บทที่ 64: น้องสาวคือบ่อเงินบ่อทอง?
สองพี่น้องตระกูลหลินเดินเคียงคู่กันไปตามถนนเส้นหลักของตัวอำเภอ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของพี่ชายกับน้องสาวดังคลอไปตลอดทางขณะที่ทั้งคู่มุ่งหน้ากลับไปยังโรงงานทอผ้าจินโจว
“ถังถังหรือเปล่า”
เสียงเรียกชื่อดังมาจากด้านหน้า ฟางเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังเดินสวนมาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องมาที่ร่างคุ้นเคยด้วยความดีใจ
ปกติแล้วบ้านของฟางเสี่ยวอวิ๋นอยู่ในตัวอำเภอ พอถึงเวลาพักเที่ยงเธอก็จะกลับไปกินข้าวที่บ้าน และเวลานี้ก็เป็นเวลาที่เธอกำลังจะเดินกลับไปทำงานช่วงบ่ายที่สหกรณ์พอดี
หลินถังได้ยินเสียงเรียกจึงหันหน้าไปมองตามเสียง
“เสี่ยวอวิ๋นเหรอ บังเอิญจังเลย นี่เธอกลับไปกินข้าวที่บ้านมาใช่ไหมเนี่ย”
“ใช่แล้วใช่แล้ว ว่าแต่เธอเข้ามาในตัวอำเภอทำไมกัน แล้วทำไมมาถึงแล้วไม่แวะไปหาฉันที่สหกรณ์บ้างเลยล่ะ” ฟางเสี่ยวอวิ๋นรีบสาวเท้าเดินเข้ามาหา พร้อมกับทำแก้มป่องแกล้งงอนใส่เพื่อนรักไปหนึ่งที
ไหนเคยสัญญากันไว้ว่าจะให้ถังถังคนนี้เลี้ยงข้าวไง ลืมแล้วหรือ
หลินถังส่งยิ้มหวานให้เพื่อนพลางอธิบาย “ฉันมีธุระต้องทำนิดหน่อยน่ะ ก็เลยยังไม่ทันได้แวะไปหาเธอเลย”
พูดจบ เธอก็ตัดสินใจไม่ปิดบังเรื่องสำคัญและบอกข่าวดีออกไปตรงๆ “คือว่า...ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฉันอาจจะได้เข้าทำงานในโรงงานทอผ้าเร็วๆ นี้นะ ต่อไปพวกเราก็จะได้เจอกันในอำเภอบ่อยๆ แล้วล่ะ”
“ห๊ะ จริงเหรอเนี่ย” ฟางเสี่ยวอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
ท่าทางของเธอดูตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองสอบติดได้เข้าไปทำงานในสหกรณ์วันแรกเสียอีก
“อื้อ เรื่องจริงสิ” หลินถังยืนยันหนักแน่น
“ดีจังเลย ดีมากๆ เลย ฉันรู้อยู่แล้วว่าคนเก่งๆ อย่างถังถังไม่มีทางจมปลักอยู่ในชนบทตลอดไปหรอก” ฟางเสี่ยวอวิ๋นโพล่งออกมาด้วยความดีใจ
แต่พอพูดจบประโยคนั้น เธอก็ชะงักไปนิดหนึ่งเพราะรู้สึกว่าคำพูดเมื่อกี้อาจจะฟังดูไม่ค่อยรื่นหูสำหรับคนฟังบางคน
หญิงสาวหันไปมองหลินชิงมู่ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งขาวยาวที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินถังด้วยสีหน้าเกรงใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เอ่อ...ขอโทษด้วยนะคะพี่ชาย ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ”
หลินถังรู้ดีว่าเพื่อนสนิทคนนี้มีเจตนาดีและดีใจกับเธอจากใจจริง เธอจึงไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ
“ไม่เป็นไรหรอก เธอเป็นคนนิสัยยังไงฉันจะไม่รู้หรือไง วางใจเถอะ ทั้งฉันแล้วก็พี่สามของฉันไม่ถือสาหรอก”
หลินชิงมู่พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร “ครับ ไม่เป็นไรครับ”
เขาจำผู้หญิงคนนี้ได้
นี่คือเพื่อนร่วมชั้นแซ่ฟางที่เมื่อก่อนมักจะมาขอให้น้องสาวของเขาช่วยติวหนังสือให้อยู่บ่อยๆ นั่นเอง ดูท่าทางจะเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงไม่เบา
ฟางเสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าพี่ชายของเพื่อนไม่โกรธ เธอยิ้มให้หลินชิงมู่ด้วยความขอบคุณก่อนจะหันมาคว้ามือหลินถังเอาไว้แน่น
“ถังถัง เธอรีบไปทำธุระต่อหรือเปล่า ถ้าไม่รีบฉันมีเรื่องดีๆ จะบอกเธอด้วยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น แววตาเป็นประกายวิบวับ
หลินถังสังเกตเห็นประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้น เธอก็พยักหน้าตอบรับ
“ไม่รีบเท่าไหร่จ้ะ เธอมีเรื่องดีๆ อะไรจะบอกฉันเหรอ”
ในใจของหลินถังเริ่มคาดเดา หรือว่าจะเป็นเรื่องสินค้าตัวนั้น...
