บทที่ 51: จดหมายแนะนำตัว
“รับทราบค่ะ คุณอาหลิว” หลินถังเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานอย่างฉับไว ท่าทางที่เปิดเผยและดูจริงใจของหญิงสาวทำให้ผู้พบเห็นยากที่จะไม่รู้สึกเอ็นดูเธอ
ทว่าทางด้านหลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ผู้เป็นพ่อแม่กลับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ทำไมถึงมีเรื่องของตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยล่ะนี่
หลินถังเห็นพ่อแม่ทำหน้าไม่ถูกจึงหันไปอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ให้พวกท่านฟังที่ด้านข้าง
หลินลู่และหลี่ซิ่วลี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทั้งคู่ต่างก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง ในหัวของคนเป็นพ่อแม่รู้เพียงแค่ว่าลูกสาวสุดที่รักไปช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ แต่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรือรายละเอียดที่น่าหวาดเสียวอื่นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว คณะทั้งหมดก็พากันเดินออกจากที่ทำการกองผลิตเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลิน
บรรยากาศระหว่างทางเดินเต็มไปด้วยความสดใสเมื่อฉินซู่ชิงเดินเกาะแขนของหลินถังเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งรอบตัว
“หลินถัง ต้นไม้ต้นนั้นคือต้นอะไรเหรอ”
“นั่นคือต้นพุทราจ้ะ” หลินถังตอบเสียงเรียบ
“ต้นพุทราเหรอ มันจะมีลูกพุทราออกมาไหม แล้วลูกพุทราหน้าตาเป็นยังไง รสชาติหวานไหม ลูกใหญ่หรือเปล่า เธอเคยกินไหม”
คำถามรัวเป็นชุดทำเอาคนฟังแทบตั้งตัวไม่ทัน แต่หลินถังก็ยังใจเย็น “แน่นอนว่าต้องมีลูกออกมา ส่วนคำถามอื่นที่เธอถามมา เอาไว้รอให้ลูกพุทราโตเต็มที่ก่อน ฉันจะส่งไปให้เธอชิม แล้วเธอจะรู้คำตอบเอง”
“ตกลง ขอบใจมากนะหลินถัง”
“ไม่เป็นไรหรอก”
เดินไปได้อีกไม่ไกล เสียงใสแจ๋วก็ดังขึ้นอีกครั้ง “หลินถัง หลินถัง ดูตรงโน้นสิ ที่เป็นสีเหลืองๆ ทั้งแถบคืออะไร สวยจังเลย”
หลินถังมองตามนิ้วเรียวที่ชี้ไป เห็นทุ่งดอกไม้สีเหลืองอร่ามบานสะพรั่งรับแสงแดด “นั่นคือดอกกวางตุ้ง”
“ที่แท้มันก็คือดอกกวางตุ้งนี่เอง สวยงามจริงๆ เลย” แววตาของฉินซู่ชิงเต็มไปด้วยความเสียดาย หากเธอพกกระดาษและพู่กันมาด้วย คงได้นั่งวาดภาพเก็บความประทับใจนี้ไว้แล้ว
ตลอดระยะทางกลับบ้าน ฉินซู่ชิงทำตัวเหมือนเด็กน้อยขี้สงสัยที่มีคำถามนับแสนอยู่ในหัว เธอถามคำถามหลินถังไม่หยุดหย่อนราวกับเจ้าหนูจำไม
หลินถังเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญแต่อย่างใด เธอยิ้มตอบคำถามให้ฉินซู่ชิงทีละข้อด้วยความใจเย็น
ทุกคำถามที่ฉินซู่ชิงสงสัย หลินถังล้วนตอบได้เป็นฉากๆ ข้อมูลแม่นยำชัดเจน
บางคำถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชนบทที่แม้แต่ฉินหมินเซิงและหลิวกั๋วอันยังอึกอักไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เด็กสาวชาวบ้านคนนี้กลับตอบออกมาได้อย่างลื่นไหลและเข้าใจง่าย
ท่าทางมั่นใจ สง่างาม และเป็นธรรมชาติของเธอ ทำให้ปัญญาชนระดับหัวหน้าจากในอำเภอทั้งสองคนต้องหันมามองด้วยความทึ่งและชื่นชม
หลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ที่เดินตามมาสังเกตเห็นสายตานั้น พวกเขายืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจจนตัวแทบพอง
สมกับเป็นหลินถังลูกสาวพ่อจริงๆ
ดูเอาเถอะ...
