บทที่ 49: แขกผู้มาเยือนจากโรงงานทอผ้า
ทันทีที่ได้ยินเสียงตวาด หวังเจาตี้ก็ใจหายวาบ เธอรีบไต่ลงจากบันไดไม้ด้วยความลนลาน
“ฉัน... ฉันกำลังให้อาหารหมูอยู่หลังบ้านค่ะ เดี๋ยวจะรีบไป...” หญิงสาวตะโกนตอบเสียงสั่น
เสียงก่นด่าของอู๋ชุนฮวาขาดห้วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแผดเสียงดังขึ้นกว่าเดิมด้วยความโมโหสุดขีด “แกให้อาหารหมูต้องใช้เวลาเป็นปีเลยรึไง พื้นก็ไม่กวาด น้ำร้อนก็ไม่ต้ม จะรอให้ฉันไปกราบกรานปรนนิบัติแกหรือไงหา”
เพียงแค่คิดว่านังลูกตัวดีทำให้เธอต้องขายหน้าต่อหน้าหลี่ซิ่วลี่ มิหนำซ้ำยังโดนตบหน้าจนชาไปทั้งแถบ ความแค้นก็แล่นพล่านจนเธออยากจะฉีกอกนังเด็กเวรคนนี้ให้ตายคามือ
หวังเจาตี้ไม่กล้าโต้เถียงแม่แม้แต่ครึ่งคำ เธอรีบคว้าไม้กวาดมาก้มหน้าก้มตากวาดพื้นทันที
ทว่าอู๋ชุนฮวาก็ยังไม่พอใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ช่างไร้หูไร้ตาจริงๆ กวาดพื้นน่ะจะกวาดเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่รู้จักไปต้มน้ำร้อนก่อน อีกเดี๋ยวจินเป่าตื่นขึ้นมาก็ต้องใช้น้ำล้างหน้าล้างตา...”
หวังเจาตี้ไม่มีทางเลือก จำต้องวางไม้กวาดลงแล้วรีบวิ่งแจ้นเข้าครัวไปติดไฟต้มน้ำร้อน
ส่วนเรื่องความผิดปกติของบ้านตระกูลหลินที่เธอสงสัยก่อนหน้านี้ ก็ถูกความวุ่นวายตรงหน้ากลืนหายไปจนหมดสิ้น
ตัดภาพมาทางฝั่งบ้านตระกูลหลิน
หลังจากจัดการธุระปะปังในบ้านเรียบร้อย เสียงนกหวีดสัญญาณเรียกเข้างานก็ดังขึ้นพอดี
สมาชิกในครอบครัวต่างหยิบมันเทศนึ่งคนละครึ่งหัวติดมือ แล้วพากันเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาเพื่อสะสมแต้มค่าแรง
ครอบครัวตระกูลหลินเป็นครอบครัวใหญ่ ประกอบด้วยชายฉกรรจ์สี่คน หญิงสาวสี่คน และยังมีแก๊งเด็กน้อยหัวเท่ากำปั้นอีกสี่ชีวิต
ทุกครั้งที่ยกขบวนไปทำงานจึงดูเหมือนกองทัพย่อมๆ ที่เดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ สร้างความครึกครื้นให้แก่ผู้พบเห็น
ภาพเช่นนี้เป็นเรื่องชินตาในกองผลิตซวงซาน
ในยุคสมัยที่ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยแรงงานคน ความสำคัญของการมีลูกชายไว้สืบสกุลและช่วยงานจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
บ้านไหนมีลูกชายเยอะ ย่อมมีคนช่วยแบ่งเบาภาระ สมาชิกในครอบครัวก็พลอยมีความมั่นใจและยืดอกได้เต็มภาคภูมิ ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังแก
ระหว่างทางที่เดินไปนา เพื่อนบ้านหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งแบกจอบอยู่บนบ่าก็ยิ้มทักทายขึ้น “ซิ่วลี่ กินข้าวมาหรือยังจ๊ะ ทำไมวันนี้ออกจากบ้านกันเช้านักล่ะ”
หลี่ซิ่วลี่เงยหน้าขึ้นตอบด้วยรอยยิ้ม “กินเรียบร้อยแล้วจ้ะ บ้านเธอก็ออกมาไม่สายเหมือนกันนี่ อาศัยช่วงที่แดดยังไม่ร้อนจัด รีบจัดการงานในไร่นาให้เสร็จดีกว่า”