ฟางเสี่ยวอวิ๋นเก็บอาการตื่นเต้นบนใบหน้าไม่อยู่ เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อนสนิทแล้วชี้นิ้วมาที่แก้มของตัวเอง
“ถังถัง เธอลองดูหน้าฉันสิ มีตรงไหนไม่เหมือนเดิมบ้าง”
ดวงตาของเธอเป็นประกายวิบวับขณะจ้องมองหลินถัง ท่าทางเหมือนลูกสุนัขตัวน้อยๆ ที่กำลังกระดิกหางรอคอยคำชมจากเจ้านายอย่างไรอย่างนั้น
หลินถังแกล้งทำท่าพิจารณาใบหน้าของเพื่อนอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มออกมา “หน้าของเธอเหมือนจะขาวขึ้นมากเลยนะ ใช่เรื่องนี้หรือเปล่า”
ความจริงตั้งแต่แวบแรกที่เห็นเสี่ยวอวิ๋นเมื่อครู่นี้ หลินถังก็มองออกแล้ว
เดิมทีผิวพรรณของฟางเสี่ยวอวิ๋นนั้นค่อนข้างคล้ำมาตั้งแต่เกิด แถมยังมีปัญหาเส้นเลือดฝอยบนใบหน้าเห็นได้ชัด บริเวณใต้ตายังมีฝ้าแดดที่เกิดจากการตากแดดอีกหลายจุด
ลูกผู้หญิงทุกคนย่อมรู้ดีว่าจุดด่างดำและรอยตำหนิบนใบหน้านั้นส่งผลกระทบต่อความสวยงามโดยรวมมากแค่ไหน
และยิ่งรู้ซึ้งถึงสุภาษิตที่ว่า 'ความขาวปกปิดความขี้ริ้วขี้เหร่ได้ถึงสามส่วน'
ก่อนหน้านี้ผิวหน้าของฟางเสี่ยวอวิ๋นมีจุดบกพร่องไม่น้อย ต่อให้พยายามแต่งตัวหรือทาแป้งแค่ไหนก็ทำได้แค่ดูสดใสขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ดูผ่องใสแบบนี้
แต่หลังจากที่เธอใช้ 'ครีมบำรุงผิวสูตรพิเศษ' ที่หลินถังให้ไป ผิวของเธอก็ขาวกระจ่างใสขึ้นวันแล้ววันเล่า
ใช้ไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ใบหน้าก็ดูชุ่มชื้นอิ่มน้ำ ดูดีขึ้นกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่าตัวจนใครๆ ก็ทัก
ฟางเสี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารัวๆ จนผมกระจาย
“ใช่ๆๆ เรื่องนี้แหละ! ฉันทาครีมบำรุงผิวที่เธอให้มา หน้าก็เลยขาวขึ้นทุกวันจนคนทัก
เมื่อวานหัวหน้าเจียงที่สหกรณ์ของพวกเรามาเห็นเข้า เธอก็เลยถามเซ้าซี้ใหญ่เลย
ฉันก็เลยบอกไปตามตรงว่าใช้ครีมบำรุงผิวที่เธอให้มา หัวหน้าเจียงของพวกเราตาลุกวาวเลย แล้วบอกว่าเธอเองก็อยากได้เหมือนกัน
ถังถัง...เธอรยังมีครีมบำรุงผิวเหลืออีกไหม ขายหรือเปล่า หัวหน้าของพวกเราบอกว่าเท่าไหร่เธอก็ยินดีจ่ายไม่อั้นเลยนะ”
ตอนที่พูดประโยคท้ายๆ ฟางเสี่ยวอวิ๋นลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ กลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้า