แม้แต่ผู้นำระดับสูงจากในอำเภอยังต้องตกตะลึงในความเก่งกาจของลูกสาวเขา
ใช้เวลาเดินเท้าไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าคือบ้านดินธรรมดาๆ ลานบ้านที่ดูเรียบง่ายตามประสาชาวนา ไม่มีอะไรโดดเด่นหรูหรา เทียบไม่ได้เลยกับตึกรามบ้านช่องในตัวอำเภอ
แต่มันกลับสะอาดสะอ้าน อบอุ่น และดูมีชีวิตชีวามาก ข้าวของถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบแสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของบ้าน
“เชิญนั่งก่อนค่ะ ไม่ต้องเกรงใจนะ เดี๋ยวฉันจะไปเทน้ำมาให้” หลี่ซิ่วลี่เอ่ยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างกระตือรือร้น
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมการต้อนรับ
เนื่องจากภายในตัวบ้านค่อนข้างมืดเพราะหน้าต่างน้อยและไม่กว้างขวางนัก คนกลุ่มใหญ่จึงเลือกที่จะนั่งรับลมกันอยู่ที่โต๊ะหินในลานบ้าน
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย ฉินหมินเซิงก็เปิดประเด็นทันที “วันนี้ที่ผมพาซู่ชิงมาเยี่ยม ก็เพื่อจะมาขอบคุณนักเรียนหลินถังโดยเฉพาะครับ เรื่องราววีรกรรมพวกคุณคงได้ฟังจากนักเรียนหลินแล้ว การยื่นมือเข้าช่วยเพียงเล็กน้อยของเธอได้ช่วยชีวิตคนในครอบครัวของพวกเราไว้ ของพวกนี้เป็นของขวัญแสดงความขอบคุณ พี่หลินต้องรับไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่สบายใจและนอนไม่หลับแน่ๆ”
ฉินหมินเซิงวางของที่หอบหิ้วมาไว้บนโต๊ะหิน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้คนบ้านตระกูลหลินอย่างจริงจัง
การกระทำของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและสำนึกบุญคุณ
ทางสถานีตำรวจได้ทำการสอบสวนขยายผลออกมาแล้ว
แก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้เป็นพวกมืออาชีพที่ก่อเหตุมาโชกโชน จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต
พวกเขาใช้วิธีการล่อลวงแบบเดียวกันนี้ลักพาตัวหญิงสาวมาแล้วไม่น้อย
เหยื่อที่เคราะห์ร้ายจะถูกส่งต่อหลายทอดเพื่อขายไปเป็นภรรยาของคนยากจนในหุบเขาลึกที่กฎหมายเข้าไม่ถึง
หากใครกล้าขัดขืนหรือคิดหนี ก็จะถูกตีจนขาหักแล้วโยนทิ้งในป่าให้หมาป่ากิน ซึ่งเคยมีเหตุการณ์น่าสลดใจแบบนี้เกิดขึ้นจริง
วิธีการของพวกมันเลวร้ายผิดมนุษย์
หากฉินซู่ชิงลูกสาวสุดที่รักของเขาถูกจับไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีแต่ทางตายเท่านั้นที่รออยู่
ด้วยเหตุนี้ ฉินหมินเซิงจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของหลินถังอย่างที่สุด
นี่คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแก้วตาดวงใจของเขา
เพียงแค่คิดภาพว่าลูกสาวต้องตกไปอยู่ในมือคนเลวพวกนั้น หัวใจของคนเป็นพ่อก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
หลินลู่ไม่รู้ว่าฉินหมินเซิงคิดอะไรไปไกลถึงขนาดนั้นในชั่ววูบเดียว
ชายชาวนาผู้ซื่อสัตย์รีบลุกขึ้นยืนอย่างทำตัวไม่ถูก เขาขยับตัวหลบการคำนับด้วยความเกรงใจ ใบหน้าแดงก่ำ
