกน้ำร้อนเหล็กเคลือบใบหนึ่งออกมาจากใต้เคาน์เตอร์
“ถังถัง กระติกน้ำร้อนใบนี้ถูกคัดออกเป็นสินค้ามีตำหนิ ไม่ต้องใช้คูปองแลกซื้อ เธอเอาไปใช้ไหม” ฟางเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหวังดี สายตาของเธออบอุ่นราวกับพี่สาวที่มองน้องสาว
หลินถังกวาดสายตามองวัตถุตรงหน้า มันคือกระติกน้ำร้อนเปลือกเหล็กพิมพ์ลายดอกไม้สีสันสดใส
ในยุคสมัยนี้ กระติกน้ำร้อนถือเป็นของใช้ที่ทันสมัยและหรูหราที่สุดอย่างหนึ่ง แม้แต่ชาวบ้านในตัวอำเภอเองก็ยังคิดหนักหากจะควักกระเป๋าซื้อ
เพราะของสิ่งนี้ราคาตั้งต้นอย่างน้อยก็ต้องสามหยวน ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
“กระติกใบนี้เธอตั้งใจเก็บไว้ใช้เองใช่ไหมล่ะ แล้วฉันจะไปรับของรักของหวงของเธอได้ยังไง” หลินถังยิ้มพลางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
เธอกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า “วันข้างหน้าพวกเรายังมีโอกาสเจอกันอีกเยอะ ถ้ามีของดีๆ เข้ามาอีกเมื่อไหร่ เธอค่อยเก็บไว้ให้ฉันวันหลังเถอะนะ”
ฟางเสี่ยวอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น รีบแย้งขึ้นทันที “ที่บ้านฉันมีใช้อยู่แล้ว อันนี้แม่ฉันกำชับให้เตรียมไว้ให้พี่ชายเฉยๆ ยังไม่รีบใช้หรอก เธอจำเป็นต้องใช้ก็เอาไปก่อนเถอะ”
ของสิ่งนี้มีประโยชน์มากจริงๆ สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน
พูดจบเธอก็วางกระติกน้ำร้อนลงบนตู้กระจกอย่างหนักแน่น แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าไม่คิดจะเก็บกลับคืน
หลินถังรู้นิสัยดื้อรั้นและจริงใจของเพื่อนคนนี้ดี จึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
วันนี้เธอถูกมัดมือชกให้รับของขวัญเป็นรอบที่สองแล้วสินะ
ฟางเสี่ยวอวิ๋นฉุกคิดถึงประโยคที่หลินถังพูดเมื่อครู่ว่า ‘วันข้างหน้ายังมีโอกาสเจอกันอีกเยอะ’ ดวงตาของเธอจึงเพ่งมองเพื่อนรักอย่างจับผิด
“ถังถัง เธอมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่า”
หลินถังไม่คิดว่าเสี่ยวอวิ๋นจะมีความรู้สึกไวขนาดนี้ เธอฝืนยิ้มกลบเกลื่อนพลางตอบว่า “อื้ม ที่ฉันมาหาเธอวันนี้ ก็เพราะอยากให้เธอช่วยดูหน่อยว่าแถวนี้มีที่ไหนเปิดรับสมัครคนงานบ้างไหม...”
ฟางเสี่ยวอวิ๋นถึงกับยืนตะลึงงันไป
“หางาน ทำไมล่ะ เธอไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรอกเหรอ” เธอถามเสียงสั่นด้วยความไม่แน่ใจ
“อื้ม พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ ก็เลยไม่ได้ไป” หลินถังตอบเสียงเรียบ
ขอบตาของฟางเสี่ยวอวิ๋นแดงก่ำขึ้นมาทันที น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
“เป็นไปได้ยังไง ถังถังเธอสอบได้คะแนนที่หนึ่งของทั้งอำเภอเลยไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่ได้ไปเรียนล่ะ นี่...นี่มันน่าเสียดายมากๆ เลยนะ สรุปแล้วมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่”
เธอหันข้างหลบสายตา สูดจมูกแรงๆ เพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าเสียใจแทนเพื่อนรักอย่างสุดซึ้ง
ฟางเสี่ยวอวิ๋นรู้ดีที่สุดว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดเหตุสุดวิสัยที่เกินกว่าจะต้านทานไหว หลินถังไม่มีทางล้มเลิกความฝันเรื่องมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน
เพราะในความทรงจำของเธอ ทุกครั้งที่หลินถังเอ่ยถึงรั้วมหาวิทยาลัย ดวงตาคู่นั้นจะเปล่งประกายเจิดจ้าเสมอ
หลินถังถอนหายใจยาวเหยียดหนึ่งเฮือก ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่ฟางเสี่ยวอวิ๋นเบาๆ เพื่อปลอบประโลม แล้วยิ้มให้พลางกล่าวว่า
“ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตัวฉันในตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้เหมือนกัน แต่ก็ช่างเถอะ แค่มหาวิทยาลัยเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า เธอขืนยังร้องไห้ไม่หยุด เพื่อนร่วมงานของเธอได้คว้าตาชั่งกับลูกคิดบนโต๊ะมาฟาดหัวฉันข้อหาทำพนักงานร้องไห้แน่”
ประโยคท้ายเธอแกล้งดัดเสียงล้อเลียนเพื่อสร้างบรรยากาศ
ฟางเสี่ยวอวิ๋นหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ถ้าพวกหล่อนกล้าตีเธอ ฉันนี่แหละจะขวางไว้เอง” เธอปาดหยดน้ำตาออกจากหางตาที่แดงช้ำ ทอดสายตามองหลินถังด้วยความปวดใจและสงสารจับใจ
เมื่อสังเกตเห็นว่าหลินถังไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องราวให้มากความ ฟางเสี่ยวอวิ๋นจึงพยายามข่มความรู้สึกแสบจมูกเอาไว้ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
“ช่วงนี้งานในอำเภอหายากเป็นพิเศษเลย พอมีโควตามาปุ๊บก็ถูกพวกมีเส้นสายล็อกตัวคนไว้หมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะคอยช่วยดูให้ ถ้ามีข่าวดีเมื่อไหร่จะรีบบอกเธอทันที”
น้องสาวที่อยู่บ้านข้างๆ อายุน้อยกว่าเธอปีหนึ่ง จนป่านนี้ก็ยังเตะฝุ่นหางานไม่ได้เลย
ทางบ้านเตรียมทั้งเงินทั้งเสบียงอาหารไว้รอวิ่งเต้นตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังหาโควตาลงไม่ได้
แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าในยุคนี้การจะหางานสักอย่างมันยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็นขนาดไหน
หลินถังแสดงสีหน้าซาบซึ้งใจ “งั้นคงต้องรบกวนเธอแล้วนะ”
ฟางเสี่ยวอวิ๋นยิ้มทั้งที่ดวงตายังแดงๆ “เราเป็นเพื่อนซี้กันนะ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก”
หลินถังเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว จึงเตรียมตัวกลับบ้าน
ระยะทางขากลับยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกกว่าชั่วโมง
“เริ่มเย็นแล้ว ฉันคงต้องกลับบ้านก่อน เอาไว้วันหลังเราค่อยนัดเจอกันใหม่นะ ฉันไม่รบกวนเวลาทำงานของเธอแล้ว” หลินถังเอ่ยลา
ในช่วงเวลานี้ กฎระเบียบในการทำงานยังไม่ได้เข้มงวดจนตึงเครียดนัก
หากมีคนรู้จักมาหา ก็สามารถพูดคุยทักทายกันได้สักพัก
แต่ถ้านานเกินไปก็ดูไม่งาม
ฟางเสี่ยวอวิ๋นรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้เพื่อนกลับ
เธอไม่ได้เจอหลินถังมานานมาก มีเรื่องราวตั้งมากมายที่อยากจะระบายให้เพื่อนฟัง
แต่เธอก็รู้ดีว่า วันนี้เวลาและสถานที่ไม่ค่อยอำนวยนัก
“ก็ได้ ครั้งหน้าถ้าเธอเข้ามาในตัวอำเภออีก ต้องแวะมาหาฉันนะ ฉันจะเลี้ยงเนื้อเธอเอง” ฟางเสี่ยวอวิ๋นจับมือหลินถังแน่น ย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแบบพี่น้อง
“ตกลง” หลินถังยิ้มรับคำสัญญา
วันหน้ายังมีโอกาสได้เจอกันอีกถมไป
“เดี๋ยวฉันเดินไปส่งเธอหน้าประตู”
ฟางเสี่ยวอวิ๋นหิ้วกระติกน้ำร้อน ทำท่าจะเดินออกจากเคาน์เตอร์
แต่หลินถังรีบยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้องหรอก เธอเข้าเวรอยู่นะ ทิ้งจุดประจำการตามใจชอบมันไม่เหมาะสม กระติกน้ำร้อนใบนี้ราคาเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายเงินให้เธอ ถ้าเธอไม่ยอมรับเงิน ฉันก็จะไม่รับของเหมือนกัน” สายตาของหลินถังแน่วแน่ สีหน้าจริงจังจนไม่อาจปฏิเสธได้
ในสถานการณ์การเงินตอนนี้ การซื้อกระติกน้ำร้อนดูจะเป็นการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลนัก
แต่ทว่า...