หลินชิงมู่ที่ยืนถือของเดินตามหลังหญิงสาวทั้งสองคน เขามองเห็นพวกเธอซุบซิบกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ แต่ไม่ได้ยินเนื้อความเลยสักประโยคเดียว ได้แต่ยืนรออย่างสงบ
หลินถังเองก็คิดไม่ถึงว่าครีมบำรุงผิวที่เธอทำเองจะไปเตะตาหัวหน้าสหกรณ์เข้าจังเบอร์ ใบหน้าของเธอจึงฉายแววแห่งความยินดี
“มีอยู่หรอกแต่ไม่เยอะนะ ฉันแบ่งขายให้ได้แค่สองตลับ ของพวกนี้ทำยากน่ะ วัตถุดิบก็หายาก”
กำปั้นที่กำแน่นด้วยความลุ้นระทึกของฟางเสี่ยวอวิ๋นคลายออกทันที เธอมองหลินถังด้วยความซาบซึ้งใจ
“สองตลับก็พอแล้ว! ขอบใจนะถังถัง ฉันจะไม่ให้เธอขาดทุนแน่นอน”
ถ้าการเจรจาซื้อขายครั้งนี้สำเร็จ ผลประโยชน์ที่จะตกถึงตัวเธอนั้นมีมากมายมหาศาล
เธอจะมีหน้ามีตาและมีตัวตนในสายตาของหัวหน้างานอย่างแน่นอน
ในวันข้างหน้าหากมีเรื่องดีๆ หรือโควตาอะไร ย่อมไม่มีทางขาดส่วนของเธอไปได้แน่
“ขอบใจอะไรกัน ก็แค่น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ฉันเองก็ใช่ว่าจะไม่เก็บเงินสักหน่อย” หลินถังตอบกลับด้วยรอยยิ้มรู้ทัน
ระหว่างที่พูด เธอก็ทำท่าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าใบเก่ง แต่ความจริงแล้วคือการเรียกของออกมาจากระบบมิติ เธอหยิบครีมบำรุงผิวออกมาสองตลับ
“หัวหน้าของพวกเธออยากได้กี่ตลับ ตลับละห้าหยวนได้ไหม”
ราคาเดียวกับครีมเกล็ดหิมะยี่ห้อดัง จะขายออกหรือไม่เธอก็ไม่ได้ซีเรียส
เพราะเดิมทีเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้ของสิ่งนี้หาเงินเป็นหลักอยู่แล้ว
ฟางเสี่ยวอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าถังถังจะพกของดีแบบนี้ติดตัวมาด้วย ดวงตาจึงเป็นประกายวาววับ
“เอาทั้งสองตลับเลย! ตลับละห้าหยวนราคานี้ขายได้สบายมาก
หัวหน้าของพวกเราทำงานกันทั้งครอบครัว สามีแกก็เป็นข้าราชการ เขาไม่ขาดแคลนเงินหรอก ถ้าเธอเรียกถูกเกินไป ไม่แน่ว่าในใจเขาอาจจะนึกสงสัยในคุณภาพเอาก็ได้นะ”
หัวหน้าของพวกเธอรวยจะตาย ถึงขนาดเอาครีมหย่าซวงที่แพงกว่าครีมเกล็ดหิมะมาทามือด้วยซ้ำ เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
“ตกลง งั้นให้เธอเอาไป” หลินถังส่งครีมทั้งสองตลับให้กับฟางเสี่ยวอวิ๋น
ฮ่าๆ หวานหมูจริงๆ
ตลับละห้าหยวน สองตลับก็สิบหยวนเลยนะ!