หากต้องรอให้ดวงอาทิตย์ลอยสูงจนแดดเปรี้ยง การทำงานคงกลายเป็นเรื่องทรมานจนแทบไม่อยากขยับตัว
ความจริงช่วงเวลานี้อากาศยังพอทนไหว อีกสักเดือนกว่าๆ อากาศจะเริ่มร้อนระอุ ถึงตอนนั้นการลงนาคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น
หญิงคนนั้นพยักหน้าเห็นด้วยทันที “นั่นสิเนอะ ออกจากบ้านเช้ากลับบ้านไว ถ้าต้องรอตะวันโด่งแล้วค่อยแบกหน้าไปทำงาน มีหวังผิวไหม้เกรียมกันพอดี ทรมานสังขารเปล่าๆ”
ช่วงนี้แม้จะมีงานในไร่นาให้ทำไม่น้อย แต่ก็ยังถือว่าเบากว่าช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหรือหว่านไถ
ขอเพียงจัดการงานที่ได้รับมอบหมายจากกองผลิตให้เสร็จสิ้น ก็สามารถกลับไปพักผ่อนได้
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะตื่นแต่เช้ามืด อาศัยช่วงเวลาที่อากาศยังเย็นสบายรีบลงนาทำงานให้เสร็จไวๆ
ตลอดเส้นทางสู่ทุ่งนา เสียงพูดคุยทักทายเซ็งแซ่ดังขึ้นเป็นระยะ ไม่นานนักครอบครัวตระกูลหลินก็มาถึงแปลงนาที่ได้รับมอบหมาย
หลี่ซิ่วลี่กำชับให้หลินถังพกกระติกน้ำติดตัวไว้ให้ดี พร้อมกับบรรจงสวมหมวกฟางให้ลูกสาวด้วยความทะนุถนอม
“ถังถัง ถ้าหิวน้ำก็ดื่มนะลูก เหนื่อยก็พัก ไม่ต้องฝืน บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนแต้มค่าแรงเล็กๆ น้อยๆ ของลูกหรอก อย่าหักโหมจนป่วยไข้ไปล่ะ”
“หนูรู้แล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง” หลินถังรับกระติกน้ำมาคล้องที่เอวอย่างทะมัดทะแมง
กระติกน้ำใบนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ทางบ้านยอมกัดฟันเจียดเงินจำนวนไม่น้อยซื้อให้เธอตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย
แม้จะผ่านการใช้งานมากว่าสองปีแล้ว แต่หลินถังก็ดูแลรักษามันอย่างดี จนสภาพยังดูใหม่เอี่ยมอ่อง
หลี่ซิ่วลี่พยักหน้าอย่างวางใจ ก่อนจะพับขากางเกงเดินย่ำลงไปในนาพร้อมกับหลินลู่ผู้เป็นสามี
ย่างเข้าเดือนพฤษภาคม ต้นข้าวสาลีในนาก็แตกใบเขียวขจี ชูยอดไสวรับลมดูสดชื่นมีชีวิตชีวา
ช่วงเวลานี้งานหลักในไร่นาคือการใส่ปุ๋ย ถอนหญ้า และกำจัดศัตรูพืช
แม้เมื่อวานจะเป็นครั้งแรกที่หลินถังได้ลงมือทำเกษตรจริงจัง แต่เพียงแค่ผ่านไปบ่ายเดียว เธอก็เรียนรู้และทำได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมืออาชีพ
หญิงสาวเป็นคนหัวไวและเฉลียวฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร แถมทักษะการลงมือทำก็เป็นเลิศ
บวกกับร่างกายที่ผ่านการปรับเปลี่ยนสมรรถภาพโดยระบบ ทำให้เธอมีพละกำลังและความอึดที่คนทั่วไปเทียบไม่ติด
งานในไร่นาพวกนี้สำหรับเธอแล้ว จึงง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
ไม่ต้องพูดถึงเหล่าชายฉกรรจ์ในบ้านตระกูลหลิน แม้แต่หลี่ซิ่วลี่และพี่สะใภ้ทั้งสองคนที่ทำงานมาทั้งชีวิต ก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับความเร็วของเธอ