ข้อแรก การจะเจอ ‘สินค้ามีตำหนิ’ ที่ไม่ต้องใช้คูปองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ข้อสอง เธอได้ยินแม่บ่นอยากได้กระติกน้ำร้อนมาหลายครั้งแล้ว
ตอนนี้ของดีมาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ หากไม่คว้าไว้ ก็คงจะโง่เขลาเกินไปแล้ว
ถึงแม้ว่าการซื้อครั้งนี้จะผลาญเงินเก็บที่สะสมมาหลายปีไปเกือบเกลี้ยง แต่ขอแค่แม่มีความสุข มันก็คุ้มค่าที่จะจ่าย
ฟางเสี่ยวอวิ๋นเห็นหลินถังยอมรับของแล้ว ก็ดีใจจนยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย
“งั้นเธอให้มาสักหนึ่งหยวนห้าเหมาก็พอ”
สิ้นเสียงของเธอ พนักงานขายคนอื่นๆ ในร้านต่างพากันหันขวับมามองเธอด้วยสายตาเหมือนเห็นคนสติไม่ดี
ลดราคาขนาดนี้ เธอสู้ยกให้เขาฟรีๆ ไปเลยไม่ดีกว่ารึ
หลินถังทำหน้าอ่อนใจ ล้วงเงินสองหยวนออกมาใส่มือเพื่อน
“ฉันมีแค่สองหยวน มากกว่านี้ไม่มีแล้วนะ อ่ะ... นี่เป็นครีมทาผิวที่ฉันปรุงเอง ให้เธอเอาไว้แทนส่วนต่างราคาที่ขาดไปก็แล้วกัน” หลินถังยิ้มพลางยื่นของให้
หลังจากจ่ายค่าข้าวที่บ้านสกุลฉินไปสามเหมา ในกระเป๋าของเธอก็เหลือเงินอยู่แค่สองหยวนนี่แหละ
ครีมทาผิวที่มอบให้ เป็นของที่เธอลงมือทำเองที่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
ช่วงฤดูกาลนี้ อากาศแห้งแล้งเป็นพิเศษ
พอลมหนาวพัดมาที ผิวหน้าก็แห้งแตกจนแสบไปหมด
ช่วงหลายวันที่ถูกขังอยู่ในบ้านไม่มีอะไรทำ หลินถังจึงแอบทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใช้เอง
ด้วยองค์ความรู้มากมายที่ติดตัวมาจากโลกอนาคต การทำของพวกนี้สำหรับเธอแล้วก็ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ฟางเสี่ยวอวิ๋นรับไปพิจารณา มันเป็นตลับไม้ทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ บนฝาตลับแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง
แม้ตลับไม้จะไม่ได้ลงสีเคลือบเงา แต่มันกลับเผยความงามแบบธรรมชาติที่ดูเรียบหรูและมีรสนิยม
“ครีมทาผิวเหรอ” ฟางเสี่ยวอวิ๋นเปิดฝาออกดูด้วยความตื่นเต้น
ภายในบรรจุเนื้อครีมสีขาวเนียนละเอียดดุจน้ำนม
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโชยแตะจมูก
“หอมจังเลย” เธออุทานออกมาอย่างลืมตัว
“ถังถัง เธอนี่เก่งรอบด้านจริงๆ เลยนะ ครีมทาผิวของเธอกระปุกนี้กลิ่นหอมผู้ดีกว่าพวกครีมเกล็ดหิมะที่ขายในห้างตั้งเยอะ”
เธอตื่นเต้นจนแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะทดลองใช้
หลินถังระบายยิ้มบางเบา ดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในดวงตาคู่นั้นดูราวกับมีดวงดาวนับหมื่นพันกำลังส่องประกายระยิบระยับ
“แน่นอนอยู่แล้ว เธอเอาไปลองใช้ดูก่อนเถอะ ถ้าใช้หมดแล้วเดี๋ยวฉันทำมาให้อีก”
ดวงตาของฟางเสี่ยวอวิ๋นลุกวาวเป็นประกาย เธอพยักหน้ารัวๆ ด้วยความดีใจ
นิ้วชี้จิ้มเนื้อครีมขึ้นมาเล็กน้อย แล้วป้ายลงบนหลังมือ
สัมผัสแรกคือความชุ่มชื้นนุ่มนวล ผิวบริเวณที่ทาดูฉ่ำวาวและมีออร่าจางๆ เคลือบอยู่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปทานไปเองหรือเปล่า แต่มองดูแล้วผิวส่วนนั้นดูขาวกระจ่างใสขึ้นทันตาเห็น
[จบบท]