เงินสมัยนี้มันหาได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
ถ้ามีลูกค้ากระเป๋าหนักแบบนี้มาอีกเยอะๆ ก็คงดีไม่น้อย
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้หลินถังทำได้แค่คิดเล่นๆ ในใจ เพราะในยุคสมัยนี้คนที่มีฐานะดีจนไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องเงินนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ฟางเสี่ยวอวิ๋นรับของมาเก็บไว้อย่างทะนุถนอม แล้วเงยหน้าพูดกับหลินถังว่า “งั้นฉันรับไว้แล้วนะ ถังถังทำธุระเสร็จแล้วอย่าลืมแวะไปหาฉันที่สหกรณ์ด้วยล่ะ เดี๋ยวตอนนั้นฉันจะเอาเงินค่าของให้”
“ได้สิ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วฉันจะแวะไป”
หลินถังรับปากเพื่อน
ฟางเสี่ยวอวิ๋นยกข้อมือดูนาฬิกาก็เห็นว่าเวลาเริ่มไม่เช้าแล้ว เธอจึงทำได้แค่บอกลาเพียงสั้นๆ แล้วรีบวิ่งแจ้นกลับไปทำงานที่สหกรณ์
หลินชิงมู่เห็นเพื่อนของน้องสาวจากไปแล้ว จึงรีบก้าวเท้ายาวๆ เดินมายืนข้างกายน้องสาวทันทีด้วยความสงสัย
“ถังถัง เมื่อกี้พวกเธอคุยอะไรกันน่ะ ทำไมดูท่าทางยัยหนูฟางคนนั้นถึงได้ดีใจเป็นพิเศษเชียว”
“เรื่องดีจ้ะ พี่สามลองทายดูสิ” หลินถังไพล่มือไขว้กันไว้ด้านหลัง เอียงใบหน้าเล็กๆ มองไปทางพี่ชาย ท่าทางดูน่ารักน่าเอ็นดูจนบอกไม่ถูก
หลินชิงมู่รู้สึกเพียงว่าหัวใจคนเป็นพี่ชายสั่นไหวอย่างรุนแรง ความน่ารักสดใสของน้องสาวทำให้ใจของเขาแทบละลาย
“คุยเรื่องที่เธอจะได้เข้าทำงานในโรงงานทอผ้าเร็วๆ นี้หรือเปล่า”
“ไม่ใช่จ้ะ เรื่องนั้นเราคุยกันไปแล้ว”
หลินชิงมู่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็คิดไม่ออก เขาจึงยอมแพ้ “งั้นคือเรื่องอะไรล่ะ เธอบอกมาตรงๆ เถอะ พี่คิดไม่ออกแล้ว”
“งั้นฉันใบ้ให้พี่สามหน่อยแล้วกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับครีมบำรุงผิวที่ฉันทำจ้ะ” หลินถังกระพริบตาปริบๆ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“มะ ไม่ ไม่ใช่มั้ง” หลินชิงมู่ตกตะลึงจนพูดติดอ่าง
ดวงตาของเขาเบิกกว้างสว่างจ้าราวกับแสงหิ่งห้อยในค่ำคืนฤดูร้อน
หรือว่าน้องสาวจะหาเงินจากไอ้ครีมกวนเองพวกนั้นได้จริงๆ!
พอหลินถังสบตาพี่สาม เธอก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เธอจึงพยักหน้ายืนยันทันที “ถูกต้องจ้ะ”
พูดจบเธอก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้ๆ เขา “เสี่ยวอวิ๋นบอกว่าหัวหน้าของพวกเธอที่สหกรณ์อยากซื้อครีมบำรุงผิว ตลับละห้าหยวนแน่ะ”
“ห้า...” หลินชิงมู่ตกใจมากจนเกือบจะอุทานออกมาเสียงดัง ดีที่ยั้งปากไว้ทัน
หลินถังพยักหน้าแล้วกระพริบตา “ใช่แล้วจ้ะ แถมยังอยากซื้อตั้งสองตลับด้วยนะ”
หลินชิงมู่มองเห็นน้องสาวชูนิ้วเรียวยาวขึ้นมาสองนิ้ว หัวใจของเขาก็เต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
คุณพระช่วย! ตลับละห้าหยวน สองตลับก็สิบหยวนน่ะสิ!
ชั่วพริบตาเดียว สายตาที่หลินชิงมู่มองหลินถังก็เปลี่ยนไปจนดูแปลกประหลาด
ดูราวกับว่าเขากำลังมอง 'บ่อเงินบ่อทอง' เคลื่อนที่ หรือไม่ก็น้องสาวของเขาเป็นตุ๊กตาทองคำศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ปาน
สิบหยวนเชียวนะ!
นี่มันเกือบจะเป็นเงินเดือนครึ่งเดือนของพนักงานประจำในโรงงานพวกนั้นเลยนะ
น้องสาวตัวน้อยของเขาหาเงินจำนวนนี้ได้ภายในเวลาแค่ยืนคุยกันไม่กี่นาทีเนี่ยนะ!
ช่วงเวลาต่อมา หลินชิงมู่ตกอยู่ในสภาวะตกตะลึงอย่างรุนแรง ตลอดทางเขามีสีหน้าเงียบสงบแต่ภายในใจกลับเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาเดินตามหลินถังกลับมาจนถึงหน้าโรงงานทอผ้าโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้เป็นเวลาเข้างานช่วงบ่ายแล้ว
คนงานในโรงงานต่างก็ยุ่งอยู่กับการผลิตด้านใน บนท้องถนนจึงแทบไม่มีคนเดินผ่านไปมาเลย
[จบบท]