“แม่คะ ดูถังถังสิคะ ทำไมถึงทำได้เร็วขนาดนั้น” โจวเหมย พี่สะใภ้รองลุกขึ้นปาดเหงื่อ พอเงยหน้ามองไปข้างหน้า ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นน้องสาวสามีทิ้งห่างพวกเธอไปไกลโข
แถมยังไล่จี้ติดกลุ่มของพ่อสามีไปติดๆ
มองมุมไหนก็ไม่เหมือนคนเพิ่งหัดทำนาเลยสักนิด
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองตาม แล้วก็ต้องชะงักไปด้วยความทึ่ง
แต่เพียงครู่เดียว เธอก็ตั้งสติได้ เช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วยืดอกภูมิใจ อ้าปากพ่นคำชมออกมาไม่หยุดหย่อน
“โอ๊ย ลูกสาวแม่นี่เก่งจริงๆ เรียนหนังสือก็เก่ง ทำไร่ทำนาก็คล่องแคล่ว จะหาลูกสาวที่ไหนได้ดิบได้ดีขนาดนี้อีก
ใครที่มันค่อนขอดว่าลูกสาวฉันเป็นหนอนหนังสือทำอะไรไม่เป็น น่าจะลากคอมันมาดูให้เห็นกับตา
ลูกสาวฉันเป็นหนอนหนังสือตรงไหน ถังถังของแม่เก่งสารพัดอย่างชัดๆ...”
โจวเหมยเพียงแค่เปรยขึ้นมาประโยคเดียว ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาทนฟังแม่สามีสาธยายความเก่งกาจของน้องสาวสามียาวเหยียดร่วมนาที
เธอได้แต่กระตุกมุมปากยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร
สุดท้ายจึงเลือกทำหูทวนลม นั่งลงถอนหญ้าต่อด้วยความตั้งใจ
ทุกจังหวะการลุกนั่งของเธอดูฮึกเหิมและรุนแรงราวกับจะระบายอารมณ์ลงไปกับวัชพืช
อย่าถามว่าทำไมเธอถึงดูตื่นเต้นขนาดนี้ เอาเป็นว่าเธอรักและผูกพันกับผืนดินแห่งนี้มากก็แล้วกัน
ผิดกับหนิงซินโหรว พี่สะใภ้ใหญ่ที่ยิ้มรับและช่วยเสริมคำพูดแม่สามีอย่างจริงใจ
“น้องเล็กไม่ใช่หนอนหนังสือแน่นอนค่ะ จะมีหนอนหนังสือที่ไหนฉลาดรอบรู้ขนาดนี้
แม่ไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดพล่อยๆ ของคนในหมู่บ้านหรอกค่ะ คนพวกนั้นก็แค่อิจฉาตาร้อน”
“ถังถังเป็นคนฉลาดหลักแหลม อนาคตข้างหน้าต้องสดใสแน่นอน แม่วางใจเถอะค่ะ”
สิ่งที่เธอพูดไม่ได้เป็นเพียงการเอาอกเอาใจแม่สามี แต่เธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
หลังจากผ่านอาการป่วยหนักมา น้องสาวสามีคนนี้ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอมีความคิดความอ่านที่เฉียบคมและเข้าใจโลกมากขึ้น
คนที่มีไหวพริบเช่นนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนย่อมเอาตัวรอดได้และมีอนาคตที่ดี
หลี่ซิ่วลี่ฟังแล้วหัวใจก็พองโตด้วยความสุข
ความรู้สึกนี้ช่างสดชื่นเหมือนได้ดื่มน้ำบ๊วยเย็นเจี๊ยบกลางฤดูร้อนที่อบอ้าว
ตั้งแต่ตอนที่หลินถังพลาดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เรื่องที่มีคนนินทาว่าร้ายลับหลัง
เธอรับรู้ทุกถ้อยคำ และไม่ใช่ว่าเธอไม่โกรธแค้น
แต่เพราะกลัวลูกสาวจะกระทบกระเทือนจิตใจ เธอจึงเลือกที่จะอดกลั้น ไม่โต้ตอบ และทำเป็นเมินเฉยต่อคนเหล่านั้น
ปล่อยให้พวกเขาหัวเราะเยาะ ปล่อยให้พวกเขาพ่นคำพิษร้าย...