“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอกครับท่านผู้นำ ลูกสาวผมแกเป็นเด็กดีอยู่แล้ว เรียนก็เก่ง นิสัยก็ดี ในเมื่อไปเจอเหตุการณ์เข้า แกก็ต้องช่วยแน่นอน พวกคุณไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกครับ” ปากบอกปัดแต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยชมหลินถังไปในตัว
เขาภูมิใจมาก
ลูกสาวของเขาช่างมีอนาคตไกลและเป็นคนดีจริงๆ
ชั่วชีวิตชาวนาอย่างเขา ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้รับการขอบคุณและก้มหัวให้จากผู้นำระดับสูงที่ดูแลคนงานโรงงานเป็นพันๆ คน
ความรู้สึกนี้มันช่างน่าตื่นเต้นสุดขีด
ถึงแม้จะเป็นบารมีที่ได้จากหลินถัง แต่เด็กที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง
ฉินหมินเซิงเป็นคนฉลาดหลักแหลมผ่านโลกมามาก แน่นอนว่าเขามองออกถึงความภาคภูมิใจของหลินลู่
เขายิ้มอย่างเข้าใจแล้วพูดว่า “ใช่ครับ นักเรียนหลินเป็นเด็กดีจริงๆ ของพวกนี้ซู่ชิงเป็นคนเลือกเองกับมือเพื่อมอบให้นักเรียนหลิน ขอให้พวกคุณรับไว้ด้วยนะครับ”
เมื่อพูดจบ โดยไม่รอให้หลินลู่ปฏิเสธ ฉินหมินเซิงก็ส่งสายตาให้หลิวกั๋วอัน เป็นสัญญาณว่าถึงคิวของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
หลิวกั๋วอันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
เครื่องแบบตำรวจที่สวมอยู่ทำให้เขาดูน่าเกรงขามและเปี่ยมด้วยความยุติธรรม
ใบหน้าสี่เหลี่ยมที่ดูซื่อตรงให้ความรู้สึกที่มั่นคงและพึ่งพาได้
เขาหยิบธงผ้าไหมผืนเล็กสีแดงสดออกมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นทางการดังก้องกังวาน
“นักเรียนหลินถังได้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างแก๊งค้ามนุษย์ ปกป้องความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นี่คือธงเกียรติยศที่ทางสถานีตำรวจขอมอบให้นักเรียนหลินถัง หวังว่านักเรียนหลินถังจะทำความดีต่อไป นี่คือรางวัลเพื่อเป็นกำลังใจ นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหมูสองชั่ง และลูกอมนมอีกหนึ่งห่อ นี่เป็นของรางวัลจากทางสถานีตำรวจ ขอให้พี่น้องเกษตรกรอย่าได้รังเกียจเลยนะครับ”
พูดจบ หลิวกั๋วอันก็มอบธงเกียรติยศให้กับหลินถังด้วยความเคร่งขรึม แล้ววางของรางวัลชิ้นใหญ่อย่างเนื้อหมูและลูกอมหายากไว้บนโต๊ะ
หลินถังไม่คิดว่าจะมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย ดวงตาคู่สวยของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที “ขอบคุณค่ะคุณตำรวจ ฉันจะพยายามต่อไปค่ะ”
ดูเหมือนว่าพวกแก๊งค้ามนุษย์นั่นจะไม่ใช่พวกกระจอกงอกง่อย ถึงขนาดมีรางวัลนำจับให้แบบนี้
วันหน้าถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก เรียกใช้บริการเธอได้เลย
หลินถังกำหมัดเล็กๆ ขาวผ่องของเธอแน่น รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลองวิชาอีกสักรอบ
หลินลู่เห็นกับตาตัวเองว่าสหายตำรวจมอบธงสีแดงสดให้กับลูกสาวของตน เขาถึงกับยืนอึ้งทำตาปริบๆ พูดไม่ออก
หลี่เจี้ยนไฉ รองหัวหน้ากองผลิตที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เห็นฉากนี้ ก็ยืนอึ้งไปเหมือนกัน
“??”
หลี่เจี้ยนไฉได้แต่มองตาละห้อย: อิจฉาครับ อิจฉาตาร้อนสุดๆ ทำไมลูกบ้านตัวเองถึงไม่มีแบบนี้บ้างนะ
หลินลู่: ช่วยคนแล้วได้รางวัลดีขนาดนี้เลยเหรอ เนื้อหมูตั้งสองชั่งเชียวนะ!