ขอเพียงไม่มาพูดให้ระคายหูต่อหน้าลูกสาวของเธอ เธอก็พร้อมจะปล่อยผ่าน
แต่ในวันนี้ เมื่อเห็นหลินถังสามารถก้าวข้ามความผิดหวังและยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง
หัวใจคนเป็นแม่นอกจากจะสงสารจับใจแล้ว สิ่งที่มีมากกว่าคือความภาคภูมิใจ
สำหรับเธอและสามี ความปลอดภัยและความสุขของลูกสาวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ชื่อเสียงเกียรติยศ การได้เรียนมหาวิทยาลัยดัง หรือการได้งานทำโก้หรู... ทุกอย่างล้วนไร้ความหมายหากลูกต้องเป็นทุกข์
หลี่ซิ่วลี่มองแผ่นหลังของหลินถังที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุขและความรักใคร่ออกมาอย่างปิดไม่มิด
หนิงซินโหรวแอบมองแม่สามีแล้วพลันรู้สึกจุกแน่นในอกด้วยความรู้สึกบางอย่าง
เธอคิดถึงพ่อแม่และครอบครัวของเธอเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าในชั่วชีวิตนี้ จะมีโอกาสได้กลับไปพบหน้าพวกท่านอีกหรือไม่
บรรยากาศในทุ่งนาเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนมากมายก้มหน้าก้มตาทำงานในแปลงนาของตน
กลุ่มเด็กน้อยในชุดเสื้อผ้าเก่าซ่อมซ่อช่วยผู้ใหญ่ถอนหญ้าพลางส่งเสียงหัวเราะหยอกล้อกันเจี๊ยวจ๊าว สร้างสีสันให้ทุ่งนาดูมีชีวิตชีวา
ทันใดนั้นเอง ร่างของหลี่เจี้ยนไฉ รองหัวหน้ากองผลิตก็ปรากฏขึ้น
เขาเดินแกมวิ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นทุ่งด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
“หลินถัง! หลินถังอยู่ตรงไหน มีคนมาหาเธอแน่ะ
หลินถัง! มีคนมาขอพบ ได้ยินแล้วขานรับด้วย...”
แปลงนาที่หลินลู่กำลังทำงานอยู่ติดกับถนนพอดี เมื่อได้ยินเสียงรองหัวหน้ากองผลิตเรียกหาลูกสาว เขาจึงเงยหน้าขึ้นถามด้วยความฉงน
“รองหัวหน้า คุณว่ามีคนมาหาลูกสาวผมเหรอครับ”
หลี่เจี้ยนไฉหันมาเห็นหลินลู่ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายวาววับทันที
“ใช่แล้วพี่หลิน มีคนมาหาลูกสาวพี่จริงๆ คนที่มาน่ะคือผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าฝ้ายในอำเภอเชียวนะ
ลูกสาวพี่อยู่ไหนล่ะ รีบตามตัวให้เธอไปพบท่านเร็วเข้า”
เขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าหลินถังไปรู้จักมักคุ้นกับผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าได้อย่างไร เรื่องนี้น่าตกใจเกินไปแล้ว
นั่นมัน... นั่นมันถึงขั้นผู้อำนวยการโรงงานของรัฐบาลเลยนะ
ผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า... หลินลู่ยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
สมองของเขาหมุนติ้ว จับต้นชนปลายไม่ถูก
คนใหญ่คนโตระดับนั้นจะมีธุระอะไรกับถังถังลูกสาวของเขา
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่หลินลู่ก็รู้ดีว่าไม่ควรชักช้า เขาหันหน้าไปทางทิศที่ลูกสาวอยู่แล้วตะโกนเรียกสุดเสียง
“ถังถัง! มีคนมาหาลูกแน่ะ”
[จบบท]