หลินลู่แอบหยิกฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกสติ
พอรู้ตัวว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน ใบหน้าของเขาก็เปล่งปลั่งมีความสุขจนปิดไม่มิด
เขาพยายามกดความตื่นเต้นในใจเอาไว้
บนใบหน้าที่กร้านแดดกร้านลมนั้นยังพอมองเห็นสีแดงระเรื่อจากความปลาบปลื้มใจ
“ท่านผู้นำเกรงใจกันเกินไปแล้วครับ มันเป็นสิ่งที่สมควรทำ สมควรทำครับ...”
ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังฝันดีอยู่เลยนะ
หลิวกั๋วอันยิ้มบางๆ แล้วกลับไปนั่งที่เดิมเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
จังหวะเดียวกัน หลี่ซิ่วลี่เทน้ำเชื่อมใส่ถ้วยเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากห้องครัว
“เชิญท่านผู้นำดื่มน้ำก่อนค่ะ ในหมู่บ้านไม่มีใบชาดีๆ มีแต่น้ำเชื่อมน้ำตาลแดง รบกวนอย่าถือสาเลยนะคะ”
มีกระติกน้ำร้อนนี่มันสะดวกจริงๆ
ไม่ต้องเสียเวลาก่อไฟต้มน้ำร้อนให้วุ่นวาย แค่เอาน้ำตาลแดงมาละลายก็เสิร์ฟแขกได้เลย หลี่ซิ่วลี่นึกชมลูกสาวในใจที่หาของดีๆ แบบนี้มาให้ใช้
ฉินซู่ชิงรับถ้วยน้ำของตัวเองมา จิบไปหนึ่งคำเพื่อแสดงมารยาทและให้เห็นว่าเธอไม่รังเกียจ
พอดื่มลงไปคำแรก รสชาติหวานเจี๊ยบบาดคอก็พุ่งพล่านไปทั่วปาก
แต่เธอก็กลืนลงไปโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน แล้วยิ้มตาหยีพูดว่า “ขอบคุณค่ะคุณน้า หวานจังเลยค่ะ”
อืม... หวานอย่างจริงใจไม่มีสิ่งเจือปนเลยแม้แต่น้อย หวานจนตาพร่าเลยทีเดียว
“ถ้าชอบก็ดื่มเยอะๆ นะลูก ดื่มหมดแล้วน้าจะเติมให้ใหม่” หลี่ซิ่วลี่พูดด้วยความเอ็นดู โดยไม่รู้เลยว่าแขกกำลังฝืนกลืนความหวานนั้นลงคอ
แม่หนูคนนี้ช่างพูดจาน่ารักจริงๆ
ฉินซู่ชิงยิ้มจนตาโค้งเป็นสระอิ “ขอบคุณค่ะคุณน้า”
ฉินหมินเซิงและหลิวกั๋วอันก็ยกน้ำเชื่อมขึ้นดื่มเช่นกัน
พอเข้าปากไปคำหนึ่ง รสหวานจัดจ้านเหมือนกระโดดลงไปในถังน้ำผึ้งก็เล่นงานพวกเขา
แต่มันก็ทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงความซื่อสัตย์จริงใจของครอบครัวตระกูลหลินอีกครั้ง ใส่มาเต็มที่ไม่มีกั๊กของจริงๆ
คนสองกลุ่มมีวิถีชีวิตและสังคมที่แตกต่างกัน จึงไม่มีหัวข้อสนทนาอะไรให้คุยกันมากนัก
ฉินหมินเซิงดื่มน้ำเชื่อมไปหนึ่งคำ แล้วไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองจดหมายแนะนำตัวออกมา แล้วยื่นส่งให้กับหลินถัง
“นักเรียนหลิน เธอมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อครอบครัวของฉัน ของนอกกายพวกนั้นไม่เพียงพอที่จะแสดงความขอบคุณของพวกเราได้ นี่คือจดหมายแนะนำตัวที่ฉันเขียนขึ้น อีกไม่กี่วัน ทางโรงงานของเราจะเปิดรับสมัครพนักงาน เธอถือจดหมายนี้ไปลองสมัครดูนะ”
เขาไม่ได้บอกรายละเอียดลงลึกว่าการรับสมัครของโรงงานในครั้งนี้ มีตำแหน่งที่เปิดรับทั้งเจ้าหน้าที่นั่งทำงานในสำนักงาน และพนักงานฝ่ายผลิตทั่วไป ซึ่งโอกาสนี้คือใบเบิกทางสู่อนาคตที่ดีกว่าการทำไร่ทำนาอย่างแน่นอน
[จบบท]